Light Mode

Dark Mode

Logo Efinancethai While Logo Efinancethai While
ค้นหาข่าว และความรู้ด้านการเงิน การลงทุนต่างๆ ที่คุณสนใจ
ค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ
  • Light Mode

    Dark Mode

    Swift Mode คือ?
    โหมดที่ช่วยปรับเปลี่ยนการแสดงผลของธีมระหว่าง Dark Mode และ Light Mode
    • efin StockPickUp
    • efin StockPickUp Pro NEW
    • TRADEMAN NEW
    • efin Trade Plus
    • efin Mobile
    • ข่าวหุ้นล่าสุด
    • กองทุน
    • ทองคำ
    • ข่าวต่างประเทศ
    • mai Update
    • Market Focus
    • ข่าวเด็ด บจ.
    • หุ้นเด่นวันนี้
    • ประเด็นร้อน
    • บทบรรณาธิการ
    • Exclusive Company Visit
    • ESG Story
    • Recommended for You
    • Opinion
    • IPO Corner
    • efin Review
    • THE VISiON/Executive Talk
    • Stock Insight
    • Fundamental Recap
    • Broker Research
    • หน้าหลักคริปโต NEW
    • ข่าว
    • ข่าวคริปโตล่าสุด
    • ข่าวคริปโตยอดนิยม
    • Bitcoin Focus
    • Regulator
    • Market
    • DA Business
    • RWA
    • ETF
    • Press Releases
    • บทความ
    • Research
    • Fintech
    • Crypto Verse
    • Media อื่น ๆ
    • Crypto Weshare
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ขอนแก่น" 2026NEW
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "หาดใหญ่" 2026
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
    • ESG 2026
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026
    • efin x wow festival 2025
    • Better Trade
    • ESG
    • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
    • ติว(อินเวส)เตอร์
    • efinanceThai Connect NEW
    • efin Let’s Profit Run NEW
    • Help Online
    • Team Viewer
    • คู่มือ
    • มุมความรู้
    • ติดต่อโฆษณา
    • ฝากข่าว PR

Light Mode

Dark Mode

Logo Efinancethai While Logo Efinancethai While
ค้นหาข่าว และความรู้ด้านการเงิน การลงทุนต่างๆ ที่คุณสนใจ
ค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ
  • Light Mode

    Dark Mode

    • efin StockPickUp
    • efin StockPickUp Pro NEW
    • TRADEMAN NEW
    • efin Trade Plus
    • efin Mobile
    • ข่าวหุ้นล่าสุด
    • กองทุน
    • ทองคำ
    • ข่าวต่างประเทศ
    • mai Update
    • Market Focus
    • ข่าวเด็ด บจ.
    • หุ้นเด่นวันนี้
    • ประเด็นร้อน
    • บทบรรณาธิการ
    • Exclusive Company Visit
    • ESG Story
    • Recommended for You
    • Opinion
    • IPO Corner
    • efin Review
    • THE VISiON/Executive Talk
    • Stock Insight
    • Fundamental Recap
    • Broker Research
    • หน้าหลักคริปโต NEW
    • ข่าว
    • ข่าวคริปโตล่าสุด
    • ข่าวคริปโตยอดนิยม
    • Bitcoin Focus
    • Regulator
    • Market
    • DA Business
    • RWA
    • ETF
    • Press Releases
    • บทความ
    • Research
    • Fintech
    • Crypto Verse
    • Media อื่น ๆ
    • Crypto Weshare
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ขอนแก่น" 2026NEW
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "หาดใหญ่" 2026
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
    • ESG 2026NEW
    • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026NEW
    • efin x wow festival 2025
    • Better Trade
    • ESG
    • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
    • ติว(อินเวส)เตอร์
    • efinanceThai Connect NEW
    • efin Let’s Profit Run NEW
    • Help Online
    • Team Viewer
    • คู่มือ
    • มุมความรู้
    • ติดต่อโฆษณา
    • ฝากข่าว PR
ลงชื่อเข้าใช้งาน

เลือกวิธีการเข้าใช้งานที่ต้องการ

ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม ?

ลงชื่อเข้าใช้
ด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือหรืออีเมล

ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม ?

สร้างบัญชี

เลือกวิธีการสมัครสมาชิกที่คุณต้องการ

มีบัญชีอยู่แล้วใช่ไหม ?

สร้างบัญชี
ด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ

มีบัญชีอยู่แล้วใช่ไหม ?

เมื่อกดสร้างบัญชี ถือว่าคุณได้ยอมรับ ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน และ รับทราบ ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ของ efinancethai
ยืนยันด้วย OTP

Ref:

ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?
กด ได้ใน นาที

สร้างบัญชี
อีเมลนี้เคยเข้าใช้งานแล้ว สามารถ ได้ทันที
  • ความยาว 8 - 20 ตัว
  • ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z) และเล็ก (a-z)
  • ตัวเลข (0-9)
สร้างบัญชีของคุณสำเร็จ

เราได้ดำเนินการสร้างบัญชีของคุณ
เรียบร้อยแล้ว

ลืมรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมล

ยืนยันด้วย OTP

Ref:

ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?
กด ได้ใน

สร้างรหัสผ่าน
  • ความยาว 8 - 20 ตัว
  • ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z) และเล็ก (a-z)
  • ตัวเลข (0-9)
ตั้งรหัสผ่านใหม่เสร็จสิ้น

เราได้ดำเนินการตั้งรหัสผ่านใหม่ของคุณ
เรียบร้อยแล้ว

สร้างบัญชีของคุณสำเร็จ

เราได้ดำเนินการสร้างบัญชีของคุณ
เรียบร้อยแล้ว

ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน
ประกาศเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่ารหัสผ่าน

โปรดเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่เพื่อความปลอดภัยของท่าน

  • ความยาว 8 - 20 ตัว
  • ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z) และเล็ก (a-z)
  • ตัวเลข (0-9)
เปลี่ยนรหัสผ่าน
`
  1. หน้าหลัก
  2. Exclusive Company Visit
  3. รายละเอียด Exclusive Company Visit
Exclusive Company Visit
22 ต.ค. 2026 เวลา 11:08

สรุปข้อมูลสำคัญ บมจ. ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) จาก Company Visit

สรุปข้อมูลสำคัญ บมจ. ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) จาก Company Visit

Share

twitter icon
line icon

สรุปข้อมูลสำคัญ “บมจ. ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH)” จากการเยี่ยมชมกิจการ(Company Visit) วันที่ 15 ต.ค. 69 โดย “สมาคมนักลงทุนประเทศไทย”

คณะผู้บริหารหลักที่ร่วมให้ข้อมูล:

คุณเฉลิม โกกนุทาภรณ์ (CEO – TEGH)

คุณสินีนุช โกกนุทาภรณ์ (MD – TEGH)

คุณวงษ์กฤษณ์ เจียมศรีพงษ์ (Chief Strategy Officer – TEGH)

คุณพีรพงษ์ วงศ์จิตตภิญโญ (CFO – TEGH)

คุณก้องกิต โกกนุทาภรณ์ (CEO – บมจ. ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ : TEBP)

คุณสุธัญญา โกกนุทาภรณ์ (CFO – บมจ. ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ : TEBP)

  1. ภาพรวมอุตสาหกรรมและแนวโน้มสินค้าโภคภัณฑ์ (Macro & Industry Dynamics)

อุตสาหกรรมยางพารา (Natural Rubber Market):

แนวโน้มอุปทาน (Structural Supply Deficit): ภาพรวมตลาดยางพารากำลังเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นระยะยาว (Upward Cycle) จากปัญหาอุปทานตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญโดยประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียมีการโค่นต้นยางทิ้งเพื่อสลับไปปลูกปาล์มน้ำมัน จากปัญหาโรคใบร่วงและปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ขณะที่พื้นที่ปลูกในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ มีจำกัด ทำให้ผลผลิตยางโลกโดยรวมเติบโตในอัตราที่ต่ำมาก

ปัจจัยหนุนด้านอุปสงค์ (Demand Drivers & EV Transition):

การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EVs): รถยนต์ EV มีน้ำหนักตัวรถและแรงบิด (Torque) สูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ส่งผลให้อัตราการสึกหรอของยางล้อสูงขึ้น

ยางล้อสำหรับรถ EV และรถพาณิชย์จำเป็นต้องใช้ยางธรรมชาติในสัดส่วนสูง (50–80%) ซึ่งยางสังเคราะห์ไม่สามารถทดแทนคุณสมบัติความเหนียวและความทนทานได้ทั้งหมด

ตลาดการเติบโตใหม่: ตลาดอินเดียมีการเติบโตสูงมากในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถ 2 ล้อ

ขณะที่ยุโรปเน้นตลาด replacement (ยางเปลี่ยน)

ต้นทุนยางสังเคราะห์สูงขึ้น: ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูงทำให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) แพงขึ้น หนุนความต้องการยางธรรมชาติเชิงเปรียบเทียบ

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน (Palm Oil Market):

โครงสร้างราคาและการบริโภคพลังงานชีวภาพ (Biodiesel Mandates):

นโยบายภาครัฐในประเทศผู้ผลิตหลัก: อินโดนีเซียปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลเป็น B50 และเพิ่มภาษีส่งออก CPO (Export Levy) เป็น 12.5% เพื่อดึง CPO ไว้ใช้ในประเทศ

ด้านมาเลเซียผลักดันนโยบาย B30

และประเทศไทยปรับสัดส่วนจาก B5 กลับมาเป็น B7/B20

ช่วยดึงซัพพลายออกจากตลาดและพยุงราคา CPO โลกและในประเทศ

ข้อจำกัดด้านผลผลิต (Supply Bottlenecks & Climate Impact):

ผลผลิตผลปาล์มสด (FFB) ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ El Ni?o ซึ่งส่งผลกระทบย้อนหลัง (Lag effect 6–18 เดือน) ทำให้ปริมาณผลปาล์มและอัตราการสกัดน้ำมัน (OER) ลดลงทั้งในไทยและอินโดนีเซีย

การแข่งขันกับน้ำมันพืชชนิดอื่น: ราคา CPO เคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways with Volatility โดยได้รับแรงหนุนจากสต๊อกตึงตัว แต่ถูกจำกัด Upside จากการแข่งขันกับน้ำมันถั่วเหลือง (Soybean Oil) ในอเมริกาใต้ และน้ำมันทานตะวัน

  1. ผลกระทบต่อ Supply Chain และมาตรการ EUDR

กฎระเบียบ EUDR (EU Deforestation Regulation):

จาก Premium สู่ “New Normal”: ยางเกรด EUDR ที่เคยได้ค่าพรีเมียมสูงในอดีต กำลังก้าวเข้าสู่การเป็น New Normal (มาตรฐานบังคับพื้นฐาน) แต่จะกลายเป็นสินค้าสำคัญในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ (Market access) เช่น CBAM

หากผู้ประกอบการรายใดไม่สามารถทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) จะ ถูกตัดออกจาก Supply Chain โดยสิ้นเชิง

โดยค่ายรถยนต์และผู้ผลิตยางล้อในยุโรป เกาหลี และญี่ปุ่น มีความต้องการยาง EUDR 100% ส่วนลูกค้าจีน เริ่มมี demand มาแล้ว

