Light Mode

Dark Mode

Logo Efinancethai While Logo Efinancethai While
ค้นหาข่าว และความรู้ด้านการเงิน การลงทุนต่างๆ ที่คุณสนใจ
ค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ
  • Light Mode

    Dark Mode

    Swift Mode คือ?
    โหมดที่ช่วยปรับเปลี่ยนการแสดงผลของธีมระหว่าง Dark Mode และ Light Mode
    • efin StockPickUp
    • efin StockPickUp Pro NEW
    • TRADEMAN NEW
    • efin Trade Plus
    • efin Mobile
    • ข่าวหุ้นล่าสุด
    • กองทุน
    • ทองคำ
    • ข่าวต่างประเทศ
    • mai Update
    • Market Focus
    • ข่าวเด็ด บจ.
    • หุ้นเด่นวันนี้
    • ประเด็นร้อน
    • บทบรรณาธิการ
    • Exclusive Company Visit
    • ESG Story
    • Recommended for You
    • Opinion
    • IPO Corner
    • efin Review
    • THE VISiON/Executive Talk
    • Stock Insight
    • Fundamental Recap
    • Broker Research
    • หน้าหลักคริปโต NEW
    • ข่าว
    • ข่าวคริปโตล่าสุด
    • ข่าวคริปโตยอดนิยม
    • Bitcoin Focus
    • Regulator
    • Market
    • DA Business
    • RWA
    • ETF
    • Press Releases
    • บทความ
    • Research
    • Fintech
    • Crypto Verse
    • Media อื่น ๆ
    • Crypto Weshare
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ขอนแก่น" 2026NEW
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "หาดใหญ่" 2026
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
    • ESG 2026
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026
    • efin x wow festival 2025
    • Better Trade
    • ESG
    • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
    • ติว(อินเวส)เตอร์
    • efinanceThai Connect NEW
    • efin Let’s Profit Run NEW
    • Help Online
    • Team Viewer
    • คู่มือ
    • มุมความรู้
    • ติดต่อโฆษณา
    • ฝากข่าว PR

Light Mode

Dark Mode

Logo Efinancethai While Logo Efinancethai While
ค้นหาข่าว และความรู้ด้านการเงิน การลงทุนต่างๆ ที่คุณสนใจ
ค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ
  • Light Mode

    Dark Mode

    • efin StockPickUp
    • efin StockPickUp Pro NEW
    • TRADEMAN NEW
    • efin Trade Plus
    • efin Mobile
    • ข่าวหุ้นล่าสุด
    • กองทุน
    • ทองคำ
    • ข่าวต่างประเทศ
    • mai Update
    • Market Focus
    • ข่าวเด็ด บจ.
    • หุ้นเด่นวันนี้
    • ประเด็นร้อน
    • บทบรรณาธิการ
    • Exclusive Company Visit
    • ESG Story
    • Recommended for You
    • Opinion
    • IPO Corner
    • efin Review
    • THE VISiON/Executive Talk
    • Stock Insight
    • Fundamental Recap
    • Broker Research
    • หน้าหลักคริปโต NEW
    • ข่าว
    • ข่าวคริปโตล่าสุด
    • ข่าวคริปโตยอดนิยม
    • Bitcoin Focus
    • Regulator
    • Market
    • DA Business
    • RWA
    • ETF
    • Press Releases
    • บทความ
    • Research
    • Fintech
    • Crypto Verse
    • Media อื่น ๆ
    • Crypto Weshare
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ขอนแก่น" 2026NEW
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "หาดใหญ่" 2026
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
    • ESG 2026NEW
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026NEW
    • efin x wow festival 2025
    • Better Trade
    • ESG
    • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
    • ติว(อินเวส)เตอร์
    • efinanceThai Connect NEW
    • efin Let’s Profit Run NEW
    • Help Online
    • Team Viewer
    • คู่มือ
    • มุมความรู้
    • ติดต่อโฆษณา
    • ฝากข่าว PR
ลงชื่อเข้าใช้งาน

เลือกวิธีการเข้าใช้งานที่ต้องการ

ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม ?

ลงชื่อเข้าใช้
ด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือหรืออีเมล

ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม ?

สร้างบัญชี

เลือกวิธีการสมัครสมาชิกที่คุณต้องการ

มีบัญชีอยู่แล้วใช่ไหม ?

สร้างบัญชี
ด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ

มีบัญชีอยู่แล้วใช่ไหม ?

เมื่อกดสร้างบัญชี ถือว่าคุณได้ยอมรับ ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน และ รับทราบ ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ของ efinancethai
ยืนยันด้วย OTP

Ref:

ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?
กด ได้ใน นาที

สร้างบัญชี
อีเมลนี้เคยเข้าใช้งานแล้ว สามารถ ได้ทันที
  • ความยาว 8 - 20 ตัว
  • ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z) และเล็ก (a-z)
  • ตัวเลข (0-9)
สร้างบัญชีของคุณสำเร็จ

เราได้ดำเนินการสร้างบัญชีของคุณ
เรียบร้อยแล้ว

ลืมรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมล

ยืนยันด้วย OTP

Ref:

ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?
กด ได้ใน

สร้างรหัสผ่าน
  • ความยาว 8 - 20 ตัว
  • ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z) และเล็ก (a-z)
  • ตัวเลข (0-9)
ตั้งรหัสผ่านใหม่เสร็จสิ้น

เราได้ดำเนินการตั้งรหัสผ่านใหม่ของคุณ
เรียบร้อยแล้ว

สร้างบัญชีของคุณสำเร็จ

เราได้ดำเนินการสร้างบัญชีของคุณ
เรียบร้อยแล้ว

ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน
ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่ารหัสผ่าน

โปรดเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่เพื่อความปลอดภัยของท่าน

  • ความยาว 8 - 20 ตัว
  • ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z) และเล็ก (a-z)
  • ตัวเลข (0-9)
เปลี่ยนรหัสผ่าน
`
  1. หน้าหลัก
  2. Exclusive Company Visit
  3. รายละเอียด Exclusive Company Visit
Exclusive Company Visit
06 ต.ค. 2026 เวลา 14:41

สรุปข้อมูล บมจ. เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) (NTF)จาก Company Visit

