ธปท. เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักเกณฑ์กำกับดูแล THB Stablecoin ระหว่างวันที่ 19–28 ตุลาคม 2569 วางแนวทางให้ Stablecoin อิงเงินบาท 1 ต่อ 1 มีเงินฝากหนุนหลังเต็มจำนวน พร้อมกำหนดเงื่อนไขการออกเหรียญ การใช้งาน การไถ่ถอน และการคุ้มครองผู้ถือเหรียญ
ประเทศไทยกำลังขยับเข้าใกล้การมี Stablecoin ที่อิงมูลค่าเงินบาทภายใต้กรอบกำกับดูแล หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยเอกสารรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจ THB Stablecoin เพื่อวางรากฐานการใช้เงินรูปแบบโทเคนในระบบการชำระเงินไทย
ความน่าสนใจไม่ได้มีเพียงการเปิดทางให้เอกชนออก Stablecoin อิงเงินบาท แต่ยังรวมถึงแนวทางกำกับดูแลที่กำหนดให้ผู้ออกเหรียญต้องมีเงินฝากหนุนหลัง 100% ผู้ถือเหรียญสามารถแลกคืนเป็นเงินบาทได้ และผู้ให้บริการต้องมีระบบตรวจสอบธุรกรรมที่เข้มงวด
ขณะที่ ธปท. ต้องการให้ THB Stablecoin เข้ามาเสริมระบบการชำระเงินที่มีอยู่ ไม่ใช่แทนที่ PromptPay หรือเงินฝากธนาคาร โดยมุ่งเน้นการใช้งานที่เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถสร้างประโยชน์เพิ่มเติมได้จริง
แล้ว THB Stablecoin จะมีหน้าตาอย่างไร และประชาชนต้องรู้อะไรบ้าง? นี่คือ 15 ประเด็นสำคัญจากเอกสารของ ธปท.
1. THB Stablecoin คืออะไร?
THB Stablecoin คือสื่อการชำระเงินในรูปแบบโทเคนที่ใช้เทคโนโลยี Distributed Ledger Technology (DLT) โดยออกแบบให้อิงมูลค่าเงินบาทในอัตรา 1 เหรียญ เท่ากับ 1 บาท ผ่านการบริหารสินทรัพย์หนุนหลัง เพื่อรักษามูลค่าให้มีเสถียรภาพ
ต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ราคาผันผวนตามตลาด THB Stablecoin ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน ไม่ใช่สินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร
2. ต้องมีเงินฝากหนุนหลัง 100%
ในระยะแรก ธปท. เสนอให้ผู้ออก THB Stablecoin ต้องมีสินทรัพย์หนุนหลังเป็น เงินฝากเต็มจำนวน 100% และกระจายเงินฝากไปยังธนาคารหลายแห่งอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว
ในอนาคต ธปท. อาจพิจารณาอนุญาตให้ใช้สินทรัพย์สภาพคล่องคุณภาพสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น เป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์หนุนหลังได้ แต่ต้องมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน
3. แลกคืนเป็นเงินบาทได้ภายใน 1 วันทำการ
หนึ่งในหลักการสำคัญคือ ผู้ถือ THB Stablecoin จะต้องสามารถขอไถ่ถอนเหรียญเป็นเงินบาทกับผู้ออกเหรียญได้ในอัตรา 1 ต่อ 1 ภายใน 1 วันทำการ
อย่างไรก็ตาม หากเลือกซื้อขายเหรียญผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดรอง ราคาที่ได้รับอาจแตกต่างจาก 1 บาท ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด
จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างการไถ่ถอนตามมูลค่าที่กำหนด กับการซื้อขายตามราคาตลาด
4. ถือเหรียญแล้วไม่ได้ดอกเบี้ย
ธปท. เสนอห้ามผู้ออกเหรียญจ่ายดอกเบี้ย ผลตอบแทน หรือสิ่งจูงใจที่คำนวณตามมูลค่าหรือระยะเวลาการถือครอง THB Stablecoin ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
เนื่องจากต้องการให้เหรียญทำหน้าที่เป็น สื่อการชำระเงิน ไม่ใช่เครื่องมือออมเงินหรือลงทุน
ดังนั้น การถือ THB Stablecoin จำนวนมากหรือนานขึ้น ไม่ได้ทำให้ผู้ถือมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากผู้ออกเหรียญตามหลักการที่เสนอ
5. จำกัดจำนวนผู้ออกเหรียญในช่วงแรก