จุดแข็งด้านความปลอดภัยของฐานข้อมูล TEGH: TEGH เป็น 1 ใน 2 โรงงานยางของโลกที่พัฒนาระบบฐานข้อมูล EUDR ของตนเอง (SSCM 2.0 สู่ SSCM 3.0) และสามารถใช้งานได้จริง

โดยระบบถูกออกแบบให้สามารถ Plug-in เข้ากับระบบของลูกค้าทั่วโลกได้โดยไม่ต้องยกฐานข้อมูลของตนเองให้แก่ระบบกลางของผู้อื่น ช่วยสร้างความมั่นใจสูงสุดด้านความปลอดภัยของข้อมูลของเกษตรกร

ภาวะขาดแคลนซัพพลาย EUDR โลก: ปัจจุบันยางมาตรฐาน EUDR ทั้งโลกมีสัดส่วนไม่ถึง 50% ของซัพพลายทั้งหมด

หากประเทศจีนก้าวเข้ามาร่วมใช้อย่างเต็มตัว จะเกิดภาวะซัพพลายยาง EUDR ขาดแคลนทันที

ซึ่ง TEGH ได้เตรียมความพร้อมโดยให้พรีเมียมแก่เกษตรกรเพื่อจูงใจและล็อกซัพพลายยางเข้าสู่ระบบ

การบริหารจัดการ Supply Chain & Working Capital:

การกักเก็บสต๊อกต้นทุนต่ำ (Strategic Inventory Stacking): TEGH ชิงเก็บสต๊อกยางล่วงหน้า ณ ต้นทุนราคาต่ำไว้ประมาณ 60,000 ตัน

ทำให้ในช่วงปิดกรีดและราคายางปรับตัวสูงขึ้น บริษัทมี Spread/Gross Margin ที่ขยายตัวดีกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน

การลดความเสี่ยงด้วยการขายแบบ T+1 / T+2: บริษัทใช้เงื่อนไขสัญญาราคาขายที่สอดรับกับระยะเวลาสต๊อกสินค้า เพื่อล็อก Margin และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ

การกระจายฐานลูกค้า (Geographic Diversification): ลดสัดส่วนตลาดจีนเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า (Tariff/Geopolitics) แล้วขยายไปยังตลาดอินเดีย ยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งมีการเติบโตของ demand ไปในทิศทางที่ดี

  1. โครงสร้างอุตสาหกรรม คู่แข่ง และความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Competitive Advantage & Economic Moat)

สถานะการแข่งขันในตลาดยางธรรมชาติ:

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 1 ของโลก โดยมี Ivory Coast (ไอวอรี่โคสต์) ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 3 แซงหน้าเวียดนาม

แม้ไอวอรี่โคสต์จะมีเปรียบเรื่องระยะทางขนส่งไปยังยุโรป แต่ ไทยยังคงมีความได้เปรียบสูงกว่าในเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Product Quality) และระบบนิเวศการผลิตตามมาตรฐาน EUDR โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติตามกฏหมาย (Compliance)

คูเมืองทางธุรกิจที่ไร้คู่แข่งโดยตรง (Unrivaled Economic Moat in EEC):

พื้นที่สีม่วงสำหรับอุตสาหกรรม (Purple Zone Advantage): TEGH ตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม พื้นที่สีม่วง ในจังหวัดชลบุรี (EEC)

ซึ่งโรงงานแปรรูปเกษตรและไบโอแก๊สส่วนใหญ่ในประเทศไทยมักตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียว การตั้งในพื้นที่สีม่วงทำให้ TEGH สามารถขอรับรองและประกอบกิจการอุตสาหกรรม ขยะอินทรีย์ และพลังงานชีวภาพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไร้ปัญหาข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมจากชุมชนรอบข้าง

โมเดลที่ยากต่อการเลียนแบบ (High Barrier to Entry): ผู้บริหารย้ำว่าในโมเดล Thai Eastern Symbiosis หรือการจัดการขยะอินทรีย์ (OWM) สเกลใหญ่ที่เชื่อมต่อกับระบบเกษตรชีวภาพครบวงจร “แทบไม่มีคู่แข่งโดยตรงเลย”

เนื่องจากผู้ที่จะทำโมเดลนี้ต้องมีปัจจัยพร้อม 4 ประการ:

พื้นที่สีม่วงที่รองรับการบริหารจัดการขยะอินทรีย์และไบโอแก๊ส

พื้นที่รองรับกาก/น้ำเสียหลังการหมัก เพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน

พื้นที่ยุทธศาสตร์ด้าน logistic ในรัศมีไม่เกิน 150 กม. รายล้อมไปด้วยแหล่งปลูกวัตถุดิบ ศูนย์กลางการขนส่ง ทำให้สามารถรับวัตถุดิบได้จากทั่วประเทศไทย คุ้มค่าขนส่งปุ๋ยกลับคืนสู่เกษตรกร และส่งสินค้าได้ทั่วโลก

เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผู้บริหารเป็นรุ่นที่ 2 สะสมประสบการณ์มากกว่า 20 ปี สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดธุรกิจเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพแบบครบวงจรได้

ต้นทุนวัตถุดิบติดลบ (Negative Raw Material Cost / Tipping Fee): ในธุรกิจ Organic Waste Management (OWM) ผู้สร้างกากอินทรีย์ (Waste Generator) เช่น โรงงานอาหาร เครื่องดื่ม และไบโอดีเซล เป็นผู้จ่ายค่าขนส่งและค่าบริหารจัดการกากอินทรีย์ (Tipping Fee) ให้แก่ TEGH

