สรุปข้อมูลสำคัญ " บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET" จากการเยี่ยมชมกิจการ(Company Visit) วันที่ 5 ก.พ.68 โดย "สมาคมนักลงทุนประเทศไทย"
ผู้เข้าให้ข้อมูล
นายวัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ
Transforming to Platform Service Provider
- INET เริ่มทำธุรกิจมาแล้วกว่า 30 ปี โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศ(Commercial Internet) หรือที่ทุกท่านน่าจะคุ้นเคย คือ อินเทอร์เน็ตที่เป็นบัตรขูดในสมัยก่อน
- ต่อมา INET ได้แปรสภาพเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (SET) เมื่อปี 2544 และเริ่ม Transform เข้าสู่ธุรกิจ Cloud และ Digital Platform ในปี 2555 และ 2565 ตามลำดับ
- ปัจจุบัน INET มีโครงสร้างผู้ถือหุ้น เป็นภาครัฐถึง 41% (สวทช. และ NT) และอีก 59% เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย
- INET มีวิสัยทัศน์และพันธกิจดังนี้
วิสัยทัศน์ (Vision):เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันโดยพึ่งพาต่างประเทศให้น้อยลง INETทำธุรกิจเพื่อให้ประเทศมีสินทรัพย์ทางความรู้เป็นของตัวเอง และลดการพึ่งพาต่างประเทศ
พันธกิจ (Mission)
1. มุ่งเน้นการ สร้าง Data Center ซึ่งเป็น Infrastructure ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ
2. ส่งเสริมให้ผู้พัฒนาเป็นเจ้าของธุรกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เป็นการรักษาคนที่มีความสามารถให้อยู่กับบริษัท
- โดยบริษัทได้ดำเนินการจัดตั้งกองทรัสต์ Data Center กองแรกในประเทศไทยสำเร็จเมื่อปี 2564 ด้วยมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจดังกล่าว
- INET มีศูนย์ปฏิบัติการข้อมูล หรือที่เรียกว่า Data Center (IDC) ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่
1. IDC1 ตั้งอยู่ที่ กรุงเทพ ณ อาคารบางกอกไทยทาวเวอร์
2. IDC2 ตั้งอยู่ที่ กรุงเทพ ณ อาคารไทยซัมมิททาวเวอร์
3. IDC3 ตั้งอยู่ที่ จ.สระบุรี
- นอกจากนี้ INET ยังมี Innovation Hub หรือ ศูนย์พัฒนานวัตกรรม ที่ จ.เชียงใหม่, จ. ขอนแก่น และ จ. สงขลา เพื่อเป็นศูนย์สำหรับพัฒนาบุคลากรด้าน IT เช่น Developer
การ Transform เข้าสู่ธุรกิจ Cloud Service และ Digital Platform
เหตุผลหลักๆ เนื่องมาจากวิสัยทัศน์ในการปรับตัวตามการเติบโตและเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของบริษัท ที่มองว่าธุรกิจ Internet มีแนวโน้มจะล้าสมัยในอนาคต เช่นเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ปัจจุบันธุรกิจ Cloud Service ก็จะกลายเป็นฐานและเข้าสู่ยุคของ Digital Platform ซึ่ง INET มีการวาง Roadmap ในการดำเนินธุรกิจดังนี้
ยุค Cloud Infrastructure Era (การวางรากฐานของเทคโนโลยีที่สำคัญ)
-Y2556 - Y2558 : Cloud Fundamental
-Y2559 - Y2561 : Cloud Architecture (Cloud as a Utility)
-Y2562 - Y2021 : Cloud Platform
ยุค Digital Transformation (การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ Digital Life)
-Y2022 - Y2024 : Digital transformation (software seamless / things ID & API / Digital ID)
-Y2025 - Y2027 : Digital life / AI Assistant / open life data
