ในทุกๆ ปีผู้นำระดับโลกจะมารวมตัวกันที่การประชุม World Economic Forum (WEF) เพื่อหารือถึงความท้าทายและทิศทางใหม่ๆ เหล่านี้ แต่บรรยากาศของปีล่าสุดได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนและน่ากังวลกว่าครั้งไหนๆ
คุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ซีอีโอบิทคับกรุ๊ป ผู้เข้าร่วมการประชุมนี้มา 5 ปีซ้อน ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า ในอดีตเวที WEF พยายามให้เสียงของประเทศกำลังพัฒนาดังขึ้น ปีนี้กลับกลายเป็นการประชุมที่ถูกครอบงำโดยชาติตะวันตกและอเมริกา อย่างเต็มรูปแบบ
เวทีโลกที่เคยพยายามสร้างความสมดุลได้กลายเป็นเวทีของมหาอำนาจโดยสิ้นเชิง บทสนทนากับคุณท๊อปสกัด 5 ข้อคิดจากมุมมองของเขา เพื่อให้เราเข้าใจว่า “กฎใหม่” ของโลกคืออะไร และประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหนในสนามแข่งขันที่โหดร้ายนี้
1.โลกเปลี่ยนขั้วจากยุค “สุภาพบุรุษ” สู่ยุค “กฎแห่งป่า” (Power Accumulation Era)
โลกใบเก่าที่เราคุ้นเคยคือยุค “Rules-based Era” ซึ่งเปรียบเสมือนยุคที่ทุกประเทศเป็น “สุภาพบุรุษ” ต่างคนต่างเคารพกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศโดยมีอเมริกาทำหน้าที่เป็น “พี่ใหญ่” ที่คอยจัดระเบียบหากมีใครออกนอกลู่นอกทาง ประเทศไทยเองก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณด้านการทหารมหาศาล เพราะเชื่อมั่นในกติกาและความร่วมมือ
แต่โลกใบใหม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ “Power Accumulation Era” หรือยุคแห่งการสะสมอำนาจ
เมื่อ “พี่ใหญ่” อย่างอเมริกากลับกลายเป็น ‘อันธพาลประจำห้องเรียน’ เสียเอง ทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศพังทลายลง ทุกชาติจึงถูกบีบให้ต้องหันมาพึ่งพาตนเองและสร้างอำนาจของตัวเองเพื่อความอยู่รอด
เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘เงิน’ สำคัญน้อยกว่า ‘อำนาจ’
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนนโยบาย แต่คือการเปลี่ยนตรรกะในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยสิ้นเชิง จากที่เคยเน้นความร่วมมือและการค้า กลายเป็นการให้ความสำคัญกับอำนาจดิบและความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก
ในเมื่อโลกได้เปลี่ยนเป็น ‘ป่า’ ที่ต่างคนต่างต้องดูแลตัวเองแล้ว คำถามคือ ‘อำนาจ’ ที่ใช้ต่อสู้กันในป่าแห่งนี้คืออะไร? จากเวที WEF คำตอบชัดเจนว่ามันไม่ใช่แค่กำลังทหารอีกต่อไป แต่คือ “ชั้นของอำนาจ” 4 ด้านที่ทุกชาติกำลังเร่งสร้างอย่างเอาเป็นเอาตาย
2. นิยามใหม่ของ “อำนาจ” ไม่ใช่แค่การทหาร แต่คือ “ชั้นอำนาจ” 4 ด้านที่ทุกชาติต้องสะสม
ในยุคแห่งการสะสมอำนาจ “อำนาจ” ไม่ได้หมายถึงแค่กำลังทหารอีกต่อไป แต่ประกอบด้วยชั้นของอำนาจ (Layers of Power Accumulation) 4 ด้านที่ทุกประเทศต้องสร้างให้แข็งแกร่งเพื่อความอยู่รอด
-กองกำลังทหาร (Military Power) กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน หลายประเทศในยุโรปได้เพิ่มงบประมาณด้านการทหารจาก 2% ของ GDP เป็น 5% แล้ว ซึ่งถือเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ของโลก
-ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ทุกประเทศต้องสามารถผลิตอาหารและน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
-ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) การควบคุมแหล่งพลังงานของตัวเองกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ
-แพลตฟอร์มเทคโนโลยี (Technological Platforms) Jensen Huang CEO ของ Nvidia นิยามโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ว่าเป็น “เค้ก 5 ชั้น” ที่ทุกประเทศต้องมีเป็นของตัวเอง ได้แก่
Layer 5 แอปพลิเคชัน AI
Layer 4 โมเดล AI
Layer 3 คลาวด์
Layer 2 ชิปคอมพิวเตอร์
Layer 1 พลังงาน
จุดที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยในปัจจุบันมีความสามารถอยู่แค่ใน Layer 5 เท่านั้น ในขณะที่อีก 4 ชั้นแรกซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ เรายังต้องพึ่งพาจากต่างชาติทั้งหมด ซึ่งเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนและความเปราะบางอย่างมาก
เมื่อ “ชั้นอำนาจ” ทั้ง 4 กลายเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอดที่แท้จริง มันจึงนำไปสู่การจัดลำดับชั้นของโลกใหม่ที่โหดร้ายและตรงไปตรงมายิ่งกว่าเดิม โดยไม่สนขนาดเศรษฐกิจอีกต่อไป
3. การจัดลำดับชั้นใหม่ของโลก Great Powers, Middle Powers และ No Powers
