สรุปข้อมูลสำคัญ “บมจ. ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH)” จากการเยี่ยมชมกิจการ(Company Visit) วันที่ 15 ต.ค. 69 โดย “สมาคมนักลงทุนประเทศไทย”
คณะผู้บริหารหลักที่ร่วมให้ข้อมูล:
คุณเฉลิม โกกนุทาภรณ์ (CEO – TEGH)
คุณสินีนุช โกกนุทาภรณ์ (MD – TEGH)
คุณวงษ์กฤษณ์ เจียมศรีพงษ์ (Chief Strategy Officer – TEGH)
คุณพีรพงษ์ วงศ์จิตตภิญโญ (CFO – TEGH)
คุณก้องกิต โกกนุทาภรณ์ (CEO – บมจ. ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ : TEBP)
คุณสุธัญญา โกกนุทาภรณ์ (CFO – บมจ. ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ : TEBP)
ภาพรวมอุตสาหกรรมและแนวโน้มสินค้าโภคภัณฑ์ (Macro & Industry Dynamics)
อุตสาหกรรมยางพารา (Natural Rubber Market):
แนวโน้มอุปทาน (Structural Supply Deficit): ภาพรวมตลาดยางพารากำลังเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นระยะยาว (Upward Cycle) จากปัญหาอุปทานตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญโดยประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียมีการโค่นต้นยางทิ้งเพื่อสลับไปปลูกปาล์มน้ำมัน จากปัญหาโรคใบร่วงและปัญหาขาดแคลนแรงงาน
ขณะที่พื้นที่ปลูกในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ มีจำกัด ทำให้ผลผลิตยางโลกโดยรวมเติบโตในอัตราที่ต่ำมาก
ปัจจัยหนุนด้านอุปสงค์ (Demand Drivers & EV Transition):
การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EVs): รถยนต์ EV มีน้ำหนักตัวรถและแรงบิด (Torque) สูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ส่งผลให้อัตราการสึกหรอของยางล้อสูงขึ้น
ยางล้อสำหรับรถ EV และรถพาณิชย์จำเป็นต้องใช้ยางธรรมชาติในสัดส่วนสูง (50–80%) ซึ่งยางสังเคราะห์ไม่สามารถทดแทนคุณสมบัติความเหนียวและความทนทานได้ทั้งหมด
ตลาดการเติบโตใหม่: ตลาดอินเดียมีการเติบโตสูงมากในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถ 2 ล้อ
ขณะที่ยุโรปเน้นตลาด replacement (ยางเปลี่ยน)
ต้นทุนยางสังเคราะห์สูงขึ้น: ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูงทำให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) แพงขึ้น หนุนความต้องการยางธรรมชาติเชิงเปรียบเทียบ
อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน (Palm Oil Market):
โครงสร้างราคาและการบริโภคพลังงานชีวภาพ (Biodiesel Mandates):
นโยบายภาครัฐในประเทศผู้ผลิตหลัก: อินโดนีเซียปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลเป็น B50 และเพิ่มภาษีส่งออก CPO (Export Levy) เป็น 12.5% เพื่อดึง CPO ไว้ใช้ในประเทศ
ด้านมาเลเซียผลักดันนโยบาย B30
และประเทศไทยปรับสัดส่วนจาก B5 กลับมาเป็น B7/B20
ช่วยดึงซัพพลายออกจากตลาดและพยุงราคา CPO โลกและในประเทศ
ข้อจำกัดด้านผลผลิต (Supply Bottlenecks & Climate Impact):
ผลผลิตผลปาล์มสด (FFB) ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ El Ni?o ซึ่งส่งผลกระทบย้อนหลัง (Lag effect 6–18 เดือน) ทำให้ปริมาณผลปาล์มและอัตราการสกัดน้ำมัน (OER) ลดลงทั้งในไทยและอินโดนีเซีย
การแข่งขันกับน้ำมันพืชชนิดอื่น: ราคา CPO เคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways with Volatility โดยได้รับแรงหนุนจากสต๊อกตึงตัว แต่ถูกจำกัด Upside จากการแข่งขันกับน้ำมันถั่วเหลือง (Soybean Oil) ในอเมริกาใต้ และน้ำมันทานตะวัน