โดยในยุคของ Digital Transformation เรามองว่าเป็นยุคแห่งการต่อยอดโดยมีข้อมูลเป็นพื้นฐานสำคัญ ดังนั้น จึงต้องมีข้อมูลที่พร้อมในการนำไปใช้ต่อ ผ่านการตรวจและจัดระบบให้ข้อมูลถูกต้อง เป็นข้อมูล Online และ Real Time เราเรียกกระบวนการนี้ว่า การ Transform ให้เป็นข้อมูลสะอาด (Data Cleansing) เมื่อข้อมูลสะอาดแล้วจึงจะสามารถนำไปต่อยอดได้ เช่น การนำข้อมูลให้ AI เรียนรู้
Digital Transformation เป็นเรื่องที่ในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการทำ Paperless หรือ การเปลี่ยนกระดาษเป็น Digital (Paper to Paperless) ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น Electronics Tax Invoice หรือที่เรียกสั้นๆว่า E-Tax ที่ได้รับการมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในช่วงไม่นานมานี้ ซึ่งผู้ประกอบการต้องออกเอกสารในรูปแบบ Electronics ซึ่งในประเทศไทยมากกว่า 80% ยังไม่ได้มีการทำ E-Tax จึงเป็นโอกาสให้ INET เข้าไปช่วยในเรื่องนี้ ซึ่งบริษัทมีรายได้เป็น Transaction Base โดยเป็นผลประโยชน์ของทางกรมสรรพากรที่สามารถมี Real Data ในการต่อยอด โดยมี INET เป็น Data Processor ให้
หรือ ตัวอย่างของ Provider ID หรือ ตัวตนดิจิทัลของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่ง INET ก็ได้มีส่วนช่วยเหลือ ส่งผลให้ข้อมูลบุคลากรที่กระจัดกระจายเป็นระเบียบมากขึ้น และสาธารณสุขสามารถมีข้อมูลบุคลากรทางการแพทย์ไปใช้ต่อได้ และสามารถต่อยอด การแพทย์แม่นยำได้ในอนาคต
บริการของ INET
- บริการ Data Center, บริการ Internet Access, บริการ Cloud Solutions (IaaS Paas SaaS) และ บริการ Digital Platform โดยรายได้หลักของบริษัทมาจาก บริการ Cloud
INET Core Service : Cloud Service
- INET มีหน่วยวัดกลาง (UOM) ในการวัด Cloud Service เป็น Virtual Machine Indicator by INET หรือ VMI โดย 1 VMI เท่ากับ 2vCPU / Memory 4GB / Hard disk 300GB โดยปัจจุบันราคาเฉลี่ยต่อ VMI เท่ากับ 2,500 - 2,700 บาท
- กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ INET เป็นกลุ่ม Enterprise Cloud ระดับราคาเฉลี่ยที่ 2,500 – 3,000 บาท (High Quality Service ) โดยเดิมลูกค้า INET อยู่ในกลุ่ม Commercial Cloud ที่มีระดับราคาเฉลี่ย 1,600 - 2,100 บาท ซึ่งทิศทางของ INET พยายามปรับให้ฐานลูกค้าเป็นกลุ่ม Enterprise มากขึ้น
- ถ้าพิจารณาจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา INET กำลังปรับฐานลูกค้าให้อยู่ในกลุ่ม Enterprise ดังนี้
-Y2564 จำนวนลูกค้า 4,668 ราย แต่ราคาเฉลี่ยต่อ VMI อยู่ในระดับต่ำ
-Y2565 – Y2566 จึงพยายามลดลูกค้าที่ไม่ยั่งยืน ที่ราคาเฉลี่ยต่อ VMI ที่ต่ำ และเป็นลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงออก ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง
-Y2567 จากผลของปีก่อนหน้า เมื่อปรับตัวแล้วคงไว้ในกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่ม Enterprise มากขึ้น ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยราคาปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งเป้าหมายในปี 2567 เป้าหมายจะมีเพิ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ราย