ทำให้บริษัทได้รายได้ทั้งจาก ขาเข้า (ค่าบริหารจัดการ) และ ขาออก (การนำกากอินทรีญ์ไปผลิตเป็น Biogas/ไฟฟ้า แล้วขายกลับ)

  1. รายละเอียดเจาะลึกรายกลุ่มธุรกิจของ TEGH

    1.ธุรกิจยางพารา (Natural Rubber Business):

แผนขยายกำลังการผลิต (Capacity Expansion): ก่อสร้างเตาอบยางเตาที่ 7 (Dryer #7) งบประมาณ 77 ล้านบาท กำหนดเสร็จ Q4/2026 เพิ่มกำลังการผลิตอีก 35,000 ตัน/ปี รวมเป็น 430,000 ตัน/ปี ในปี 2027

ขยายพื้นที่เก็บวัตถุดิบเพิ่ม 20,000 ตัน

วางเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 30% ไปจนถึงปี 2028

สินค้ากลุ่มมูลค่าสูง (High Value Products – HVP):

LM Bubber: ยางแท่งสูตรพิเศษสำหรับยางล้อเกรดพรีเมียม ซึ่งให้คุณสมบัติเฉพาะที่ผู้ผลิตยางล้อต้องการ ลอกเลียนแบบได้ยาก สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นได้

Oder Clear STR: ยางแท่งไร้กลิ่น ลดปัญหาเรื่องกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยของโรงงานยางแท่ง สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผู้ผลิตยางล้อไร้กลิ่น

Carbon Neutral Rubber: ได้รับการรับรองจาก อบก. ส่งมอบใบ Certificate ให้ลูกค้าแล้วกว่า 10,000 ตัน เพื่อรองรับมาตรการ CBAM

Organic Latex (GOLS) & FSC: ส่งออกกลุ่มสแกนดิเนเวียและแบรนด์ชั้นนำ

ระบบอัตโนมัติ (Automation & AI): เปิดศูนย์ Nexus Center นำ AI มาช่วยในการ monitoring และควบคุมการผลิต ติดตั้งหุ่นยนต์ (Robot) และระบบอัตโนมัติ มาใช้ในกระบวนการยกก้อนยางแทนการใช้คน

พร้อมเตรียมทำ Virtual Department เพื่อลดจำนวนบุคลากรงาน Admin

Compounding Workshop: ร่วมกับ NIA ลงทุน 4 ล้านบาท สร้างแล็บทดสอบ Compounding ยางพาราร่วมกับลูกค้า เพื่อพัฒนาสูตรยางธรรมชาติให้ตรงตามความต้องการของลูกค้ารายโรงงานโดยตรง

  1. ธุรกิจปาล์มน้ำมัน (Palm Oil Business):

การแก้ไขปัญหาคอขวดและพลิกฟื้นธุรกิจปาล์มให้กลับมาทำกำไร (Turnaround Strategy):

EFB Boiler Modification: การติดตั้งและปรับปรุงบอยเลอร์ใช้เชื้อเพลิงทะลายปาล์มเปล่า (EFB) เสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ระหว่าง Test Run

การลด Loss & สร้างรายได้ใหม่: เมื่อระบบสมบูรณ์ จะช่วยประหยัดค่าขนส่ง EFB ไปทิ้งปีละกว่า 30 ล้านบาท

และนำไอน้ำส่วนเกินไปใช้ปั่นไฟฟ้าขนาด 2 MW (งบลงทุน 50 ล้านบาท เสร็จ Q4/2026) เพื่อใช้เองและขายไฟส่วนที่เหลือให้แก่กลุ่มธุรกิจในเครือ ช่วยลดต้นทุนพลังงานของทั้งกลุ่ม

เพิ่มกำลังการผลิต: ขยายกำลังผลิตเป็น 60 ตัน FFB/ชั่วโมง ในปี 2026 เพื่อรองรับผลผลิตปาล์มช่วงพีค

และมีแผนขยายเป็น 90 ตัน FFB/ชั่วโมง ในปี 2028

ยกระดับสู่น้ำมันเกรดมูลค่าสูง: สกัดแยกน้ำมันปาล์มกรดสูง/สกปรกจาก EFB, Decanter Cake และ POME นำไปขอรับรอง ISCC EU เพื่อขายเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (SAF) โดยมีบริษัท Excellent New Energy จากประเทศจีนที่เข้ามาสร้างโรงงานในพื้นที่ของเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์นเป็นลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งจะเริ่มเปิดดำเนินการ Q1/2027

  1. ธุรกิจพลังงานทดแทนและการจัดการขยะอินทรีย์ (Renewable Energy & Organic Waste / TEBP):

แผน Spin-off และ Strategic Partnership:

บริษัทลูก ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ (TEBP) ได้รับอนุมัติขยายเวลา filing จาก ก.ล.ต.

โดยผู้บริหารกำลังพิจารณาระหว่างการ IPO เข้าระบบตลาดทุนตามแผนเดิม หรือการดึง Strategic Partner รายใหญ่เข้ามาร่วมทุน ซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตระยะยาวได้

การอัปเกรด Biogas สู่ Bio-LNG / CBG:

เตรียมอัปเกรด Biogas เป็น Compressed Biogas (CBG) และ Bio-LNG เพื่อส่งขายให้แก่ Data Center ในสิงคโปร์  (ซึ่งมีนโยบายบังคับใช้พลังงานสะอาด 50%) รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยที่ต้องปรับตัวรับมือภาษีคาร์บอน CBAM

ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากกากของเสีย (Waste-to-Value Products):

Soil Conditioner (สารปรับปรุงดิน): นำกากตะกอนอินทรีย์หลังหมักไบโอแก๊สมาเพิ่มมูลค่า บรรจุถุงขายปลีกผ่านช่องทางของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และตัวแทนจำหน่าย

เพิ่มมูลค่าจากการขายยกตันราคา 300–500 บาท/ตัน กลายเป็นถุงละ 100 บาท (ขนาด 25 กก.)