สรุปข้อมูล บมจ. เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) (NTF)จาก Company Visit

Share

twitter icon
line icon

สรุปข้อมูลสำคัญ “บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด หรือ NTF” จากการเยี่ยมชมกิจการ(Company Visit) วันที่ 5 ต.ค. 69 โดย “สมาคมนักลงทุนประเทศไทย”

1. บทสรุปภาพรวมองค์กรและวิสัยทัศน์ (Corporate Profile & Vision)

จุดเริ่มต้นและการเติบโต: NTF ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 เริ่มต้นจากธุรกิจลำไยในภาคเหนือสร้างรายได้ 14 ล้านบาท ก่อนจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดสู่ 184 ล้านบาท (ปี 2565) และแตะ 2,521 ล้านบาท ในปี 2568

โดยผู้บริหารทั้งสองท่านจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ จึงได้นำหลักการทางวิศวกรรมเข้ามาปรับใช้กับธุรกิจเกษตร

วิสัยทัศน์ทางธุรกิจ: NTF ไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้ส่งออกผลไม้สด (Commodity Exporter) แต่วางเป้าหมายเป็น “แพลตฟอร์มผลไม้พรีเมียมระดับเอเชีย” (Building Thailand Premium Fruit Brand for Asia)

ยกระดับผลไม้ไทยผ่านระบบมาตรฐาน ควบคุมซัพพลายเชนอย่างครบวงจร และสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่จดจำในตลาดปลายทาง

เป้าหมายรายได้อนาคต: บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ไว้ที่ 5,100 ล้านบาท (เป้าหมายกำไรสุทธิ 505 ล้านบาท)

และตั้งเป้าปี 2570 ไว้ที่ 8,200 ล้านบาท

พร้อมโครงสร้างการจัดตั้ง Holding Company

2. ภาพรวมอุตสาหกรรมผลไม้และตลาดทุเรียนโลก (Global Industry Overview)

ทุเรียนติด Top 5 ผลไม้โลก: มูลค่าตลาดผลไม้สดโลกที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) องุ่น (2) แอปเปิ้ล (3) อะโวคาโด (4) กลุ่มเบอร์รี่ และ (5) ทุเรียน

ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และความเป็น Niche: ผลไม้ส่วนใหญ่ (องุ่น แอปเปิ้ล เบอร์รี่) สามารถเพาะปลูกได้เกือบทุกทวีปทั่วโลก แต่ทุเรียนและอะโวคาโดปลูกได้เพียงไม่กี่ภูมิภาค

โดยเฉพาะทุเรียนซึ่งเป็นพืชเขตร้อน ไม่สามารถเพาะปลูกได้ดีในพื้นที่หนาวเย็นอย่างประเทศจีน (พื้นที่ 90% ของจีนมีอุณหภูมิเลขตัวเดียวในฤดูหนาว)

ตลาดจีนคือศูนย์กลางดีมานด์โลก: ประเทศจีนเป็นผู้สั่งนำเข้าทุเรียนคิดเป็น 95% ของความต้องการทุเรียนทั่วโลก โดยนำเข้าจากประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 57%

แนวโน้มการเติบโตของปริมาณนำเข้าในจีน:

ทุเรียนสด: เพิ่มจาก 820,000 ตัน (ปี 2564) เป็น 1,400,000 ตัน (ปี 2566) และคาดการณ์แตะ 1,800,000 ตัน ในปี 2568

ทุเรียนแช่แข็ง (Frozen Durian): เติบโตจาก 56,000 ตัน (ปี 2564) สู่ 200,000 ตัน ในปี 2568

ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแปรรูป ร้านเบเกอรี่ พิซซ่า สมูทตี้ และกาแฟทุเรียนในจีนตลอดทั้งปี

โอกาสในการขยายอัตราการบริโภค (Per Capita Consumption):

ปัจจุบันชาวจีนบริโภคทุเรียนเพียง 1.3 กิโลกรัม/คน/ปี (คิดเป็นสัดส่วนการเข้าถึงประชากรเพียงประมาณ 30% หรือ 1 ใน 3 และยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่)

เทียบกับประเทศไทยที่บริโภค 5 กิโลกรัม/คน/ปี และมาเลเซียที่บริโภคสูงถึง 12 กิโลกรัม/คน/ปี

การขยายตัวของโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงและโลจิสติกส์ในจีน ช่วยให้การขนส่งผลไม้สดกระจายจากเมืองใหญ่สู่มณฑลชั้นรองได้ภายใน 24 ชั่วโมง เพิ่มโอกาสการเติบโตของดีมานด์อีกมาก

3. ผลกระทบต่อซัพพลายเชนและการบริหารจัดการ (Supply Chain Breakdown & Impact)

3.1 รูปแบบธุรกิจและมาตรฐาน 2Q2P (Core IP)

NTF บริหารซัพพลายเชนครอบคลุม 6 ขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรสวนต้นน้ำ, โรงคัดบรรจุ (ล้ง), ระบบ ERP จัดการสต๊อก, การขนส่งข้ามแดน, จนถึงการจัดจำหน่าย

โดยใช้มาตรฐาน 2Q2P:

Quantity (ปริมาณ): บริหารจัดการปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับออเดอร์

Quality (คุณภาพ): ควบคุมความสุข ความหวาน ความสวยงามทั้งภายนอกและภายใน

Time (เวลา): บริหารรอบเวลาขนส่งให้สดใหม่ถึงมือผู้บริโภค

Temperature (อุณหภูมิ): ควบคุมความเย็นตลอดการเดินทางทั้ง Cold Chain

3.2 โครงสร้างอุปทานไทย (Thailand Supply Network)

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 1,390,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 1.88 ล้านตัน มีรหัสสวน GAP ขึ้นทะเบียน 275,000 ครัวเรือน และมีโรงคัดบรรจุ (ล้ง) 1,709 แห่ง

การเก็บเกี่ยวแบบหมุนเวียนทวนเข็มนาฬิกาทั่วประเทศ (12 เดือน):

ภาคตะวันออก (จันทบุรี ตราด ระยอง) ช่วง มี.ค. – มิ.ย.

ภาคอีสาน (ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ) ช่วง พ.ค. – มิ.ย.