ผลกระทบต่อ Supply Chain และมาตรการ EUDR
กฎระเบียบ EUDR (EU Deforestation Regulation):
จาก Premium สู่ “New Normal”: ยางเกรด EUDR ที่เคยได้ค่าพรีเมียมสูงในอดีต กำลังก้าวเข้าสู่การเป็น New Normal (มาตรฐานบังคับพื้นฐาน) แต่จะกลายเป็นสินค้าสำคัญในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ (Market access) เช่น CBAM
หากผู้ประกอบการรายใดไม่สามารถทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) จะ ถูกตัดออกจาก Supply Chain โดยสิ้นเชิง
โดยค่ายรถยนต์และผู้ผลิตยางล้อในยุโรป เกาหลี และญี่ปุ่น มีความต้องการยาง EUDR 100% ส่วนลูกค้าจีน เริ่มมี demand มาแล้ว
จุดแข็งด้านความปลอดภัยของฐานข้อมูล TEGH: TEGH เป็น 1 ใน 2 โรงงานยางของโลกที่พัฒนาระบบฐานข้อมูล EUDR ของตนเอง (SSCM 2.0 สู่ SSCM 3.0) และสามารถใช้งานได้จริง
โดยระบบถูกออกแบบให้สามารถ Plug-in เข้ากับระบบของลูกค้าทั่วโลกได้โดยไม่ต้องยกฐานข้อมูลของตนเองให้แก่ระบบกลางของผู้อื่น ช่วยสร้างความมั่นใจสูงสุดด้านความปลอดภัยของข้อมูลของเกษตรกร
ภาวะขาดแคลนซัพพลาย EUDR โลก: ปัจจุบันยางมาตรฐาน EUDR ทั้งโลกมีสัดส่วนไม่ถึง 50% ของซัพพลายทั้งหมด
หากประเทศจีนก้าวเข้ามาร่วมใช้อย่างเต็มตัว จะเกิดภาวะซัพพลายยาง EUDR ขาดแคลนทันที
ซึ่ง TEGH ได้เตรียมความพร้อมโดยให้พรีเมียมแก่เกษตรกรเพื่อจูงใจและล็อกซัพพลายยางเข้าสู่ระบบ
การบริหารจัดการ Supply Chain & Working Capital:
การกักเก็บสต๊อกต้นทุนต่ำ (Strategic Inventory Stacking): TEGH ชิงเก็บสต๊อกยางล่วงหน้า ณ ต้นทุนราคาต่ำไว้ประมาณ 60,000 ตัน
ทำให้ในช่วงปิดกรีดและราคายางปรับตัวสูงขึ้น บริษัทมี Spread/Gross Margin ที่ขยายตัวดีกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
การลดความเสี่ยงด้วยการขายแบบ T+1 / T+2: บริษัทใช้เงื่อนไขสัญญาราคาขายที่สอดรับกับระยะเวลาสต๊อกสินค้า เพื่อล็อก Margin และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ
การกระจายฐานลูกค้า (Geographic Diversification): ลดสัดส่วนตลาดจีนเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า (Tariff/Geopolitics) แล้วขยายไปยังตลาดอินเดีย ยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งมีการเติบโตของ demand ไปในทิศทางที่ดี
โครงสร้างอุตสาหกรรม คู่แข่ง และความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Competitive Advantage & Economic Moat)
สถานะการแข่งขันในตลาดยางธรรมชาติ:
ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 1 ของโลก โดยมี Ivory Coast (ไอวอรี่โคสต์) ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 3 แซงหน้าเวียดนาม
แม้ไอวอรี่โคสต์จะมีเปรียบเรื่องระยะทางขนส่งไปยังยุโรป แต่ ไทยยังคงมีความได้เปรียบสูงกว่าในเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Product Quality) และระบบนิเวศการผลิตตามมาตรฐาน EUDR โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติตามกฏหมาย (Compliance)
คูเมืองทางธุรกิจที่ไร้คู่แข่งโดยตรง (Unrivaled Economic Moat in EEC):
พื้นที่สีม่วงสำหรับอุตสาหกรรม (Purple Zone Advantage): TEGH ตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม พื้นที่สีม่วง ในจังหวัดชลบุรี (EEC)