สาหร่ายและสารชีวภัณฑ์ (Bio-Fungicide): นำน้ำเสียที่ผ่านการหมักไบโอแก๊สมาเลี้ยงสาหร่าย เพื่อนำไปสกัดเป็นสารชีวภัณฑ์ฉีดพ่นไม้ผล (ทุเรียน) เพิ่มอัตราการออกดอกและผลผลิต

Q&A

Q : ในช่วงครึ่งปีแรก (1H) ปริมาณการขายยางพาราดูเหมือนยังไม่เต็มกำลังการผลิต อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เป็นอย่างไร และจะเริ่มเห็นการเติบโตที่ชัดเจนเมื่อไหร่?

A : ในช่วงครึ่งปีแรก อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ของโรงงานยางพาราอยู่ที่ประมาณ 80%

สาเหตุที่ยังไม่ได้ใช้กำลังการผลิตเต็ม 100% มีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่:

การกั้นพื้นที่ก่อสร้าง: หลังจากสร้างเตาอบยางเตาที่ 5 และ 6 เสร็จสิ้น บริษัทได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเตาอบยางเตาที่ 7 (Dryer #7) ต่อทันที ทำให้ต้องกั้นพื้นที่บางส่วนของโรงงานเดิมไว้ชั่วคราว

การเก็บยางเพื่อทำกระบวนการ Aging: ในช่วงต้นปี บริษัทต้องกักเก็บยางบางส่วนไว้เพื่อเข้าสู่กระบวนการ Aging ยาง ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสเปกที่ลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตยางล้อในยุโรปต้องการ

ผู้บริหารยืนยันว่ายอดขายไม่ได้ลดลง แต่เป็นการยืดระยะเวลาการเดินเครื่องและระยะเวลาเก็บยางทำ Aging เพิ่มขึ้น ซึ่งขั้นตอนการทดสอบทั้งหมดได้เสร็จสิ้นแล้ว

ดังนั้น ตั้งแต่ไตรมาส 3 (Q3) เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นการเร่งกำลังการผลิต (Speed up) และจะเห็นการเติบโตอย่างชัดเจนทั้งยอดขายบรรทัดบน (Revenue) และกำไรบรรทัดล่าง (Net Profit)

Q : ปริมาณขายยางในครึ่งปีแรกดูไม่สูงมาก แต่เหตุใดบริษัทจึงมียางพาราสต๊อกอยู่ในโรงงานสูงถึงเกือบ 60,000 ตัน ทำไมถึงไม่เร่งขายออกไปในไตรมาส 2?

A : สต๊อกยางจำนวนเกือบ 60,000 ตันที่อยู่ในโรงงานนั้น เป็น สต๊อกวัตถุดิบ (Raw Material) ไม่ใช่สต๊อกสินค้าส่งมอบที่ตกค้าง

การตัดสินใจไม่เร่งขายในไตรมาส 2 เกิดจากการบริหารเชิงกลยุทธ์ เนื่องจาก:

ในไตรมาส 2 ตลาดได้รับข่าวเรื่องการเลื่อนบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR รวมถึงมีปัจจัยสงครามและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์มากระทบ

อัตรากำไร (Margin) ในไตรมาส 2 ค่อนข้างตึงตัวและมีการแข่งขันด้านราคา (Discount) สูง บริษัทจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเร่งเบียดกันขายในราคาที่เสียเปรียบ

บริษัทจึงเลือกทยอยซื้อเก็บวัตถุดิบยางพาราในราคาต้นทุนต่ำสะสมไว้เกือบ 60,000 ตัน ในช่วงไตรมาส 2, 3 และ 4

การกักเก็บสต๊อกวัตถุดิบต้นทุนต่ำนี้ เมื่อนำออกมาแปรรูปและส่งมอบขายในไตรมาส 4 ปีนี้ และไตรมาส 1, 2 ปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ราคายางปรับตัวสูงขึ้น และเข้าสู่ฤดูปิดกรีด ยางพาราจะมี Spread/Gross Margin ที่ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมาก ส่งผลดีต่อการรักษากำไรของบริษัทมากกว่าการเร่งขายในไตรมาส 2 ปีนี้

Q : ผู้บริหารมองแนวโน้มธุรกิจปาล์มน้ำมันในครึ่งปีหลัง (2H) อย่างไร และมีแผนการปรับปรุงผลการดำเนินงาน (Turnaround Strategy) อย่างไรให้กลับมาทำกำไร?