ภาคเหนือ (อุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ น่าน เชียงใหม่)

ภาคตะวันตก (ทองผาภูมิ ป่าละอู)

ภาคใต้ (หลังสวน ชุมพร) ช่วง ก.ค. – ก.พ.

ทุเรียนทวาย (นอกฤดูกาล) ช่วง ต.ค. เป็นต้นไป ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตเร่งผลผลิตเพื่อป้อนตลาดจีนในฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่จีนขาดแคลนผลไม้สดและมีดีมานด์สูง

3.3 ยุทธศาสตร์ Dual-Sourcing (ไทย + เวียดนาม)

ข้อมูลเปรียบเทียบเวียดนาม: เวียดนามมีพื้นที่ปลูก 1,250,000 ไร่ ผลผลิต 2.08 ล้านตัน (Efficiency ปริมาณต่อไร่สูงกว่าไทย 10-20%) แต่มีรหัสสวน GAP เพียง 1,599 รหัส และมีล้งเพียง 281 แห่ง

ข้อจำกัดด้านคุณภาพของเวียดนาม: เวียดนามตั้งอยู่ติดมรสุม ได้รับฝนยาวนาน 7 เดือน ทำให้ทุเรียนดูดซึมน้ำใต้ดินมาก เนื้อสัมผัสและรสชาติด้อยกว่าไทย

ราคาทุเรียนเวียดนามจึงถูกกว่าไทยประมาณ 30%

บทบาทในซัพพลายเชน: NTF เข้าไปตั้งทีม QC และจัดซื้อในเวียดนาม เพื่อส่งออกในช่วง High Season ของเวียดนาม ซึ่งเป็นช่วง Low Season ของไทย ช่วยให้บริษัทมีสินค้าป้อนตลาดจีนได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากเวียดนามไม่เกิน 20% เพื่อเสริมฤดูกาลไทย

3.4 การยกระดับเทคโนโลยีตรวจสอบคุณภาพ

เครื่อง CT Scan ทุเรียน: NTF นำเข้าเครื่อง CT Scan ทุเรียนเครื่องแรกในประเทศไทย ติดตั้งที่ศูนย์ชุมพร สามารถเอกซเรย์สแกนตรวจเช็กความสุก ความอ่อน-แก่ จำนวนพู และโครงสร้างภายในผลทุเรียนได้โดยไม่ต้องเจาะผล

ทีม QC ประจำการ 24 ชั่วโมง: มีทีมงานส่งเสริมการเกษตรและ QC กว่า 40 คน ประจำการที่สวนและล้ง ตรวจสอบตั้งแต่กระบะรับซื้อจนถึงปิดตู้คอนเทนเนอร์

ช่วยคุมอัตราสินค้าเสีย (Claim Rate) ให้อยู่ไม่เกิน 3-5% (เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่โดนเคยมเสียสูงถึง 10-20%)

4. ภาพรวมการแข่งขันและคู่แข่งในอุตสาหกรรม (Competitive Landscape)

4.1 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าและราคา

ยุคผูกขาด vs ยุคการแข่งขันสมบูรณ์: ในอดีตไทยเคยเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดเจ้าเดียวในจีนเกือบ 10 ปี ส่งผลให้ราคาทุเรียนเคยพุ่งสูงถึง 300 บาท/กก.

ต่อมาจีนได้ปลดล็อกโควตานำเข้าจากเวียดนาม (ปี 2565-2566) ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และมาเลเซีย เพื่อเพิ่มอุปทานและถ่วงดุลราคา

ผลกระทบต่อราคา: ราคาปรับตัวลงสู่ระดับสมดุล แต่ทุเรียนไทยยังคงรักษาส่วนต่างราคาพรีเมียม (Premium Margin) สูงกว่าเวียดนามได้ประมาณ 30% เนื่องจากภาพลักษณ์ รสชาติ และคุณภาพเนื้อสัมผัสที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

4.2 การวิเคราะห์คู่แข่งรายประเทศ

เวียดนาม: เน้นผลิตเชิง Mass/Commodity ราคาถูก แต่คุณภาพและมาตรฐานฟาร์ม (GAP/Traceability) ยังห่างชั้นจากไทย

มาเลเซีย (Musang King): พันธุ์มูซังคิงต้องรับประทานตอนสุก เนื้อเละและมีรสขม ไม่เหมาะกับการขนส่งทางไกล (ต้องส่งทางอากาศเท่านั้น) ตลาดจำกัดเฉพาะกลุ่ม Niche เมื่อขยายการปลูกมากเกินไปจึงประสบปัญหา Oversupply ในตลาดจีน

จีน (การปลูกเองในประเทศ): จีนมีการทดลองปลูกในเกาะไฮหลำและยูนนาน แต่เกาะไฮหลำประสบปัญหามรสุมและเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ต้นทุนการปลูกสูงมาก (ผลผลิตขายได้ลูกละกว่า 5,000 บาท ในลักษณะสินค้ากิมมิก/ประมูล)

ส่วนยูนนานเผชิญปัญหาความสูงระดับน้ำทะเลและอากาศ ไม่สามารถปลูกทดแทนการนำเข้าจากไทยได้

4.3 โครงสร้างผู้ส่งออกในประเทศไทย (Competitor Landscape in Thailand)

ผู้ส่งออกทุเรียนไทยที่มีรายได้เกิน 200 ล้านบาท/ปี มีเพียงประมาณ 30 บริษัท

ในกลุ่ม Top 10 ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด: เป็นผู้ประกอบการทุนจีนประมาณ 7 ราย และผู้ประกอบการไทยเพียง 3 ราย (ซึ่งรวมถึง NTF)

จุดอ่อนของล้งส่วนใหญ่: ล้งกว่า 1,700 แห่งในไทย เกือบ 90% เป็นทุนจีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพียง OEM รับจ้างผลิต และมักเข้ามาเปิดดำเนินการเฉพาะช่วง High Season

ความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของ NTF (Moat):

เป็นผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินงานบริหารซัพพลายเชนได้ ครบ 12 เดือนตลอดทั้งปี