ซึ่งโรงงานแปรรูปเกษตรและไบโอแก๊สส่วนใหญ่ในประเทศไทยมักตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียว การตั้งในพื้นที่สีม่วงทำให้ TEGH สามารถขอรับรองและประกอบกิจการอุตสาหกรรม ขยะอินทรีย์ และพลังงานชีวภาพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไร้ปัญหาข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมจากชุมชนรอบข้าง
โมเดลที่ยากต่อการเลียนแบบ (High Barrier to Entry): ผู้บริหารย้ำว่าในโมเดล Thai Eastern Symbiosis หรือการจัดการขยะอินทรีย์ (OWM) สเกลใหญ่ที่เชื่อมต่อกับระบบเกษตรชีวภาพครบวงจร “แทบไม่มีคู่แข่งโดยตรงเลย”
เนื่องจากผู้ที่จะทำโมเดลนี้ต้องมีปัจจัยพร้อม 4 ประการ:
พื้นที่สีม่วงที่รองรับการบริหารจัดการขยะอินทรีย์และไบโอแก๊ส
พื้นที่รองรับกาก/น้ำเสียหลังการหมัก เพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน
พื้นที่ยุทธศาสตร์ด้าน logistic ในรัศมีไม่เกิน 150 กม. รายล้อมไปด้วยแหล่งปลูกวัตถุดิบ ศูนย์กลางการขนส่ง ทำให้สามารถรับวัตถุดิบได้จากทั่วประเทศไทย คุ้มค่าขนส่งปุ๋ยกลับคืนสู่เกษตรกร และส่งสินค้าได้ทั่วโลก
เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผู้บริหารเป็นรุ่นที่ 2 สะสมประสบการณ์มากกว่า 20 ปี สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดธุรกิจเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพแบบครบวงจรได้
ต้นทุนวัตถุดิบติดลบ (Negative Raw Material Cost / Tipping Fee): ในธุรกิจ Organic Waste Management (OWM) ผู้สร้างกากอินทรีย์ (Waste Generator) เช่น โรงงานอาหาร เครื่องดื่ม และไบโอดีเซล เป็นผู้จ่ายค่าขนส่งและค่าบริหารจัดการกากอินทรีย์ (Tipping Fee) ให้แก่ TEGH
ทำให้บริษัทได้รายได้ทั้งจาก ขาเข้า (ค่าบริหารจัดการ) และ ขาออก (การนำกากอินทรีญ์ไปผลิตเป็น Biogas/ไฟฟ้า แล้วขายกลับ)
รายละเอียดเจาะลึกรายกลุ่มธุรกิจของ TEGH
1.ธุรกิจยางพารา (Natural Rubber Business):
แผนขยายกำลังการผลิต (Capacity Expansion): ก่อสร้างเตาอบยางเตาที่ 7 (Dryer #7) งบประมาณ 77 ล้านบาท กำหนดเสร็จ Q4/2026 เพิ่มกำลังการผลิตอีก 35,000 ตัน/ปี รวมเป็น 430,000 ตัน/ปี ในปี 2027
ขยายพื้นที่เก็บวัตถุดิบเพิ่ม 20,000 ตัน
วางเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 30% ไปจนถึงปี 2028
สินค้ากลุ่มมูลค่าสูง (High Value Products – HVP):
LM Bubber: ยางแท่งสูตรพิเศษสำหรับยางล้อเกรดพรีเมียม ซึ่งให้คุณสมบัติเฉพาะที่ผู้ผลิตยางล้อต้องการ ลอกเลียนแบบได้ยาก สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นได้
Oder Clear STR: ยางแท่งไร้กลิ่น ลดปัญหาเรื่องกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยของโรงงานยางแท่ง สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผู้ผลิตยางล้อไร้กลิ่น
Carbon Neutral Rubber: ได้รับการรับรองจาก อบก. ส่งมอบใบ Certificate ให้ลูกค้าแล้วกว่า 10,000 ตัน เพื่อรองรับมาตรการ CBAM
Organic Latex (GOLS) & FSC: ส่งออกกลุ่มสแกนดิเนเวียและแบรนด์ชั้นนำ
ระบบอัตโนมัติ (Automation & AI): เปิดศูนย์ Nexus Center นำ AI มาช่วยในการ monitoring และควบคุมการผลิต ติดตั้งหุ่นยนต์ (Robot) และระบบอัตโนมัติ มาใช้ในกระบวนการยกก้อนยางแทนการใช้คน