A : ทิศทางราคาปาล์มน้ำมันแม้จะมีการย่อตัวสั้นๆ แต่เทรนด์ระยะยาวยังเป็นขาขึ้นตามทิศทางสินค้าโภคภัณฑ์โลก

การทำกำไรในธุรกิจปาล์มน้ำมันต้องอาศัยการมอนิเตอร์ผลผลิตผลปาล์มสด (FFB) และการบริหารสต๊อกอย่างแม่นยำ

สำหรับแผนการ Turnaround ธุรกิจปาล์มน้ำมัน บริษัทได้ดำเนินการใน 4 ส่วนหลัก

แก้ปัญหาคอขวดเครื่องจักร (Standby Boiler): ในอดีตช่วง Peak Season (Q2–Q3) เครื่องจักรบอยเลอร์มักมีปัญหาขัดข้อง ทำให้รับผลปาล์มได้ไม่เต็มที่

บริษัทจึงได้ติดตั้งและปรับปรุง Standby Boiler เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันผ่านการ Commissioning และ Test Run ค่าฝุ่น PM2.5 ตามกฎหมายใหม่เรียบร้อยแล้ว

การลดค่าใช้จ่ายขนส่งและสร้างรายได้จากไอน้ำ (EFB Boiler & Power Plant): การเดินเครื่อง Boiler ตัวใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิงทะลายปาล์มเปล่า (EFB) จะช่วย ลดค่าขนส่ง EFB ไปทิ้งได้ปีละกว่า 30 ล้านบาท

พร้อมทั้งนำไอน้ำส่วนเกินไปปั่นเป็นไฟฟ้า 2 MW และขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้งานกลับให้แก่กลุ่มยางในเครือ ทำให้โรงปาล์มมีรายได้ขายไฟ และโรงยางมีต้นทุนค่าไฟลดลง

Asset Monetization: ทำการสำรวจเครื่องจักรในโรงปาล์มที่ไม่จำเป็นต้องใช้งาน นำออกขายเพื่อรับเงินสด หรือปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้สม่ำเสมอ

นำระบบ AI มาช่วยพยากรณ์ราคา (Commodity Prediction): ใช้ AI คาดการณ์ทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพื่อตัดสินใจจังหวะการเข้าซื้อวัตถุดิบและจังหวะการระบายสต๊อกอย่างเหมาะสม

Q : ในระยะยาว 3–5 ปีข้างหน้า หากพื้นที่ปลูกยางลดลง ราคายางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งราคายางก็ถือเป็นต้นทุนของบริษัทด้วย บริษัทมองภาพนี้อย่างไร และยางสังเคราะห์จะเข้ามาทดแทนยางธรรมชาติได้หรือไม่?

A : ทางบัญชีบริษัทใช้วิธีการคิดต้นทุนแบบถัวเฉลี่ย (Average Cost) แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทบริหารส่วนต่างราคา (Margin Management) ให้ได้กำไรในทุกสภาวะราคายาง

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ผู้บริหารมองว่าเป็น ผลบวกต่อ TEGH ด้วยเหตุผลดังนี้

ยางธรรมชาติไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ (No Direct Substitute): คุณสมบัติทางกายภาพของยางธรรมชาติ ทั้งเรื่องความเหนียว ความทนทานต่อความร้อน และแรงดัน ไม่สามารถใช้อยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) ที่ทำจากน้ำมันดิบมาทดแทนได้ 100%

ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้นตราบใดที่โครงสร้างยานพาหนะยังใช้ยางล้อ: ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมยางรถยนต์ ยิ่งการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีน้ำหนักรถสูง จะยิ่งทำให้อัตราการสึกหรอของยางล้อสูงขึ้น และต้องใช้อัตราส่วนยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น

การจำกัดของซัพพลายโลก: ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียโค่นต้นยางไปปลูกปาล์ม และไทยมีพื้นที่ปลูกจำกัด เมื่อซัพพลายตึงตัว แต่ดีมานด์เป็นสิ่งจำเป็น ผู้ประกอบการที่มีระบบนิเวศการผลิตครบวงจรและมีพื้นที่เก็บวัตถุดิบขนาดใหญ่อย่าง TEGH จะยิ่งสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

Q : เหตุใดบริษัทจึงต้อง Spin-off ธุรกิจพลังงานทดแทนและการจัดการขยะอินทรีย์ (TEBP) ออกไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และรูปแบบการถือหุ้นจะเป็นอย่างไร?

A : ธุรกิจพลังงานทดแทนและขยะอินทรีย์ (Organic Waste Management : OWM) ภายใต้บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TEBP) มีศักยภาพและเหตุผลในการ Spin-off ดังนี้

เป็นธุรกิจ High Margin & New Economy: TEBP มีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) สูงถึง 40% ขณะที่ธุรกิจยางพารามี Margin อยู่ที่ประมาณ 5–8%

หากนำ TEBP รวมไว้ใต้บริษัทแม่ (TEGH) มูลค่าทางบัญชีและความโดดเด่นของธุรกิจจะถูกจำกัด (ถูกบอนไซ)

ต้องใช้เงินลงทุนในการขยายสาขา (Geographic Expansion): กากอินทรีย์ไม่เหมือนยางพาราที่ไม่สามารถขนส่งข้ามภาคไกลๆ ได้ เนื่องจากมีค่าขนส่งสูง รัศมีที่คุ้มค่าต้องไม่เกิน 150 กิโลเมตร

การขยายธุรกิจจึงต้องไปสร้างแหล่งรับกากอินทรีย์/บ่อหมักก๊าซชีวภาพ/โรงงานใกล้แหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าบริษัทแม่

Valuation ในต่างประเทศสูงมาก: บริษัทในยุโรปที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการขยะอินทรีย์และไบโอแก๊สลักษณะเดียวกับ TEBP มี P/E Ratio สูงถึง 100 เท่า

การแยกตัวออกมาจะช่วย Unlock Value ให้แก่บริษัทและนักลงทุนได้อย่างเต็มที่

สัดส่วนการถือหุ้น: หลังกระบวนการ Spin-off และ IPO ทาง TEGH จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ใน TEBP อยู่ในระดับ ไม่ต่ำกว่า 70–75%

โดยจะมีการออกหุ้นใหม่ และอาจขายหุ้นเดิมประมาณ 5% เพื่อรับรู้กำไรเข้าบริษัทแม่

โอกาสการเติบโต: ปัจจุบัน TEBP รับกำจัดขยะอินทรีย์เพียง 3% ของขยะอินทรีย์ทั้งประเทศไทย จึงยังมีพื้นที่ตลาดให้เติบโตอีกมหาศาล

Q : ในวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร มีแผนจะขยายเตาอบยางพารา (Dryer Expansion) ในพื้นที่โรงงานปัจจุบันอีกกี่เตา?