มีแบรนด์ของตนเองและ Co-brand รวมกว่า 12 แบรนด์ ที่จดลิขสิทธิ์ถูกต้องในไทยและจีน

เน้นจับตลาด B2B พรีเมียม การันตีคุณภาพรับประทานได้จริงสูงถึง 95%

จ่ายเงินสดและเข้าไปส่งเสริมชาวสวนร่วมกับล้งพันธมิตร ทำให้ได้ความไว้วางใจจากเครือข่ายเกษตรกร

5. กลยุทธ์การขยายตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ (Market & Channel Strategy)

การกระจายมณฑลในจีน: จากเดิมกระจายสินค้าใน 4 เมืองหลัก (กวางเจา, เจียซิง/เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง, เจิ้งโจว) ขยายสู่มณฑลใหม่ๆ เช่น คุนหมิง, ฉางซา, หนานหนิง, เหอเป่ย

พันธมิตรลูกค้ารายใหญ่ในจีน:

Joy Wing Mau Group (จอยเม่า): บริษัทจดทะเบียนในฮ่องกง ผู้กระจายผลไม้รายใหญ่ระดับโลก (ตัวแทน Zespri กีวี่) เข้าถึง 300 เมือง 20 ล้านครัวเรือน

Pagoda Group: เชนร้านขายผลไม้พรีเมียมจดทะเบียนในตลาดฮ่องกง มีหน้าร้านและแฟรนไชส์รวม 4,758 สาขา ทั่วจีน

Yie Chen (เยี่ยเฉิน): ผู้ค้าส่งรายใหญ่อันดับ 9 ของจีน ศูนย์กลางอยู่ที่เจียซิงและเซี่ยงไฮ้ มีจุดจำหน่าย Wholesale กว่า 60 แห่ง

โดยเซ็นสัญญา Contract ล็อคคำสั่งซื้อทุเรียนปี 2570 กับ NTF เรียบร้อยแล้ว

การขยายสู่ตลาดโลก: ส่งออกทุเรียนสดไปญี่ปุ่น, ทุเรียนสด/แช่แข็งไปสหรัฐอเมริกา และทุเรียนแกะเนื้อพร้อมทาน (Ready-to-eat) ขนส่งทางอากาศไปเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

6. ตัวเลขทางการเงิน คำสั่งซื้อล่วงหน้า และการบริหารความเสี่ยง (Financials & Risk Management)

6.1 ตัวเลขการเงินและเป้าหมายรายได้

ปี 2569: เป้าหมายรายได้ 5,100 ล้านบาท กำไรสุทธิ 505 ล้านบาท (ผลงานครึ่งปีแรกทำรายได้แล้ว 53% และกำไรสุทธิ 57% ของเป้าหมาย)

ปี 2570 (Backlog/Contracted Orders): ตั้งเป้ารายได้ 8,200 ล้านบาท โดย ณ ปัจจุบันมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่เซ็นสัญญาล็อคเป้าไว้แล้ว 5,500 ล้านบาท (คิดเป็น 67% ของเป้าหมายปี 2570)

รายละเอียดออเดอร์ 5,500 ล้านบาท: ทุเรียนภาคตะวันออก ~4,000 ล้านบาท, ทุเรียนศรีสะเกษ ~900 ล้านบาท, ทุเรียนแช่แข็ง ~700 ล้านบาท

อัตรากำไร (Margins) & นโยบายปันผล:

อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ตั้งเป้าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20%

อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ตั้งเป้าเลขสองหลัก (>10%)

นโยบายราคาแบบ Cost-Plus Margin

นโยบายจ่ายเงินปันผล: ไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ โดยตั้งใจจ่ายอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี

6.2 การบริหารทางการเงินและความเสี่ยง (Financial & Risk Control)

ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk): NTF เปิดบิลเรียกเก็บเป็นเงินหยวน (CNY) และทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Forward Contract) มากกว่า 85% ขึ้นไป ส่งผลให้งบการเงินไม่เคยมีผลขาดทุนจริงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ครึ่งปีแรกมีกำไรจาก FX กว่า 20 ล้านบาท)

โครงสร้างเงินทุนและหุ้นกู้: ใช้เงินทุนหมุนเวียนผ่าน Packing Credit ระยะสั้น (<120 วัน) ร่วมกับสถาบันการเงิน และออกหุ้นกู้เพื่อรองรับการสต๊อกทุเรียนแช่แข็งในช่วง Q2 เพื่อนำไปทยอยขายสร้างมาร์จิ้นสูงในช่วง Q3-Q4

การบริหารความเสี่ยงภัยธรรมชาติและโรคพืช: สวนในเครือข่ายมีการสำรองน้ำเพื่อรับมือปัญหาสภาพอากาศ (Super El Ni?o)

ส่วนเหตุการณ์น้ำท่วมภาคตะวันออกกระทบพื้นที่ปลูกอายุน้อยเพียง 4% ไม่กระทบต่อผลกำไรของบริษัท

นอกจากนี้บริษัทยังมีการทำวิจัยโรคร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ เพื่อเตรียมยาและสารชีวภัณฑ์ป้องกันโรคพืชล่วงหน้า

Q&A

กลุ่มที่ 1: ภาพรวมอุตสาหกรรม โครงสร้างราคา และคู่แข่งต่างประเทศ

Q : ทำไมปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดของประเทศจีนในปี 2566 ถึงกระโดดขึ้นจากปี 2565 อย่างมาก?

A : สาเหตุหลักเกิดจากการที่ทางการจีนทำการปลดล็อกโควตานำเข้าทุเรียนสดให้แก่ประเทศเวียดนามในช่วงปลายปี 2565 ถึงปี 2566

ก่อนหน้านั้น ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนสดเข้าสู่ประเทศจีนได้ ซึ่งไทยส่งออกได้ประมาณ 800,000 ถึง 1,000,000 ตันต่อปี

เมื่อจีนปลดล็อกให้เวียดนาม ทำให้ปริมาณการนำเข้ารวมของจีนเพิ่มขึ้นจากระดับ 800,000 กว่าตัน พุ่งขึ้นเป็น 1,400,000 ตันทันทีในปี 2566

นอกจากนี้ ในเวลาต่อมาจีนยังได้เปิดโควตารับนำเข้าทุเรียนจากกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียเพิ่มเติมอีกด้วย

Q : ปริมาณการนำเข้า (Volume) เติบโตถึง +127% แต่มูลค่า (Value) เติบโตเพียง +77% แปลว่าราคาขายทุเรียนต่อหน่วยปรับตัวลดลงใช่หรือไม่?