แนวโน้มตลาด Cloud ในประเทศไทย
- ตลาด Public Cloud มีการเติบโตถึง 22 - 30% ทุกปี โดยเฉพาะในส่วนของ Local cloud ที่มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะผลบวกจากนโยบายของรัฐบาลในโครงการ “Cloud First Policy” ซึ่งบริษัทได้รับเชิญเป็นหนึ่งใน List ตามนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทได้รับอานิสงส์ในส่วนของ Cloud ในส่วนนี้ด้วย
- จากนโยบายดังกล่าวและจากแนวโน้มความสนใจจากต่างประเทศในการเติบโตของตลาด Cloud ส่งผลให้บริษัทต่างประเทศสนใจมาลงทุนในประเทศไทยเยอะขึ้น
- การที่ Global Player เข้ามา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในประเทศ เนื่องจากเกิดการแข่งขันด้านราคา และ การเพิ่มราคาในเทคโนโลยี เช่น License ส่งผลให้ต้นทุนของบริษัท เช่น Software Firm มีสูงขึ้น
- แต่ด้วยวิธีของ INET เรามุ่งมั่นที่จะลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ เราจึงมีการพัฒนานวัตกรรมอยู่เสมอ โดยเรามีการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนภายในของเราอยู่เสมอ แต่จากเรื่องการเข้ามาของ Global นี้เป็นหนึ่งในโอกาสทางธุรกิจของ INET ในการนำเทคโนโลยีที่เรามี ออกให้บริการเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าได้ และเมื่อถึงจุดที่จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งส่งผลทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง และบริษัทมีกำไรต่อหน่วยที่ดีขึ้น
Key Business Goal ในปี 2568
- เป้าหมาย VMI จาก 64,303 ในปี 2567 เป็น 120,000 VMI
- จำนวนลูกค้า (รวมจำนวน Partner) จาก 5,026 ในปี 2567 เป็น 10,000 ราย
- จำนวน Partner 906 ราย ในปี 2567 เป็น 2,000 ราย
- ซึ่ง Target Customer Segmentation ในกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีจำนวนกว่า 8 แสนบริษัท ซึ่งต่างจาก segment ของ global player
INET Customer Segmentation
ซึ่ง Target Customer Segmentation ของ INET อยู่ในกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีจำนวนกว่า 8 แสนบริษัท ซึ่งต่างจาก segment ของ global player
จำนวนบริษัทที่จดทะเบียนในไทย (ข้อมูลจาก DBD) ทั้งสิ้น 941,727 บริษัท แบ่งกลุ่มขนาดบริษัทเป็น
1.บริษัทขนาด XL 18,788 บริษัท (ทุนจะทะเบียนมากกว่า 100 ล้านบาท)
2.ขนาด L 82,660 บริษัท (ทุนจะทะเบียน 5-100 ล้านบาท)
3.M ขนาดบริษัท 1-5 ล้านบาท จำนวน 3แสนบริษัท
4.S ขนาดเล็กกว่า 1 ล้าน จำนวน 540,000 บริษัท
โดย M /S คือกลุ่มลูกค้าของ INET และ XL / L คือกลุ่มลูกค้าของ Global Cloud
Customer Portfolio Optimization
- Focus ที่ลูกค้าคุณภาพดี สร้าง Ecosystem ให้ลูกค้าเกิด Stickiness และใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
- ยึดหลักการ Reasonable price and value added for customers
- Synergy with Partners เพื่อสร้าง Added Value ให้ลูกค้า
- สร้างและร่วมมือกับลูกค้าในการสร้างบริการใหม่ๆ / ช่วยลูกค้า Transform เป็น Digital
Effective Cost Management
- ลงทุนใน R&D เพื่อสร้าง Technology ของตัวเองที่ต่างชาติไม่มีหรือไม่เข้าถึง Pain point ของลูกค้าไทย
Investment Expansion