ธปท. มีแนวทางให้ผู้ออกเหรียญ (Issuer) มีจำนวนน้อยรายในระยะเริ่มต้น เพื่อลดปัญหาการมี Stablecoin หลายเหรียญจนสภาพคล่องกระจัดกระจาย และสร้างความซับซ้อนให้ผู้ใช้บริการกับร้านค้า
ผู้ออกเหรียญจะต้องผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ด้านเงินทุน เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และความสามารถในการสร้างประโยชน์ให้ระบบการชำระเงินจริง
ทั้งนี้ เอกสารยังไม่ได้ระบุจำนวนใบอนุญาตที่แน่นอน และเปิดทางให้พิจารณารับผู้ออกเหรียญเพิ่มเติมได้ในอนาคต
6. แต่ผู้ให้บริการ Wallet ไม่จำกัดจำนวน
ต่างจากผู้ออกเหรียญ ธปท. เสนอเปิดให้ผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน (Wallet Provider) ที่ผ่านคุณสมบัติสามารถขอใบอนุญาตได้โดยไม่จำกัดจำนวน เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและการพัฒนาบริการใหม่
Wallet Provider จะทำหน้าที่ให้บริการแก่ประชาชนโดยตรง ทั้งการเก็บรักษา โอน รับชำระเงิน และซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเหรียญ
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าใครก็เปิดให้บริการได้ทันที เพราะยังต้องได้รับใบอนุญาต โดย ธปท. จะเปิดรับคำขอเป็นรอบ
7. ใช้ผ่านแอปธนาคารหรือแอปกระเป๋าเงินก็ได้
ผู้ใช้บริการอาจเข้าถึง THB Stablecoin ผ่าน Mobile Banking แอปพลิเคชัน e-Money หรือแอปเฉพาะสำหรับ Stablecoin ที่ดำเนินการโดยผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต
ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องใช้แอปคริปโทโดยเฉพาะเสมอไป หากผู้ให้บริการทางการเงินที่ใช้อยู่พัฒนาระบบให้รองรับ THB Stablecoin
ทั้งนี้ ยังเป็นรูปแบบการให้บริการตามแนวทางที่ ธปท. เสนอ ไม่ใช่การยืนยันว่าธนาคารหรือแอปใดจะเปิดให้บริการจริง
8. โอนเหรียญได้เฉพาะ Wallet ที่ยืนยันตัวตนแล้ว
ผู้ใช้ THB Stablecoin ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC) ส่วนร้านค้าต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน (KYM)
ธปท. เสนอให้การโอนหรือชำระเงินด้วย THB Stablecoin ทำได้เฉพาะระหว่าง Wallet ที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วเท่านั้น โดยผู้ให้บริการต้องมีมาตรการตรวจสอบและติดตามธุรกรรมเพื่อป้องกันการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงิน
นั่นหมายความว่า แม้ THB Stablecoin จะทำงานบนเทคโนโลยี DLT แต่การโอนเหรียญจะอยู่ภายใต้ระบบควบคุมที่กำหนดให้ทั้งผู้ส่งและผู้รับต้องใช้ Wallet ที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว ไม่สามารถโอนไปยัง Wallet ที่ไม่ได้ยืนยันตัวตนได้อย่างอิสระ
9. ผู้ออกเหรียญต้องสามารถระงับ ยึด หรือทำลายเหรียญได้
หนึ่งในหลักการกำกับดูแลที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้งานคริปโท คือ ธปท. เสนอให้ผู้ออก THB Stablecoin ต้องมีระบบติดตามการหมุนเวียนของเหรียญ และกำหนดให้ใช้งานได้เฉพาะ Wallet ที่ผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) แล้วเท่านั้น
นอกจากนี้ ผู้ออกเหรียญต้องมีความสามารถในการระงับ ยึด หรือทำลายเหรียญจากระยะไกล (Remote Freeze / Seize / Burn) เมื่อพบการใช้งานที่ผิดเงื่อนไข เช่น การนำเหรียญไปใช้ในธุรกรรมผิดกฎหมาย หรือการนำเหรียญไป Bridging หรือ Wrapping เพื่อใช้งานนอกขอบเขตการกำกับดูแล
ข้อกำหนดดังกล่าวสะท้อนว่า THB Stablecoin ตามแนวทางที่ ธปท. เสนอ จะมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบการใช้งาน เพื่อป้องกันการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงิน
10. ห้าม Wallet เชื่อมต่อกระดานเทรดต่างประเทศที่อยู่นอกการกำกับของ ก.ล.ต.