A : ถูกต้อง เมื่ออุปทาน (Supply) ในตลาดเพิ่มขึ้นจากการเปิดรับทุเรียนจากหลายประเทศ กลไกราคาที่เคยบิดเบือนจึงกลับเข้าสู่จุดสมดุล (Balance)

ในยุคที่ประเทศไทยเป็นผู้ผูกขาดการส่งออกเพียงเจ้าเดียว ราคาทุเรียนเคยพุ่งสูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 300 บาท

เมื่อมีซัพพลายจากเวียดนามและประเทศอื่นเข้ามาเติมเต็มดีมานด์ ราคาก็ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนไทยยังคงมีอัตรากำไร (Margin) อยู่ได้ดี สะท้อนจากตลอด 10 ปีที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏข่าวชาวสวนทุเรียนออกมาประท้วงเรื่องราคาเหมือนพืชผลเกษตรชนิดอื่นเลย

Q : หากประเทศจีนเปิดตลาดให้ประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ลาว กัมพูชา ขยายการส่งออกมากขึ้นเรื่อยๆ แนวโน้มราคาสินค้าทุเรียนไทยจะยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกหรือไม่?

A : ประเทศจีนมีประชากรสูงถึง 1,400 ล้านคน แต่อัตราการเข้าถึงและบริโภคทุเรียนในปัจจุบันยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 30% ของตลาดรวมทั้งหมด

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ขยายโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงและระบบโลจิสติกส์จนครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้การขนส่งผลไม้สดกระจายจากเมืองหลักไปยังมณฑลรองใช้เวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ดีมานด์จึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

นอกจากนี้ ตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ของทุเรียนไทยกับเวียดนามแยกออกจากกันอย่างชัดเจน โดยทุเรียนไทยยังคงรักษาส่วนต่างราคาพรีเมียม (Premium Margin) สูงกว่าทุเรียนเวียดนามได้ประมาณ 30% จากคุณภาพ รสชาติ และเนื้อสัมผัสที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

Q : ภาพรวมและการแข่งขันของทุเรียนจากประเทศมาเลเซีย เช่น พันธุ์มูซังคิง (Musang King) ในตลาดจีนเป็นอย่างไร?

A : ทุเรียนมูซังคิงของมาเลเซียมีข้อจำกัดทางกายภาพคือ เป็นทุเรียนที่ต้องรับประทานตอนสุกจัด เนื้อจะมีลักษณะนิ่ม เละ และมีรสชาติขมแทรก

ไม่สามารถตัดตอนดิบเพื่อส่งทางเรือแบบหมอนทองได้ ต้องขนส่งทางอากาศ (Air Freight) เท่านั้น ทำให้มีราคาสูง

ตลาดมูซังคิงในจีนจึงเป็นเพียงกลุ่มเฉพาะ (Niche Market) ขนาดเล็ก ขณะที่ผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่ที่เคยลิ้มลองทุเรียนไทยจะชื่นชอบรสชาติและเนื้อสัมผัสของทุเรียนหมอนทองมากกว่า

เมื่อมาเลเซียเร่งขยายพื้นที่ปลูกมูซังคิงมากเกินไป แต่ดีมานด์ในจีนมีจำกัด จึงประสบปัญหา Over Supply ในตลาดจีน

Q : การปลูกทุเรียนในประเทศจีน เช่น บนเกาะไฮหลำ หรือมณฑลยูนนาน จะสามารถผลิตทดแทนการนำเข้าทุเรียนจากไทยในอนาคตได้หรือไม่?

A : ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเหตุผลทางกายภาพและต้นทุน

เกาะไฮหลำประสบปัญหามรสุมรุนแรง และถูกวางตำแหน่งให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ/พื้นที่ค้าเสรี ผลผลิตทุเรียนไฮหลำจึงมีน้อยมากและถูกนำไปขายในลักษณะสินค้ากิมมิกหรือการประมูลในราคาสูงถึงลูกละกว่า 5,000 บาท

ส่วนมณฑลยูนนานเผชิญปัญหาความสูงระดับน้ำทะเลและสภาพอากาศ แปลงทดลองปลูกออกผลผลิตได้เพียง 18 ผลเท่านั้น

เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ต้นทุนการปลูกทุเรียนเองในจีนสูงกว่าราคาการนำเข้าจากประเทศไทยอย่างมหาศาล

กลุ่มที่ 2: การบริหารจัดการซัพพลายเชน คุณภาพ และพื้นที่เพาะปลูก

Q : ข่าวน้ำท่วมสวนทุเรียนในภาคตะวันออกส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตหรือผลกำไรของบริษัท NTF หรือไม่?

A : ไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท

จากข้อมูลของภาครัฐ เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันออกกระทบพื้นที่ปลูกประมาณ 20,000 ไร่ จากพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งหมดในภาคตะวันออกประมาณ 570,000 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 4% เท่านั้น

นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า พื้นที่กระทบส่วนใหญ่เป็นต้นทุเรียนอายุน้อยประมาณ 4–6 ปี ซึ่งยังไม่ถึงวัยให้ผลผลิตเก็บเกี่ยว

อีกทั้ง NTF บริหารจัดการด้วยการจัดซื้อ ไม่ได้ใช้รูปแบบการเหมาสวนทั้งหมด ความเสี่ยงนี้จึงไม่กระทบต่อบริษัท

Q : ทุเรียนในแต่ละจังหวัดมีรสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างกัน บริษัทมีวิธีควบคุมคุณภาพของแบรนด์ให้ได้มาตรฐานเดียวกันอย่างไร?