ภูมิทัศน์การเมืองโลกถูกจัดลำดับชั้นใหม่ตาม “อำนาจ” ที่แท้จริง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มที่ชัดเจน
- มหาอำนาจ หรือ Great Powers (จีน, อเมริกา, อินเดีย, รัสเซีย) คือกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่พึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ มี “ชั้นอำนาจ” ครบถ้วน ไม่ต้องขออนุญาตใคร และเป็นผู้กำหนดกติกาของโลก
- อำนาจปานกลาง หรือ Middle Powers (กลุ่มประเทศยุโรป) คือกลุ่มประเทศขนาดกลางที่ไม่เล็ก แต่ยังคงต้องพึ่งพากลุ่ม Great Powers ในหลายๆ ด้าน ปัจจุบันพวกเขากำลังรวมตัวกันในระดับภูมิภาค (Regionalization) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและลดการพึ่งพา
- ผู้ไร้อำนาจ หรือ No Powers / Price Takers (ไทย, สิงคโปร์) คือกลุ่มประเทศที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ในเวทีโลก ทำได้เพียงเป็น “ผู้รับราคา” หรือ “ผู้รับชะตากรรม” จากสิ่งที่กลุ่มมหาอำนาจเป็นผู้กำหนด
การจัดลำดับชั้นแบบนี้คือภาพความจริงที่น่ากังวล มันตอกย้ำว่าขนาดของเศรษฐกิจไม่ได้มีความหมายเท่ากับการมี “ชั้นอำนาจ” ที่จับต้องได้อยู่ในมือ และท่ามกลางเกมแห่งอำนาจที่กำลังแบ่งขั้วโลกอย่างชัดเจนนี้ ยังมี ‘สึนามิ’ ลูกใหญ่อีก 2 ลูกที่กำลังซัดเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันให้รุนแรงและเร่งด่วนขึ้นไปอีก
4. สึนามิ AI มาเร็วกว่าที่คิด คำเตือนที่น่าตกใจจากเวทีโลก
เวที WEF ปีนี้ได้ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนและน่าตกใจเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ที่กำลังจะมาถึงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดคิด
- AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ 1 คนในปีหน้า และฉลาดกว่ามนุษยชาติทั้ง 8 พันล้านคนรวมกันในอีก 5 ปีข้างหน้า (อ้างอิงจากคำคาดการณ์ของ Elon Musk)
- 60% ของงานในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Advanced Economy) และ 40% ของงานทั่วโลกจะหายไป เพราะถูก AI เข้ามาทำงานแทน
- กลุ่มคนที่กระทบหนักที่สุดคือ “เด็กจบใหม่” (New Graduates) เพราะงานระดับเริ่มต้นที่เน้นการทำซ้ำๆ คือสิ่งแรกที่จะถูก AI เข้ามาแทนที่
ในเชิงเศรษฐกิจ นี่หมายความว่าความมั่งคั่งในอนาคตจะไม่ได้มาจาก “แรงงาน” อีกต่อไป แต่จะมาจาก “ผลตอบแทนจากทุน” คือการเป็นเจ้าของ AI และหุ่นยนต์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมครั้งใหญ่ หากไม่มีการเตรียมรับมือที่ดีพอ
5. สงครามแย่งชิง “คนเก่งและเม็ดเงิน” เมื่อทุกประเทศต้อง “ตัดราคา” เพื่อความอยู่รอด
ในสนามแข่งขันใหม่นี้ ทุกประเทศกำลังทำสงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่สำคัญที่สุด 2 อย่าง คือ คนเก่ง (Talent) และเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน (Private Capital)
หลายประเทศเริ่ม “แข่งกันตัดราคา” เพื่อดึงดูดทรัพยากรเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น แคนาดาปรับลดอัตราภาษีให้ต่ำกว่าสหรัฐฯ เพื่อดึงดูดคนเก่งและนักลงทุน ขณะที่ยุโรปกำลังปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้สามารถจัดตั้งธุรกิจได้ภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย…
เราจะเห็นความแตกต่างเชิงยุทธศาสตร์ที่น่ากังวล ในขณะที่ประเทศอื่นกำลังสร้าง “หนี้ดี” (Good Debt) คือการกู้ยืมเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต โดยทุ่มงบประมาณถึง 5% ของ GDP ไปกับการทหาร และอีก 10% ของ GDP ไปกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
แต่หนี้ของไทยส่วนใหญ่กลับเป็น หนี้เพื่อการบริโภค (Consumption Debt) ซึ่งคุณท๊อปอธิบายว่าคือ ‘การกู้มาเพื่อการบริโภคหรือเพื่อการแจกจ่าย’ ซึ่งไม่ได้สร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวเลย นี่คือสัญญาณเตือนที่ดังที่สุดว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางอย่างเร่งด่วน
ทางออกของไทย ต้องเร่งสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค (Regionalization) เพื่อแชร์ทรัพยากร เช่น พลังงาน (Power Grid) และโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันในอาเซียน และต้องวางตำแหน่งตัวเองเป็น “Trusted Partner” หรือพันธมิตรที่ไว้ใจได้ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการกระจายความเสี่ยงจากต่างประเทศ
ที่มา : Youtube