พร้อมเตรียมทำ Virtual Department เพื่อลดจำนวนบุคลากรงาน Admin
Compounding Workshop: ร่วมกับ NIA ลงทุน 4 ล้านบาท สร้างแล็บทดสอบ Compounding ยางพาราร่วมกับลูกค้า เพื่อพัฒนาสูตรยางธรรมชาติให้ตรงตามความต้องการของลูกค้ารายโรงงานโดยตรง
- ธุรกิจปาล์มน้ำมัน (Palm Oil Business):
การแก้ไขปัญหาคอขวดและพลิกฟื้นธุรกิจปาล์มให้กลับมาทำกำไร (Turnaround Strategy):
EFB Boiler Modification: การติดตั้งและปรับปรุงบอยเลอร์ใช้เชื้อเพลิงทะลายปาล์มเปล่า (EFB) เสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ระหว่าง Test Run
การลด Loss & สร้างรายได้ใหม่: เมื่อระบบสมบูรณ์ จะช่วยประหยัดค่าขนส่ง EFB ไปทิ้งปีละกว่า 30 ล้านบาท
และนำไอน้ำส่วนเกินไปใช้ปั่นไฟฟ้าขนาด 2 MW (งบลงทุน 50 ล้านบาท เสร็จ Q4/2026) เพื่อใช้เองและขายไฟส่วนที่เหลือให้แก่กลุ่มธุรกิจในเครือ ช่วยลดต้นทุนพลังงานของทั้งกลุ่ม
เพิ่มกำลังการผลิต: ขยายกำลังผลิตเป็น 60 ตัน FFB/ชั่วโมง ในปี 2026 เพื่อรองรับผลผลิตปาล์มช่วงพีค
และมีแผนขยายเป็น 90 ตัน FFB/ชั่วโมง ในปี 2028
ยกระดับสู่น้ำมันเกรดมูลค่าสูง: สกัดแยกน้ำมันปาล์มกรดสูง/สกปรกจาก EFB, Decanter Cake และ POME นำไปขอรับรอง ISCC EU เพื่อขายเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (SAF) โดยมีบริษัท Excellent New Energy จากประเทศจีนที่เข้ามาสร้างโรงงานในพื้นที่ของเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์นเป็นลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งจะเริ่มเปิดดำเนินการ Q1/2027
- ธุรกิจพลังงานทดแทนและการจัดการขยะอินทรีย์ (Renewable Energy & Organic Waste / TEBP):
แผน Spin-off และ Strategic Partnership:
บริษัทลูก ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ (TEBP) ได้รับอนุมัติขยายเวลา filing จาก ก.ล.ต.
โดยผู้บริหารกำลังพิจารณาระหว่างการ IPO เข้าระบบตลาดทุนตามแผนเดิม หรือการดึง Strategic Partner รายใหญ่เข้ามาร่วมทุน ซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตระยะยาวได้
การอัปเกรด Biogas สู่ Bio-LNG / CBG:
เตรียมอัปเกรด Biogas เป็น Compressed Biogas (CBG) และ Bio-LNG เพื่อส่งขายให้แก่ Data Center ในสิงคโปร์ (ซึ่งมีนโยบายบังคับใช้พลังงานสะอาด 50%) รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยที่ต้องปรับตัวรับมือภาษีคาร์บอน CBAM
ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากกากของเสีย (Waste-to-Value Products):
Soil Conditioner (สารปรับปรุงดิน): นำกากตะกอนอินทรีย์หลังหมักไบโอแก๊สมาเพิ่มมูลค่า บรรจุถุงขายปลีกผ่านช่องทางของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และตัวแทนจำหน่าย
เพิ่มมูลค่าจากการขายยกตันราคา 300–500 บาท/ตัน กลายเป็นถุงละ 100 บาท (ขนาด 25 กก.)
สาหร่ายและสารชีวภัณฑ์ (Bio-Fungicide): นำน้ำเสียที่ผ่านการหมักไบโอแก๊สมาเลี้ยงสาหร่าย เพื่อนำไปสกัดเป็นสารชีวภัณฑ์ฉีดพ่นไม้ผล (ทุเรียน) เพิ่มอัตราการออกดอกและผลผลิต
Q&A
Q : ในช่วงครึ่งปีแรก (1H) ปริมาณการขายยางพาราดูเหมือนยังไม่เต็มกำลังการผลิต อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เป็นอย่างไร และจะเริ่มเห็นการเติบโตที่ชัดเจนเมื่อไหร่?