A : มาตรฐานพรีเมียมของแบรนด์ NTF จะควบคุมที่ตัวแปรหลัก 4 ด้าน คือ ความสุก ความนิ่ม ความหวาน (วัดค่า Brix) และลักษณะความสวยงามภายนอก

ส่วนเรื่องรสชาติเฉพาะถิ่น บริษัทจะบริหารผ่านระบบแบรนด์ เช่น หากเป็นทุเรียนจากแหล่งที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่าง “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” บริษัทจะใช้กล่องบรรจุภัณฑ์ลายพิเศษเฉพาะรูปภูเขาไฟเพื่อระบุให้ผู้บริโภคทราบชัดเจน

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการทำแบรนด์ทุเรียนเกาะสมุยเพิ่มเติมอีกด้วย

Q : สัญลักษณ์ GI (Geographical Indication) ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายในต่างประเทศหรือไม่ และลูกค้าร้องขอทุเรียนจากแหล่งไหนเป็นพิเศษ?

A : ผู้บริโภคในต่างประเทศอาจยังไม่เข้าใจความหมายของสัญลักษณ์ GI มากนัก แต่บริษัทยังคงนำมาใช้เป็นจุดขายกับทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษเนื่องจากมีเอกลักษณ์เรื่องกลิ่นและรสสัมผัสที่ชัดเจน

สำหรับผู้บริโภคชาวจีน สิ่งที่พวกเขาเจาะจงและตั้งตารอคอยมากที่สุดคือ “ทุเรียนภาคตะวันออก” ของไทย ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนของทุกปี

Q : ทุเรียนเวียดนามมีผลผลิตต่อไร่ (Efficiency) สูงกว่าไทย แต่ทำไมมูลค่าส่งออกและการยอมรับจึงยังต่ำกว่าทุเรียนไทย?

A : เวียดนามมีพื้นที่ปลูกทุเรียนประมาณ 1.25 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 2.08 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าไทยที่มีพื้นที่ปลูก 1.39 ล้านไร่ แต่ได้ผลผลิต 1.88 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม เวียดนามตั้งอยู่ในตั้งอยู่ในภูมิภาคที่รับมรสุมยาวนานถึง 7 เดือน ต้นทุเรียนดูดซึมน้ำใต้ดินปริมาณมาก ทำให้เนื้อสัมผัสและรสชาติด้อยกว่า

ด้านโครงสร้างมาตรฐาน เวียดนามมีรหัสสวน GAP เพียง 1,599 รหัส (เทียบกับไทยที่มีกว่า 83,000 รหัส) และมีโรงคัดบรรจุ (ล้ง) เพียง 281 แห่ง (เทียบกับไทยที่มี 1,709 แห่ง)

ทุเรียนเวียดนามจึงถูกจัดเป็นสินค้าประเภท Mass/Commodity ที่มีราคาขายถูกกว่าไทยประมาณ 30%

Q : บริษัทมีวิธีการตกลงซื้อขายกับเกษตรกรอย่างไร เป็นรูปแบบ Contract Farming หรือไม่ และเหตุใดเกษตรกรจึงยอมขายให้ NTF?

A : บริษัททำงานร่วมกับโรงคัดบรรจุ (ล้ง) พันธมิตร โดยใช้ทั้งรูปแบบจองสวนล่วงหน้า (กึ่ง Contract Farming) และการซื้อขายหน้าสวน

ปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรและล้งไว้วางใจขายผลผลิตให้ NTF คือ

(1) NTF จ่ายชำระเป็นเงินสดทันที

(2) NTF ส่งทีมงานส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ให้คำแนะนำสเปคสินค้าที่ตลาดต้องการ

(3) ล้งพันธมิตรของ NTF มีนโยบายตัดทุเรียนยกทั้งสวน ไม่ตัดทิ้งค้างสวน ทำให้เกษตรกรได้รับความมั่นใจ

กลุ่มที่ 3: พันธมิตรทางการค้า ช่องทางการจำหน่าย และคู่แข่งในไทย

Q : พันธมิตรลูกค้ารายใหญ่อย่าง Joy Wing Mau (จอยเม่า) และ Pagoda Group เป็นคู่แข่งกันหรือไม่ และแต่ละรายมีช่องทางจำหน่ายอย่างไร?

A : ทั้งสองบริษัทไม่ได้เป็นคู่แข่งกันโดยตรง เนื่องจากจับช่องทางการจำหน่ายคนละกลุ่ม

Pagoda Group เป็นผู้บริหารเชนร้านขายผลไม้พรีเมียมที่มีหน้าร้านและแฟรนไชส์ของตนเองมากกว่า 4,758 สาขาทั่วประเทศจีน

ส่วน Joy Wing Mau เป็นผู้กระจายผลไม้รายใหญ่ระดับโลกที่เน้นส่งเข้าช่องทาง Modern Trade และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ

ทั้งสองบริษัทได้ลงนามเป็นยุทธศาสตร์พันธมิตร (Strategic Partner) ร่วมกับ NTF เพื่อให้ NTF จัดหาทุเรียนพรีเมียมให้

Q : ทำไมห้างสรรพสินค้าหรือลูกค้ารายใหญ่ในจีน เช่น Walmart, Costco หรือ Hema (เหอหม่า) ถึงไม่เข้ามาติดต่อซื้อทุเรียนตรงจากสวนในไทย แต่ต้องซื้อผ่าน Distributor หรือ Vendor อย่าง NTF?

A : ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่จะไม่มีนโยบายซื้อตรงจากผู้ส่งออกในต่างประเทศ เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการสูญเสียหรือสินค้าไม่ได้คุณภาพ

ห้างเหล่านี้ใช้ระบบคลังสินค้ากลาง และบังคับให้ Supplier หรือ Vendor ปลายทางเป็นผู้รับภาระคัดกรอง ตรวจสอบคุณภาพ และรับประกันความเสียหายก่อนนำสินค้าจัดส่งเข้าคลัง

Q : โครงสร้างผู้ส่งออกทุเรียนในประเทศไทยเป็นอย่างไร และ NTF มีจุดแข็งเหนือคู่แข่งอย่างไร?