ธปท. เสนอห้ามผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน (Wallet Provider) ให้บริการหรือเชื่อมต่อกับกระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศที่อยู่นอกการกำกับของ ก.ล.ต. ไทย เพื่อป้องกันการใช้ THB Stablecoin เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ผู้ออกเหรียญ (Issuer) ต้องมีมาตรการจัดการกรณีที่มีการนำเหรียญไป Bridging หรือ Wrapping เพื่อใช้งานนอกขอบเขตการกำกับดูแล
ข้อกำหนดดังกล่าวสะท้อนว่า การใช้งาน THB Stablecoin แม้จะอยู่บนเทคโนโลยี DLT แต่ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อและการกำกับดูแลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
11. ใช้ซื้อสินค้า โอนเงิน และชำระราคาสินทรัพย์ดิจิทัลได้
ธปท. มองเห็นโอกาสการใช้งาน THB Stablecoin ในหลายรูปแบบ ทั้งการชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าที่รองรับ การโอนเงินระหว่างบุคคลที่มี Wallet ผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว และการใช้เป็นสื่อกลางชำระราคาซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับธุรกรรมรายย่อยในตลาดทุน
นอกจากนี้ ประชาชนยังอาจซื้อขาย THB Stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ในประเภทที่ ก.ล.ต. จะพิจารณาอนุญาตต่อไป โดยการซื้อขายผ่านช่องทางดังกล่าวจะเป็นไปตามราคาตลาด ซึ่งอาจแตกต่างจากอัตรา 1 เหรียญต่อ 1 บาท
12. รองรับธุรกรรมอัตโนมัติ และการชำระราคาได้ตลอด 24 ชั่วโมง
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ ธปท. สนใจ Tokenized Money คือคุณสมบัติเฉพาะของเทคโนโลยี DLT ได้แก่ การกำหนดเงื่อนไขธุรกรรมอัตโนมัติ (Programmability) การทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และการชำระเงินพร้อมส่งมอบสินทรัพย์ในทันที (Atomic Settlement)
ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้ชำระเงินแก่ผู้ขายต่อเมื่อผู้ซื้อยืนยันว่าได้รับสินค้าแล้ว หรือการซื้อขายสินทรัพย์รูปแบบโทเคนที่สามารถโอนกรรมสิทธิ์พร้อมชำระราคาได้
อย่างไรก็ตาม ธปท. ย้ำว่าเทคโนโลยี DLT ไม่ได้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบชำระเงินเดิมเสมอไป ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต้องพิสูจน์ได้จากการใช้งานจริง
13. หากผู้ออกเหรียญล้มละลาย ผู้ถือเหรียญมีสิทธิได้รับเงินคืน
ธปท. เสนอให้ผู้ออก THB Stablecoin ต้องมีเงินฝากเป็นสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวน 100% และแยกสินทรัพย์หนุนหลังออกจากทรัพย์สินอื่นของบริษัทอย่างชัดเจน
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองผู้ถือเหรียญภายใต้ พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน โดยให้ผู้ถือ THB Stablecoin มีสิทธิได้รับเงินคืนเต็มจำนวน แม้ผู้ออกเหรียญจะประสบปัญหาทางการเงินหรือล้มละลาย
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นหลักการกำกับดูแลที่ ธปท. อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้กับ THB Stablecoin เป็นการทั่วไปในปัจจุบัน
14. ผู้ออกเหรียญต้องเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์หนุนหลังทุกวัน