A : ในช่วงครึ่งปีแรก อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ของโรงงานยางพาราอยู่ที่ประมาณ 80%
สาเหตุที่ยังไม่ได้ใช้กำลังการผลิตเต็ม 100% มีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่:
การกั้นพื้นที่ก่อสร้าง: หลังจากสร้างเตาอบยางเตาที่ 5 และ 6 เสร็จสิ้น บริษัทได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเตาอบยางเตาที่ 7 (Dryer #7) ต่อทันที ทำให้ต้องกั้นพื้นที่บางส่วนของโรงงานเดิมไว้ชั่วคราว
การเก็บยางเพื่อทำกระบวนการ Aging: ในช่วงต้นปี บริษัทต้องกักเก็บยางบางส่วนไว้เพื่อเข้าสู่กระบวนการ Aging ยาง ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสเปกที่ลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตยางล้อในยุโรปต้องการ
ผู้บริหารยืนยันว่ายอดขายไม่ได้ลดลง แต่เป็นการยืดระยะเวลาการเดินเครื่องและระยะเวลาเก็บยางทำ Aging เพิ่มขึ้น ซึ่งขั้นตอนการทดสอบทั้งหมดได้เสร็จสิ้นแล้ว
ดังนั้น ตั้งแต่ไตรมาส 3 (Q3) เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นการเร่งกำลังการผลิต (Speed up) และจะเห็นการเติบโตอย่างชัดเจนทั้งยอดขายบรรทัดบน (Revenue) และกำไรบรรทัดล่าง (Net Profit)
Q : ปริมาณขายยางในครึ่งปีแรกดูไม่สูงมาก แต่เหตุใดบริษัทจึงมียางพาราสต๊อกอยู่ในโรงงานสูงถึงเกือบ 60,000 ตัน ทำไมถึงไม่เร่งขายออกไปในไตรมาส 2?
A : สต๊อกยางจำนวนเกือบ 60,000 ตันที่อยู่ในโรงงานนั้น เป็น สต๊อกวัตถุดิบ (Raw Material) ไม่ใช่สต๊อกสินค้าส่งมอบที่ตกค้าง
การตัดสินใจไม่เร่งขายในไตรมาส 2 เกิดจากการบริหารเชิงกลยุทธ์ เนื่องจาก:
ในไตรมาส 2 ตลาดได้รับข่าวเรื่องการเลื่อนบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR รวมถึงมีปัจจัยสงครามและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์มากระทบ
อัตรากำไร (Margin) ในไตรมาส 2 ค่อนข้างตึงตัวและมีการแข่งขันด้านราคา (Discount) สูง บริษัทจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเร่งเบียดกันขายในราคาที่เสียเปรียบ
บริษัทจึงเลือกทยอยซื้อเก็บวัตถุดิบยางพาราในราคาต้นทุนต่ำสะสมไว้เกือบ 60,000 ตัน ในช่วงไตรมาส 2, 3 และ 4
การกักเก็บสต๊อกวัตถุดิบต้นทุนต่ำนี้ เมื่อนำออกมาแปรรูปและส่งมอบขายในไตรมาส 4 ปีนี้ และไตรมาส 1, 2 ปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ราคายางปรับตัวสูงขึ้น และเข้าสู่ฤดูปิดกรีด ยางพาราจะมี Spread/Gross Margin ที่ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมาก ส่งผลดีต่อการรักษากำไรของบริษัทมากกว่าการเร่งขายในไตรมาส 2 ปีนี้
Q : ผู้บริหารมองแนวโน้มธุรกิจปาล์มน้ำมันในครึ่งปีหลัง (2H) อย่างไร และมีแผนการปรับปรุงผลการดำเนินงาน (Turnaround Strategy) อย่างไรให้กลับมาทำกำไร?
A : ทิศทางราคาปาล์มน้ำมันแม้จะมีการย่อตัวสั้นๆ แต่เทรนด์ระยะยาวยังเป็นขาขึ้นตามทิศทางสินค้าโภคภัณฑ์โลก
การทำกำไรในธุรกิจปาล์มน้ำมันต้องอาศัยการมอนิเตอร์ผลผลิตผลปาล์มสด (FFB) และการบริหารสต๊อกอย่างแม่นยำ
สำหรับแผนการ Turnaround ธุรกิจปาล์มน้ำมัน บริษัทได้ดำเนินการใน 4 ส่วนหลัก
แก้ปัญหาคอขวดเครื่องจักร (Standby Boiler): ในอดีตช่วง Peak Season (Q2–Q3) เครื่องจักรบอยเลอร์มักมีปัญหาขัดข้อง ทำให้รับผลปาล์มได้ไม่เต็มที่
บริษัทจึงได้ติดตั้งและปรับปรุง Standby Boiler เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันผ่านการ Commissioning และ Test Run ค่าฝุ่น PM2.5 ตามกฎหมายใหม่เรียบร้อยแล้ว
การลดค่าใช้จ่ายขนส่งและสร้างรายได้จากไอน้ำ (EFB Boiler & Power Plant): การเดินเครื่อง Boiler ตัวใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิงทะลายปาล์มเปล่า (EFB) จะช่วย ลดค่าขนส่ง EFB ไปทิ้งได้ปีละกว่า 30 ล้านบาท
พร้อมทั้งนำไอน้ำส่วนเกินไปปั่นเป็นไฟฟ้า 2 MW และขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้งานกลับให้แก่กลุ่มยางในเครือ ทำให้โรงปาล์มมีรายได้ขายไฟ และโรงยางมีต้นทุนค่าไฟลดลง
Asset Monetization: ทำการสำรวจเครื่องจักรในโรงปาล์มที่ไม่จำเป็นต้องใช้งาน นำออกขายเพื่อรับเงินสด หรือปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้สม่ำเสมอ
นำระบบ AI มาช่วยพยากรณ์ราคา (Commodity Prediction): ใช้ AI คาดการณ์ทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพื่อตัดสินใจจังหวะการเข้าซื้อวัตถุดิบและจังหวะการระบายสต๊อกอย่างเหมาะสม
Q : ในระยะยาว 3–5 ปีข้างหน้า หากพื้นที่ปลูกยางลดลง ราคายางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งราคายางก็ถือเป็นต้นทุนของบริษัทด้วย บริษัทมองภาพนี้อย่างไร และยางสังเคราะห์จะเข้ามาทดแทนยางธรรมชาติได้หรือไม่?