A : ในประเทศไทย ผู้ส่งออกทุเรียนที่มีรายได้เกิน 200 ล้านบาทขึ้นไปมีเพียงประมาณ 30 บริษัท

ในกลุ่ม Top 10 ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด สัดส่วนประมาณ 70–80% เป็นบริษัททุนจีน

จุดอ่อนของกลุ่มทุนจีนคือ มักเข้ามาเปิดล้งดำเนินการเฉพาะในช่วง High Season เท่านั้น

แต่ความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Moat) ของ NTF คือ เป็นบริษัทผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินงานบริหารซัพพลายเชนได้ ครบ 12 เดือนตลอดทั้งปี

มีทีม QC และทีมส่งเสริมการเกษตรกว่า 40 คน ประจำการ 24 ชั่วโมง

มีการใช้เทคโนโลยี CT Scan ตรวจสอบโครงสร้างภายใน

และมีแบรนด์สินค้าพรีเมียมที่จดลิขสิทธิ์ถูกต้องทั้งในไทยและจีนรวม 12 แบรนด์

กลุ่มที่ 4: โครงสร้างสัญญา ตัวเลขทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และหุ้นกู้

Q : รูปแบบการส่งออกทุเรียนของ NTF เป็นแบบแกะเนื้อหรือส่งออกทั้งผล และสัญญาล็อคคำสั่งซื้อ 5,500 ล้านบาทในปี 2570 มีการล็อคราคาขายด้วยหรือไม่?

A : NTF ส่งออกทุเรียนสดทั้งผล บรรจุลงกล่อง กล่องละประมาณ 6 ผล

สำหรับสัญญาล็อคคำสั่งซื้อล่วงหน้า 5,500 ล้านบาทในปี 2570 (ซึ่งคิดเป็น 67.1% ของเป้ารายได้ 8,200 ล้านบาท) เป็นการ ล็อคปริมาณ (Volume) ไม่ได้ล็อคราคาขาย

บริษัทกำหนดราคาขายตามกลไกต้นทุนจริงบวกมาร์จิ้น (Cost-Plus Margin Policy)

Q : บริษัทมั่นใจได้อย่างไรว่าจะสามารถจัดหาซัพพลายทุเรียนได้ครบตามสัญญาล็อคคำสั่งซื้อ 5,500 ล้านบาทในปี 2570?

A : ปริมาณทุเรียนที่ NTF ต้องจัดหาตามสัญญานี้ คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 3–4% ของปริมาณการส่งออกทุเรียนทั้งหมดในภาคตะวันออกของไทย ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวมสูงกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

บริษัทจึงมีความมั่นใจสูงว่าเครือข่ายล้งและสวนพันธมิตรสามารถจัดหาซัพพลายได้ครบถ้วนแน่นอน

Q : ทำไมบริษัทถึงเลือกออกหุ้นกู้ในการระดมทุน แทนที่จะกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ (Bank Loan) ทั้งที่ธนาคารมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า?

A : บริษัทมีการใช้เงินทุนร่วมกันทั้งสองช่องทาง

สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่เป็นวงเงิน Packing Credit ระยะสั้นไม่เกิน 120 วัน ซึ่งเหมาะสำหรับการซื้อขายทุเรียนสด

แต่ NTF มีธุรกิจ “ทุเรียนแช่แข็ง” (Frozen Durian) ซึ่งต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนกว้านซื้อวัตถุดิบปริมาณมากในช่วง Q2 (ช่วงที่ทุเรียนราคาต่ำที่สุด) เพื่อนำมาแปรรูปและเก็บสต๊อกไว้ขายในช่วง Q3–Q4 ซึ่งมีวงจรเงินทุนยาวเกินกว่า 120 วัน

นอกจากนี้ การกู้เงินธนาคารต้องใช้เงินฝากประจำค้ำประกัน (เช่น กู้ 100 บาท ต้องฝากค้ำ 30 บาท นำเงินไปใช้จริงได้เพียง 70 บาท) เมื่อคำนวณ Feasibility แล้ว ต้นทุนจริงแทบไม่ต่างจากการออกหุ้นกู้ อีกทั้งการออกหุ้นกู้ยังช่วยสร้างการรับรู้ชื่อเสียงของบริษัท (Brand Marketing) ในตลาดทุนอีกด้วย

Q : นโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท NTF เป็นอย่างไร?

A : บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

และตั้งเป้าหมายที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี

Q : บริษัทมีการบริหารจัดการความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) อย่างไร?

A : NTF เปิดบิลเรียกเก็บเงินกับลูกค้าในประเทศจีนเป็นสกุลเงินหยวน (CNY) และทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Forward Contract / Hedging) ในสัดส่วนสูงเกินกว่า 85% ขึ้นไป

บริษัทยังมีทีมการเงินมอนิเตอร์อัตราแลกเปลี่ยนแบบรายวัน ส่งผลให้งบการเงินของ NTF ไม่เคยมีผลขาดทุนจริงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยในครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนกว่า 20 ล้านบาท

กลุ่มที่ 5: ทิศทางเติบโตระยะยาว การกระจายความเสี่ยง และปัจจัยความเสี่ยงสูงสุด

Q : ทำไมบริษัทถึงต้องมีแบรนด์สินค้ามากถึง 12 แบรนด์ แทนที่จะสร้างเพียงแบรนด์เดียวให้แข็งแกร่งเหมือน Apple Envy หรือ Zespri?

A : บริษัทใช้แบรนด์หลักในการทำตลาดจริงประมาณ 6 แบรนด์ ส่วนที่เหลือเป็นการจดทะเบียนลิขสิทธิ์คุ้มครองไว้สำหรับขยายตลาดในอนาคต

วัตถุประสงค์ของการมีหลายแบรนด์คือ การให้สิทธิ์การจำหน่ายแบบ Exclusive สำหรับลูกค้ารายใหญ่แต่ละเจ้าในแต่ละมณฑลของจีน เพื่อไม่ให้เกิดการขายสินค้าชนกันเองในพื้นที่เดียวกัน

Q : ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่ง (Freight Costs) และหากเกิดปัญหาตู้สินค้าส่งออกไม่ได้หรือติดด่าน ความเสี่ยงตกอยู่ที่ใคร?