A : โรงงานแปรรูปยางพาราในพื้นที่ปัจจุบันจะสิ้นสุดการขยายที่ เตาอบยางเตาที่ 7 (Dryer #7)

ซึ่งจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 4/2026 และจะไม่มีการเพิ่มเตาในพื้นที่โรงงานเดิมอีกแล้ว เพราะพื้นที่ไม่พอ

เตาอบยางเตาที่ 7 จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 35,000 ตัน/ปี รวมเป็น 430,000 ตัน/ปี

ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับเป้าหมายการเติบโตของยอดขายยางพาราเฉลี่ย (CAGR) ที่ระดับ 30% ไปจนถึงปี 2028

หากในอนาคตมีความต้องการจากลูกค้าเพิ่มขึ้นจนเต็มกำลังผลิต บริษัทมีแผนจะสร้างเป็น โรงงานแห่งใหม่ แยกออกมาต่างหาก แต่ยังคงตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์น (ชลบุรี) เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานร่วมกัน

Q : โรงงานไบโอแก๊สและพลังงานทดแทน (TEBP) ในอีก 3 ปีข้างหน้า ต้องใช้เงินลงทุน (CAPEX) เท่าไหร่ มีโครงการอะไรบ้าง และวางเป้าหมายรายได้ไว้อย่างไร?

A : แผนงานและการลงทุนของ TEBP ในระยะ 3 ปี มีรายละเอียดดังนี้

การ Scale Up กำลังการผลิตไบโอแก๊ส: ขยายกำลังการผลิตไบโอแก๊สจากปัจจุบัน 120,000 ลบ.ม./วัน เป็น 260,000 ลบ.ม./วัน ภายในปี 2028 ใช้เงินลงทุนของ TEBP เองประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบ Digester โดยมีลูกค้ารองรับในระยะยาว 15 ปีแล้ว

โครงการ Joint Venture (JV) อัพเดทเพิ่มเติม (อยู่ระหว่างทำ Term Sheet):

โครงการ Bio-LNG ส่งให้ Data Center ที่สิงคโปร์: เป็นการอัปเกรดไบโอแก๊ส เป็น Bio-LNG ส่งขาย Data Center ในสิงคโปร์ 100% มูลค่าโครงการรวมประมาณ 800 ล้านบาท

(TEBP อยู่ระหว่างพิจารณาสัดส่วนการร่วมทุน)

โครงการ CBG ขายโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทย: อัปเกรดไบโอแก๊สอีก 120,000 ลบ.ม./วัน เพื่อขายให้กลุ่มโรงงานญี่ปุ่นที่ต้องรับมือภาษีคาร์บอน CBAM

สรุปงบลงทุนที่ TEBP ต้องใช้จริง: หากนับเฉพาะเงินลงทุนตรงที่ไม่รวม JV จะใช้เงินประมาณ 300 กว่าล้านบาทภายใน 2 ปี ซึ่งกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow) ของ TEBP มีเพียงพอ หรือถ้าต้องกู้ก็จะมีทางเลือกกู้จากบริษัทแม่ หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากโปรเจค green finance จากแบงค์

เป้าหมายรายได้: TEBP ตั้งเป้ารายได้ภายใน 3 ปีข้างหน้าไว้ที่ประมาณ 800 ล้านบาท

Q : แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2026 เป็นอย่างไร ธุรกิจพลังงานทดแทนมีคุณลักษณะอย่างไร และบริษัทได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม/ภัยแล้ง) หรือไม่?

A :แนวโน้ม Q4/2026: คาดว่าผลประกอบการจะออกมา ดีกว่าแผนงานที่ตั้งไว้ จากการรับรู้รายได้ยาง EUDR ที่เพิ่มขึ้นและการส่งมอบสต๊อกยางต้นทุนต่ำ

ลักษณะธุรกิจพลังงานทดแทน: เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ไม่ได้แค่นำเศษวัสดุมาเผาแล้วปั่นไฟแบบทั่วไป แต่เป็นการบริหารจัดการ Supply Chain กากอินทรีย์แบบครบวงจร

ผลกระทบน้ำท่วม: ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจากพื้นที่เขตประกอบการอุตสาหกรรมตั้งอยู่บนพื้นที่เนินสูง ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 90 เมตร ในตำบลเขาซก อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี

การรับมือภัยแล้ง: บริษัทได้ขุดลอกขยายบ่อน้ำดิบสำรองภายในพื้นที่ ทำให้มีปริมาณน้ำสำรองดิบสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 18 เดือน แม้เกิดวิกฤตภัยแล้ง

Q : ทำไมธุรกิจจัดการขยะอินทรีย์ (OWM) และ Biogas จึงถูกเรียกว่าเป็น Star Business มีจุดเด่นด้านโครงสร้างต้นทุนและอัตรากำไร (Margin) อย่างไร?