- ลงทุนอย่างต่อเนื่องใน INET Data Center เพื่อรองรับกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาด
Innovation investment concept
Concept ในการลงทุนในธุรกิจ Cloud และ Digital Platform ของ INET นั้น
ช่วงแรกเราจำเป็นต้องซื้อเทคโนโลยี Cloud จากต่างประเทศมาให้บริการ ขณะเดียวกันนั้น เราได้ทำการศึกษา วิจัย และพัฒนา (Essential R&D) เทคโนโลยี Open-source เป็นของตนเอง เพื่อทดแทนการใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำการขายใน Scale ใหญ่ๆ จะต้นทุนจะไม่เพิ่มขึ้นเยอะจากการปรับขึ้นราคาของคู่ค้าต่างประเทศ (Vender Lock-in) โดยในการพัฒนาเทคโนโลยีที่กล่าวมานี้ ทำให้บริษัทมีมูลค่า intangible asset ที่ค่อนข้างสูง
ยกตัวอย่าง ในยุคการขาย Cloud ช่วงแรก บริษัทซื้อ Proprietary Server ( ที่รวม system Integration Services ) จากต่างประเทศ ในราคา 2.6 ล้าน/ node ( ทั้งหมดเป็น Tangible Asset )
ต่อมาบริษัทซื้อเพียงแค่ white box ในราคา 0.7ล้าน/ node ( Tangible Asset ) และได้ทำ Essential R&D ในเทคโนโลยี system Integration Services ( intangible Asset ) เอง โดยใช้เงินลงทุน 1,028 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนนี้เป็น Fixed Cost ( ยิ่ง node เยอะ ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลง ) ทำให้เมื่อ scale ขึ้นไปได้เยอะๆ จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยเราถูกกว่า
เช่น ถ้าที่ 100 Node แบบเดิม ต้นทุน 260MB / แบบ White Box ต้นทุน 1,098MB ( ค่า software เยอะ )
แต่หาก scale ไปได้ถึง 1,500 Node แบบเดิมต้นทุน 3,900 MB / White Box ต้นทุน 2,028MB ต้นทุนต่อหน่วยจะต่ำกว่ามาก
กลยุทธ์การขายของ INET
ในประเทศไทย มีบริษัท Software คนไทยจริงๆ มีเยอะมาก ซึ่งเดิมใช้ AWS เพราะตอนเข้าไปใช้บริการช่วงแรกจะมี Point เป็นส่วนลดราคาให้ แต่พอ Point หมด ราคาเข้าสู่ปกติ และยิ่ง Scale เริ่มใหญ่ จะแพงมาก เนื่องจากมีเรื่องของ Data Tramsfer อีก ทำ Magin ที่ได้แทบจะได้น้อยมาก
INET จึงเข้าไปเป็นทางเลือก ในคุณภาพที่ใกล้เคียงกันในต้นทุนที่เข้าถึงได้ ทำให้ Partner มี Margin ที่ดีขึ้น ตอนนี้ INET มี software partner ในไทยมีมากถึง 900+ แห่งแล้ว ซึ่งเค้าจะช่วยเชียร์ให้ลูกค้า ใช้ INET
Use case เช่น INET x Tigersoft
Digital platform service
ธุรกิจ Digital Platform เป็น S-Curve ใหม่ของ INET ที่จะเตรียมความพร้อมด้าน Data ก่อนเข้าสู่ยุคของ AI ในอนาคต
ยกตัวอย่าง
Platform : Healthcare / education / E-Comerce
Ex. เข้าไปช่วยโครงการ 30 บาท โดยพัฒนาระบบ > support digital Tooling technology solutions / ทำเป็นระบบ Smart hospital 4.0 เช่น ทำ health ID ช่วยระบบส่งยา ฯลฯ
Nex Gen Commerce > แพลตฟอร์ม E-commerce ของไทย เพื่อส่งเสริมธุรกิจไทย ปัจจุบันมี 3,000 ร้านค้า ซึ่งเป็นร้านค้า OTOP ประมาณ 50 ร้านค้า
ตลาดกลาง และเล็ก เชื่อมั่นเรา และใช้ INET มากขึ้นเรื่อยๆ
เราอยู่ฝั่ง local software / local company
Q&A
Q ลูกค้าจากเดิมที่เค้าใช้ Global Cloud หากมีการย้ายมาใช้งาน INET จะมีต้นทุนที่สูงหรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายในการย้ายสูงหรือไม่