A : ทางบัญชีบริษัทใช้วิธีการคิดต้นทุนแบบถัวเฉลี่ย (Average Cost) แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทบริหารส่วนต่างราคา (Margin Management) ให้ได้กำไรในทุกสภาวะราคายาง
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ผู้บริหารมองว่าเป็น ผลบวกต่อ TEGH ด้วยเหตุผลดังนี้
ยางธรรมชาติไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ (No Direct Substitute): คุณสมบัติทางกายภาพของยางธรรมชาติ ทั้งเรื่องความเหนียว ความทนทานต่อความร้อน และแรงดัน ไม่สามารถใช้อยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) ที่ทำจากน้ำมันดิบมาทดแทนได้ 100%
ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้นตราบใดที่โครงสร้างยานพาหนะยังใช้ยางล้อ: ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมยางรถยนต์ ยิ่งการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีน้ำหนักรถสูง จะยิ่งทำให้อัตราการสึกหรอของยางล้อสูงขึ้น และต้องใช้อัตราส่วนยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น
การจำกัดของซัพพลายโลก: ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียโค่นต้นยางไปปลูกปาล์ม และไทยมีพื้นที่ปลูกจำกัด เมื่อซัพพลายตึงตัว แต่ดีมานด์เป็นสิ่งจำเป็น ผู้ประกอบการที่มีระบบนิเวศการผลิตครบวงจรและมีพื้นที่เก็บวัตถุดิบขนาดใหญ่อย่าง TEGH จะยิ่งสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
Q : เหตุใดบริษัทจึงต้อง Spin-off ธุรกิจพลังงานทดแทนและการจัดการขยะอินทรีย์ (TEBP) ออกไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และรูปแบบการถือหุ้นจะเป็นอย่างไร?
A : ธุรกิจพลังงานทดแทนและขยะอินทรีย์ (Organic Waste Management : OWM) ภายใต้บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TEBP) มีศักยภาพและเหตุผลในการ Spin-off ดังนี้
เป็นธุรกิจ High Margin & New Economy: TEBP มีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) สูงถึง 40% ขณะที่ธุรกิจยางพารามี Margin อยู่ที่ประมาณ 5–8%
หากนำ TEBP รวมไว้ใต้บริษัทแม่ (TEGH) มูลค่าทางบัญชีและความโดดเด่นของธุรกิจจะถูกจำกัด (ถูกบอนไซ)
ต้องใช้เงินลงทุนในการขยายสาขา (Geographic Expansion): กากอินทรีย์ไม่เหมือนยางพาราที่ไม่สามารถขนส่งข้ามภาคไกลๆ ได้ เนื่องจากมีค่าขนส่งสูง รัศมีที่คุ้มค่าต้องไม่เกิน 150 กิโลเมตร
การขยายธุรกิจจึงต้องไปสร้างแหล่งรับกากอินทรีย์/บ่อหมักก๊าซชีวภาพ/โรงงานใกล้แหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าบริษัทแม่
Valuation ในต่างประเทศสูงมาก: บริษัทในยุโรปที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการขยะอินทรีย์และไบโอแก๊สลักษณะเดียวกับ TEBP มี P/E Ratio สูงถึง 100 เท่า
การแยกตัวออกมาจะช่วย Unlock Value ให้แก่บริษัทและนักลงทุนได้อย่างเต็มที่
สัดส่วนการถือหุ้น: หลังกระบวนการ Spin-off และ IPO ทาง TEGH จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ใน TEBP อยู่ในระดับ ไม่ต่ำกว่า 70–75%
โดยจะมีการออกหุ้นใหม่ และอาจขายหุ้นเดิมประมาณ 5% เพื่อรับรู้กำไรเข้าบริษัทแม่
โอกาสการเติบโต: ปัจจุบัน TEBP รับกำจัดขยะอินทรีย์เพียง 3% ของขยะอินทรีย์ทั้งประเทศไทย จึงยังมีพื้นที่ตลาดให้เติบโตอีกมหาศาล
Q : ในวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร มีแผนจะขยายเตาอบยางพารา (Dryer Expansion) ในพื้นที่โรงงานปัจจุบันอีกกี่เตา?