A : ค่าขนส่งทั้งหมดเป็นภาระของลูกค้า โดยบริษัทจะคำนวณรวมเข้าไปในราคาขายแบบ Cost-Plus

หากเกิดความเสียหายจากการขนส่ง จะมีประกันภัยสินค้าครอบคลุม

ส่วนกรณีความเสี่ยงเรื่องด่านตรวจ (เช่น ข่าวสารแคดเมียม) NTF มีกระบวนการส่งตรวจสเปคห้องแล็บรับรองมาตรฐานในไทยก่อนส่งออก 100% จึงไม่เคยประสบปัญหาตู้สินค้าติดด่าน

Q : หากตลาดทุเรียนเกิดปัญหาหรือชะลอตัวในอนาคต บริษัทมีแผนกระจายความเสี่ยง (Diversification) ไปยังผลไม้ชนิดอื่นอย่างไร?

A : NTF วางโครงสร้างองค์กรให้เป็น “แพลตฟอร์มบริหารจัดการอุตสาหกรรมผลไม้” ไม่ได้จำกัดตนเองอยู่แค่ทุเรียน

ปัจจุบันบริษัทได้นำระบบมาตรฐาน 2Q2P ขยายไปใช้กับ ลำไย มะพร้าว และมังคุด เรียบร้อยแล้ว

ในอนาคตเมื่อบุคลากรพร้อม อาจขยายไปจัดหาและส่งออกผลไม้ต่างประเทศ เช่น เชอร์รี่ชิลี

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารประเมินว่า ความเสี่ยงของตลาดทุเรียนในระยะ 5–10 ปีข้างหน้ายังต่ำมาก เนื่องจากความต้องการบริโภคในตลาดยังคงสูงกว่าอุปทาน

Q : ผู้บริหารมองว่าปัจจัยความเสี่ยงที่น่ากลัวและควบคุมได้ยากที่สุดสำหรับธุรกิจของ NTF คืออะไร?

A : ปัจจัยความเสี่ยงสูงสุดคือ “ภาวะสงครามและการเปลี่ยนแปลงนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

สำหรับความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ สภาพอากาศ หรือโรคระบาดในพืช สวนเกษตรกรและบริษัทมีมาตรการป้องกันเชิงรุก (Preventive Action) และงานวิจัยรองรับไว้ทั้งหมดแล้ว

ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและจีนมีความแน่นแฟ้นและราบรื่นอย่างมากมาโดยตลอด


ติดต่อ สมาคมนักลงทุนประเทศไทย


WEBSITE: Investors Association of Thailand

FACEBOOK: https://www.facebook.com/investorsthai

----------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลที่ปรากฏนี้ได้รับจาก "สมาคมนักลงทุนประเทศไทย" โดยได้รับการตรวจสอบจากทีมงานของบริษัทที่ไป Company Visit แล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่เป็นข้อมูลข่าวสารทั่วไป ทาง efinanceThai ไม่ได้แก้ไขหรือปรับปรุงเนื้อหาดังกล่าว และมิได้ยืนยันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ได้รับ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ตามความเหมาะสม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

CompanyVisitNTFNTFทุเรียนNTFอินเตอร์กรุ๊ปซัพพลายเชนทุเรียนตลาดทุเรียนจีนทุเรียนพรีเมียมทุเรียนไทยธุรกิจผลไม้ผลไม้พรีเมียมผู้ส่งออกทุเรียนไทยส่งออกทุเรียนส่งออกทุเรียนไปจีนเอ็นทีเอฟเอ็นทีเอฟอินเตอร์กรุ๊ป

Share

twitter icon
line icon
ดูทั้งหมด
efinanceThai efinanceThai

เราจะไม่เพียงแต่นั่งรอโอกาส แต่เรามุ่งมั่นจะสร้างโอกาสที่ทำให้เรา
สังคมของเรา และทุกคนที่เราเกี่ยวข้องด้วยดีขึ้น

ติดต่อโฆษณา

คุณสุภารัตน์ งามศรี (หนึ่ง)

โทร : 099-446-4366

Email : suparat@efinancethai.com

คุณเบญญาภา บุญรัตน์ (ลัคกี้)

โทร : 061-072-6233

Email : Benyapha@efinancethai.com

Follow us

line icon
tiktok icon
youtube icon
  • Online Asset
  • ภาพรวมบริษัท
  • ข่าวสารกิจกรรม
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อบริษัท
  • efin StockPickUp
  • efin StockPickUp Pro
  • TRADEMAN
  • efin Trade Plus
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ขอนแก่น" 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "หาดใหญ่" 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
  • ESG 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026
  • efin x wow festival 2025
  • Better Trade
  • ESG
  • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
  • ติว(อินเวส)เตอร์
  • efinanceThai Connect
  • efin Let’s Profit Run
  • Our Service
  • IR Plus Member
  • Contact Us
  • Help Online
  • Team Viewer
  • คู่มือ
  • Tel: 02-023-8800
  • customerservice@efinanceThai.com
  • ติดต่อโฆษณา
  • ฝากข่าว PR
ข้อมูลบริษัท
  • Online Asset
  • ภาพรวมบริษัท
  • ข่าวสารกิจกรรม
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อบริษัท
โปรแกรม
  • efin StockPickUp
  • efin StockPickUp Pro
  • TRADEMAN
  • efin Trade Plus
อีเว้นท์
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ขอนแก่น" 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "หาดใหญ่" 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
  • ESG 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026
  • efin x wow festival 2025
  • Better Trade
  • ESG
  • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
  • ติว(อินเวส)เตอร์
คอนเนค
  • efinanceThai Connect
  • efin Let’s Profit Run
IR Plus
  • Our Service
  • IR Plus Member
  • Contact Us
ช่วยเหลือ
  • Help Online
  • Team Viewer
  • คู่มือ
Customer Support
  • Tel: 02-023-8800
  • customerservice@efinancethai.com
ติดต่อโฆษณา
  • ติดต่อโฆษณา
  • ฝากข่าว PR

Copyrights © 2025 by efinanceThai.com All Rights Reserved.   Companyvisit Detail

ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์ | ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการใช้คุกกี้ | เงื่อนไขการใช้ข้อมูลของผู้ให้บริการรายอื่น
Logo Cookie
นโยบายการใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี และพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ ตรงกับความต้องการของคุณมากยิ่งขึ้น คุณสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้

efin.finance efinAI - สรุป Insights ข่าวหุ้นให้ทันที