A การใช้งานบริการต่างประเทศจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในระยะเวลาภายหลังหมดส่วนลดที่ทางผู้ให้บริการได้ให้ไว้ ซึ่งจะมีการเรียกเก็บตาม Mitor ของ auto scale เช่นเวลาโดน cyber attack จะใช้ข้อมูลเยอะ ก็โดนค่าใช้จ่ายเยอะและ หากมีการใช้บริการที่สูงขึ้น จะมีเกิดค่า Data Tranfer ที่สูงขึ้นตามการใช้งาน ทำให้ลูกค้าที่อยากย้ายมาจะมี ค่า transfer cost อยู่และมีค่าใช้จ่าย 2 ทาง ซึ่งถือเป็น double cost
INET ได้ทำคือ ได้เข้าไปช่วยลูกค้าย้ายโดยไม่คิดค่าบริการ จนกว่าลูกค้าได้ย้ายจนสำเร็จ โดยไม่คิดค่า transfer
Q Max capacity ของ INETอยู่ที่เท่าไหร่
A - ปัจจุบัน capacity แบบ conservative จะ Max ที่ 120,000 VMI แต่พอบริษัทปรับเทคโนโลยีที่สามารถ Automate ได้จะสามารถรองรับ capacity ถึง 140,000 VMIซึ่งบริษัท Operate ได้ไม่เกิน 70% เพื่อไม่ให้ระบบไม่ช้า
- หากต้องปรับขึ้นมาเป็น 75-80% ต้องมีการ Reengineering เพื่อลดขั้นตอนที่มีความเสี่ยงออกให้มากที่สุด จน Automate ได้หมด อาจจะ Operate ได้ถึง 160,000 VMI แต่ถ้าเกินกว่า 160,000 VMI ไม่ได้แล้ว
Q มีเเพลนขยาย VMI เพิ่มหรือไม่
A VMI หากมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีการพิจารณาในการลงทุนเพิ่มต่อไปในอนาคต
Q INET มี Data center ที่ไหนบ้าง
A กรุงเทพ 2 แห่ง และสระบุรี 1 แห่ง (ประมาณ 4 เฟส ซึ่งตอนนี้เข้า กองรีท ไปแล้ว 1.5 เฟส)
Q เหตุใด INET จึงเลือกจังหวัดสระบุรี เป็นสถานที่ในการตั้ง Data Center
A INET ไม่ต้องการมีปัญหาเรื่องพลังงาน เเละความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งเลือกพื้นที่ที่สามารถควบคุมได้เอง
Q จากนโยบาย “Cloud First” ของภาครัฐ อยากทราบสถานการณ์ GDCC ในปัจจุบัน
A ปัจจุบัน NT เป็นผู้บริหารโครงการของ GDCC
INET คือ local cloud ที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของตลาด จึงมีรายชื่ออยู่ในผู้ให้บริการ Cloud ของนโยบาย “Cloud First”
Q มีโอกาสที่ภาครัฐจะมาใช้ INET มากขึ้นหรือไม่
A INET มุ่งเน้นการให้บริการกับภาคเอกชน
ในส่วนของการให้บริการกับภาครัฐนั้น NT จะเป็นผู้ให้บริการหลัก
Q ขอความเห็นเกี่ยวกับ Pyramid Positioning ในกลุ่ม M และ S พร้อมมุมมอง Market Size
A ใน Pyramid Positioning กลุ่ม M และ S เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง โดย 80% ของลูกค้า AWS อยู่ในกลุ่มนี้ แต่มูลค่าตลาดน้อยกว่า L และ XL
ขณะที่ Azure มุ่งเน้นตลาด L ธุรกิจ S ต้องการโซลูชันราคาย่อมเยาและใช้งานง่าย ส่วนธุรกิจ M มีศักยภาพลงทุนในโซลูชันที่ซับซ้อนขึ้น กลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนา Software and End User ที่รองรับการขยายตัว พร้อมใช้ Infrastructure ของ INET เป็นฐานสนับสนุน Digital Transformation
Q AWS มีแผนลงทุนในไทย ถ้ามาเต็มตัว กระทบอะไรไหม
A AWS แข่งขันในตลาดไทยมาอย่างยาวนานแล้ว และเผชิญกับความท้าทายจาก Azure ที่อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด ด้วยความต้องการขยายฐานลูกค้าในภาครัฐ AWS จึงให้ความสนใจในการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงโครงการภาครัฐ
Q หากมีการขยาย Capacity จะมีต้นทุนต่อ VMI เท่าไหร่