A : โรงงานแปรรูปยางพาราในพื้นที่ปัจจุบันจะสิ้นสุดการขยายที่ เตาอบยางเตาที่ 7 (Dryer #7)
ซึ่งจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 4/2026 และจะไม่มีการเพิ่มเตาในพื้นที่โรงงานเดิมอีกแล้ว เพราะพื้นที่ไม่พอ
เตาอบยางเตาที่ 7 จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 35,000 ตัน/ปี รวมเป็น 430,000 ตัน/ปี
ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับเป้าหมายการเติบโตของยอดขายยางพาราเฉลี่ย (CAGR) ที่ระดับ 30% ไปจนถึงปี 2028
หากในอนาคตมีความต้องการจากลูกค้าเพิ่มขึ้นจนเต็มกำลังผลิต บริษัทมีแผนจะสร้างเป็น โรงงานแห่งใหม่ แยกออกมาต่างหาก แต่ยังคงตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์น (ชลบุรี) เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานร่วมกัน
Q : โรงงานไบโอแก๊สและพลังงานทดแทน (TEBP) ในอีก 3 ปีข้างหน้า ต้องใช้เงินลงทุน (CAPEX) เท่าไหร่ มีโครงการอะไรบ้าง และวางเป้าหมายรายได้ไว้อย่างไร?
A : แผนงานและการลงทุนของ TEBP ในระยะ 3 ปี มีรายละเอียดดังนี้
การ Scale Up กำลังการผลิตไบโอแก๊ส: ขยายกำลังการผลิตไบโอแก๊สจากปัจจุบัน 120,000 ลบ.ม./วัน เป็น 260,000 ลบ.ม./วัน ภายในปี 2028 ใช้เงินลงทุนของ TEBP เองประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบ Digester โดยมีลูกค้ารองรับในระยะยาว 15 ปีแล้ว
โครงการ Joint Venture (JV) อัพเดทเพิ่มเติม (อยู่ระหว่างทำ Term Sheet):
โครงการ Bio-LNG ส่งให้ Data Center ที่สิงคโปร์: เป็นการอัปเกรดไบโอแก๊ส เป็น Bio-LNG ส่งขาย Data Center ในสิงคโปร์ 100% มูลค่าโครงการรวมประมาณ 800 ล้านบาท
(TEBP อยู่ระหว่างพิจารณาสัดส่วนการร่วมทุน)
โครงการ CBG ขายโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทย: อัปเกรดไบโอแก๊สอีก 120,000 ลบ.ม./วัน เพื่อขายให้กลุ่มโรงงานญี่ปุ่นที่ต้องรับมือภาษีคาร์บอน CBAM
สรุปงบลงทุนที่ TEBP ต้องใช้จริง: หากนับเฉพาะเงินลงทุนตรงที่ไม่รวม JV จะใช้เงินประมาณ 300 กว่าล้านบาทภายใน 2 ปี ซึ่งกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow) ของ TEBP มีเพียงพอ หรือถ้าต้องกู้ก็จะมีทางเลือกกู้จากบริษัทแม่ หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากโปรเจค green finance จากแบงค์
เป้าหมายรายได้: TEBP ตั้งเป้ารายได้ภายใน 3 ปีข้างหน้าไว้ที่ประมาณ 800 ล้านบาท
Q : แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2026 เป็นอย่างไร ธุรกิจพลังงานทดแทนมีคุณลักษณะอย่างไร และบริษัทได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม/ภัยแล้ง) หรือไม่?