ธปท. เสนอให้ผู้ออก THB Stablecoin (Issuer) ต้องเปิดเผยข้อมูลสถานะสินทรัพย์หนุนหลังและจำนวนเหรียญที่ออกทั้งหมดต่อสาธารณะเป็นรายวัน พร้อมจัดให้มีผู้ตรวจสอบภายนอกตรวจสอบยอดสินทรัพย์หนุนหลังอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ขณะที่ผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน (Wallet Provider) ต้องแยกเก็บเหรียญของลูกค้าออกจากทรัพย์สินของบริษัท และห้ามนำเหรียญของลูกค้าไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น
นอกจากนี้ Wallet Provider ยังต้องมีระบบบันทึกและจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมถึงมีกลไกรับผิดชอบและช่วยเหลือผู้ใช้บริการเมื่อเกิดข้อผิดพลาดจากการโอนหรือชำระเงิน
15. ไม่ใช่ใครก็ออกเหรียญได้ ต้องมีทุน เทคโนโลยี และทีมงานพร้อม
ผู้ที่ต้องการขอใบอนุญาตออก THB Stablecoin ต้องผ่านเกณฑ์คัดเลือกหลายด้าน โดยมีเงื่อนไขสำคัญ เช่น
- มีฐานะทางการเงินหรือแหล่งสนับสนุนเงินทุนที่เพียงพอ สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจกรณีไม่มีรายได้อย่างน้อย 6 เดือน
- มีกรรมการสัญชาติไทยอย่างน้อย 1 คน ที่ทำงานในประเทศไทย มีอำนาจตัดสินใจสั่งการ และพร้อมรับผิดชอบต่อการดำเนินงาน
- กรรมการอย่างน้อย 1 คน และผู้บริหารสูงสุดด้าน IT ต้องมีประสบการณ์ตรงด้าน DLT และบริการทางการเงินหรือการชำระเงิน รวมถึงมีความสามารถบริหารความเสี่ยงด้าน IT ของ Stablecoin
- ผู้บริหารสูงสุดด้าน IT ต้องปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยแบบเต็มเวลา
- มีแผนธุรกิจและระบบ IT ที่รองรับการใช้งานในวงกว้าง พร้อมกลไกบริหารความเสี่ยงและรับมือเหตุการณ์วิกฤต
นอกจากนี้ ธปท. ยังต้องการให้ผู้สมัครแสดงหลักฐานว่ามีศักยภาพดำเนินธุรกิจได้จริงตามแผน และสามารถสร้างประโยชน์เพิ่มเติม (Value Added) ให้แก่ระบบการชำระเงินอย่างเป็นรูปธรรม โดยประโยชน์ดังกล่าวต้องเกี่ยวข้องกับปัญหาหรือข้อจำกัดที่มีอยู่จริง และสามารถประเมินผลได้
แล้ว THB Stablecoin จะเริ่มใช้เมื่อไหร่?
ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันเปิดให้บริการ THB Stablecoin อย่างเป็นทางการ โดย ธปท. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการกำกับดูแลระหว่างวันที่ 19–28 ตุลาคม 2569 ก่อนนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแนวทาง และเสนอให้กระทรวงการคลังกำหนดธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็นบริการชำระเงินที่ต้องได้รับใบอนุญาต ภายใต้ พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560
จากนั้น จึงจะเข้าสู่กระบวนการออกหลักเกณฑ์และการพิจารณาใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องต่อไป
บทสรุป
THB Stablecoin ตามแนวทางของ ธปท. ไม่ได้มีเป้าหมายเป็นเหรียญคริปโทสำหรับเก็งกำไร แต่เป็นการสร้างสื่อชำระเงินรูปแบบใหม่ที่เชื่อมต่อกับนวัตกรรมทางการเงินบนเทคโนโลยี DLT โดยมีระบบกำกับดูแล การคุ้มครองผู้ถือเหรียญ และการป้องกันความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบสำคัญ
สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะได้รับใบอนุญาตออก THB Stablecoin แต่รวมถึงการพัฒนาบริการที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้จริง โดยเฉพาะในระบบนิเวศ Tokenization ที่กำลังพัฒนา
ที่มา : Consultation Paper , bot.or.th