A ส่วนของโครงสร้างพื้นฐานของ Data center มีการลงทุนประมาณ 2,500 ล้านบาทต่อ Location
เพิ่มเติม 700 ล้านบาทต่อ Phase
ลงทุนในเซิร์ฟเวอร์ งบประมาณ 100 ล้านบาท สามารถรองรับได้ 10,000 VMI
Q INET มีการเช่า GPU เหมือน SIAM AI หรือไม่
A AGI (Artificial General Intelligence) : ระบบที่สามารถเรียนรู้ทุกอย่าง และต้องใช้ทรัพยากร GPU จำนวนมาก ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้อย่างมหาศาลเสมอไป
ANI ( Artificial Narrow Intelligence): ระบบที่เรียนรู้เฉพาะเรื่อง โดยตัวอย่างเช่น DeepSeek
ในส่วนของ INET มีแนวคิดในการสร้าง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แบบ ANI เพื่อช่วยสนับสนุนงานเฉพาะด้านนั้นๆ
Q ราคา AWS เทียบกับเรา
A เราเป็นน้อยกว่า 70% ของ AWS (ไม่รวม Data Transfer)
เทียบกับ huawei เรายังถูกกว่า
Q Intangible assetยังคงมีมูลค่าสูงและมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแนวโน้มจะยังคงเติบโตต่อไป หรือคงที่แล้ว
A การลงทุนใหญ่ๆ ที่เป็นการสร้างพื้นฐานด้าน Cloud Infrastructure จบในปีนี้แล้ว โดยที่เหลือจะเป็นการทำ Platform ต่างๆ ให้ Data พร้อมใช้เพื่อทำ AI
การลงทุนในแต่ละ Stage มีความต่อเนื่องและครอบคลุมโครงการสำคัญ เช่น e-Commerce และความร่วมมือกับ กระทรวงสาธารณสุข
แผนพัฒนาในอนาคต จะมีการเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ซึ่งต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง INET มีการชี้แจงให้กับ Audit อยู่แล้ว
มั่นใจได้ว่ากระบวนการ Audit มีการตรวจสอบในแต่ละ ไอเทม และแต่ละหน่วยงานอยู่แล้ว เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานและความถูกต้อง
Q กระบวนการ Amortization และ Depreciation จำเป็นต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงการตัดมูลค่าถ้าถึง 120,000 VMI หรือไม่
A โครงสร้างรายได้ คำนวณจาก จำนวน VMI × 2,500 บาท ซึ่งในช่วงแรกเป็นการลงทุนที่หนัก แต่ในระยะถัดไปสามารถต่อยอดและขยายโครงการได้อย่างต่อเนื่อง
การบริหารทรัพยากร มีการใช้งานอยู่แล้ว พร้อมกระบวนการ Replace Engineering อย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องตัดด้อยค่า (Impairment) โดยประเด็นที่เป็นความเสี่ยง คือโครงการใหม่มากกว่าด้านสินทรัพย์เดิม
ต้นทุนในอนาคตจะลดลง เมื่อจำนวน VMI เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ อัตรากำไรสูงขึ้นอย่างมหาศาล ตามหลักเศรษฐศาสตร์ของการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
ติดต่อ สมาคมนักลงทุนประเทศไทย
WEBSITE: Investors Association of Thailand
FACEBOOK: https://www.facebook.com/investorsthai
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลที่ปรากฏนี้ได้รับจาก "สมาคมนักลงทุนประเทศไทย" โดยได้รับการตรวจสอบจากทีมงานของบริษัทที่ไป Company Visit แล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่เป็นข้อมูลข่าวสารทั่วไป ทาง efinanceThai ไม่ได้แก้ไขหรือปรับปรุงเนื้อหาดังกล่าว และมิได้ยืนยันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ได้รับ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ตามความเหมาะสม