A :แนวโน้ม Q4/2026: คาดว่าผลประกอบการจะออกมา ดีกว่าแผนงานที่ตั้งไว้ จากการรับรู้รายได้ยาง EUDR ที่เพิ่มขึ้นและการส่งมอบสต๊อกยางต้นทุนต่ำ
ลักษณะธุรกิจพลังงานทดแทน: เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ไม่ได้แค่นำเศษวัสดุมาเผาแล้วปั่นไฟแบบทั่วไป แต่เป็นการบริหารจัดการ Supply Chain กากอินทรีย์แบบครบวงจร
ผลกระทบน้ำท่วม: ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจากพื้นที่เขตประกอบการอุตสาหกรรมตั้งอยู่บนพื้นที่เนินสูง ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 90 เมตร ในตำบลเขาซก อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี
การรับมือภัยแล้ง: บริษัทได้ขุดลอกขยายบ่อน้ำดิบสำรองภายในพื้นที่ ทำให้มีปริมาณน้ำสำรองดิบสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 18 เดือน แม้เกิดวิกฤตภัยแล้ง
Q : ทำไมธุรกิจจัดการขยะอินทรีย์ (OWM) และ Biogas จึงถูกเรียกว่าเป็น Star Business มีจุดเด่นด้านโครงสร้างต้นทุนและอัตรากำไร (Margin) อย่างไร?
A : ธุรกิจ OWM ของ TEBP มีโครงสร้างต้นทุนที่ได้เปรียบอย่างมหาศาลและยากที่คู่แข่งจะเลียนแบบได้ ด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการ
ต้นทุนวัตถุดิบติดลบ (Negative Raw Material Cost): บริษัทไม่ต้องซื้อกากอินทรีย์ แต่ผู้สร้างกาก (Waste Generator) เช่น โรงงานอาหาร เครื่องดื่ม และโรงงานไบโอดีเซล เป็นผู้รับภาระจ่ายค่าขนส่งมาส่งถึงโรงงาน และ จ่ายค่าบริหารจัดการ (Tipping Fee) ให้แก่ TEGH บริษัทจึงมีรายได้ตั้งแต่ขาเข้า
ต้นทุนแรงงานต่ำมาก (High Automation): โรงงานผลิตไบโอแก๊สและรับกากอินทรีย์ใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Scada / AI) ทำให้ ใช้คนงานเพียง 3 คนต่อกะ ในการรับวัตถุดิบ
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets): บริษัทใช้ Know-how จุลินทรีย์และการออกแบบระบบการผลิตก๊าซชีวภาพที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ ทำให้รักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ได้สูงเกิน 40–50% มาโดยตลอด
Q : บริษัทมีจุดแข็งและกลยุทธ์อย่างไรในการดึงดูดวัตถุดิบมาตรฐาน EUDR จากเกษตรกร และหากเกิดสภาวะอากาศผันผวนกระทบปริมาณผลผลิต บริษัทรับมืออย่างไร?
A :การบริหารวัตถุดิบช่วงอากาศแปรปรวน: สภาพอากาศ El Ni?o / La Ni?a ทำให้ผลผลิตยางและปาล์มออกไม่แน่นอน วิธีเดียวในการรับมือคือ การกักเก็บสต๊อกวัตถุดิบ (Stockpiling Strategy) ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด
การดึงดูดวัตถุดิบมาตรฐาน EUDR: ในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แม้ยุโรปจะประกาศชะลอการซื้อยาง EUDR แต่ TEGH ยังคงจ่ายค่าพรีเมียม (Premium Price) ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารามาตรฐาน EUDR อย่างต่อเนื่อง
การยอมแบกรับต้นทุนพรีเมียมไว้ก่อนโดยไม่ตัดราคาเกษตรกร ทำให้ความสัมพันธ์และ Supply Chain ยาง EUDR ของบริษัทแข็งแกร่ง เกษตรกรนำยางมาขายให้ TEGH เป็นอันดับแรก
เมื่อสหภาพยุโรปกลับมารับมอบสินค้าเต็มรูปแบบ บริษัทจึงมีวัตถุดิบ EUDR พร้อมส่งมอบได้ทันทีโดยไม่ขาดแคลน
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลที่ปรากฏนี้ได้รับจาก "สมาคมนักลงทุนประเทศไทย" โดยได้รับการตรวจสอบจากทีมงานของบริษัทที่ไป Company Visit แล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่เป็นข้อมูลข่าวสารทั่วไป ทาง efinanceThai ไม่ได้แก้ไขหรือปรับปรุงเนื้อหาดังกล่าว และมิได้ยืนยันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ได้รับ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ตามความเหมาะสม