A : ธุรกิจ OWM ของ TEBP มีโครงสร้างต้นทุนที่ได้เปรียบอย่างมหาศาลและยากที่คู่แข่งจะเลียนแบบได้ ด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการ

ต้นทุนวัตถุดิบติดลบ (Negative Raw Material Cost): บริษัทไม่ต้องซื้อกากอินทรีย์ แต่ผู้สร้างกาก (Waste Generator) เช่น โรงงานอาหาร เครื่องดื่ม และโรงงานไบโอดีเซล เป็นผู้รับภาระจ่ายค่าขนส่งมาส่งถึงโรงงาน และ จ่ายค่าบริหารจัดการ (Tipping Fee) ให้แก่ TEGH บริษัทจึงมีรายได้ตั้งแต่ขาเข้า

ต้นทุนแรงงานต่ำมาก (High Automation): โรงงานผลิตไบโอแก๊สและรับกากอินทรีย์ใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Scada / AI) ทำให้ ใช้คนงานเพียง 3 คนต่อกะ ในการรับวัตถุดิบ

สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets): บริษัทใช้ Know-how จุลินทรีย์และการออกแบบระบบการผลิตก๊าซชีวภาพที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ ทำให้รักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ได้สูงเกิน 40–50% มาโดยตลอด

Q : บริษัทมีจุดแข็งและกลยุทธ์อย่างไรในการดึงดูดวัตถุดิบมาตรฐาน EUDR จากเกษตรกร และหากเกิดสภาวะอากาศผันผวนกระทบปริมาณผลผลิต บริษัทรับมืออย่างไร?

A :การบริหารวัตถุดิบช่วงอากาศแปรปรวน: สภาพอากาศ El Ni?o / La Ni?a ทำให้ผลผลิตยางและปาล์มออกไม่แน่นอน วิธีเดียวในการรับมือคือ การกักเก็บสต๊อกวัตถุดิบ (Stockpiling Strategy) ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด

การดึงดูดวัตถุดิบมาตรฐาน EUDR: ในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แม้ยุโรปจะประกาศชะลอการซื้อยาง EUDR แต่ TEGH ยังคงจ่ายค่าพรีเมียม (Premium Price) ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารามาตรฐาน EUDR อย่างต่อเนื่อง

การยอมแบกรับต้นทุนพรีเมียมไว้ก่อนโดยไม่ตัดราคาเกษตรกร ทำให้ความสัมพันธ์และ Supply Chain ยาง EUDR ของบริษัทแข็งแกร่ง เกษตรกรนำยางมาขายให้ TEGH เป็นอันดับแรก

เมื่อสหภาพยุโรปกลับมารับมอบสินค้าเต็มรูปแบบ บริษัทจึงมีวัตถุดิบ EUDR พร้อมส่งมอบได้ทันทีโดยไม่ขาดแคลน


ติดต่อ สมาคมนักลงทุนประเทศไทย


WEBSITE: Investors Association of Thailand

FACEBOOK: https://www.facebook.com/investorsthai

----------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลที่ปรากฏนี้ได้รับจาก "สมาคมนักลงทุนประเทศไทย" โดยได้รับการตรวจสอบจากทีมงานของบริษัทที่ไป Company Visit แล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่เป็นข้อมูลข่าวสารทั่วไป ทาง efinanceThai ไม่ได้แก้ไขหรือปรับปรุงเนื้อหาดังกล่าว และมิได้ยืนยันความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ได้รับ ทั้งนี้ ขอให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ตามความเหมาะสม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Company Visitยางพาราสมาคมนักลงทุนประเทศไทยหุ้น TEGH

Share

twitter icon
line icon
ดูทั้งหมด
efinanceThai efinanceThai

เราจะไม่เพียงแต่นั่งรอโอกาส แต่เรามุ่งมั่นจะสร้างโอกาสที่ทำให้เรา
สังคมของเรา และทุกคนที่เราเกี่ยวข้องด้วยดีขึ้น

ติดต่อโฆษณา

คุณสุภารัตน์ งามศรี (หนึ่ง)

โทร : 099-446-4366

Email : suparat@efinancethai.com

คุณเบญญาภา บุญรัตน์ (ลัคกี้)

โทร : 061-072-6233

Email : Benyapha@efinancethai.com

Follow us

line icon
tiktok icon
youtube icon
  • Online Asset
  • ภาพรวมบริษัท
  • ข่าวสารกิจกรรม
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อบริษัท
  • efin StockPickUp
  • efin StockPickUp Pro
  • TRADEMAN
  • efin Trade Plus
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ขอนแก่น" 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "หาดใหญ่" 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
  • ESG 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026
  • efin x wow festival 2025
  • Better Trade
  • ESG
  • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
  • ติว(อินเวส)เตอร์
  • efinanceThai Connect
  • efin Let’s Profit Run
  • Our Service
  • IR Plus Member
  • Contact Us
  • Help Online
  • Team Viewer
  • คู่มือ
  • Tel: 02-023-8800
  • customerservice@efinanceThai.com
  • ติดต่อโฆษณา
  • ฝากข่าว PR
ข้อมูลบริษัท
  • Online Asset
  • ภาพรวมบริษัท
  • ข่าวสารกิจกรรม
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อบริษัท
โปรแกรม
  • efin StockPickUp
  • efin StockPickUp Pro
  • TRADEMAN
  • efin Trade Plus
อีเว้นท์
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ขอนแก่น" 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "หาดใหญ่" 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR "ชลบุรี" 2026
  • ESG 2026
  • ติวอินเวสเตอร์ ON TOUR “เชียงใหม่” 2026
  • efin x wow festival 2025
  • Better Trade
  • ESG
  • เลือกกองทุนรวยด้วย efin
  • ติว(อินเวส)เตอร์
คอนเนค
  • efinanceThai Connect
  • efin Let’s Profit Run
IR Plus
  • Our Service
  • IR Plus Member
  • Contact Us
ช่วยเหลือ
  • Help Online
  • Team Viewer
  • คู่มือ
Customer Support
  • Tel: 02-023-8800
  • customerservice@efinancethai.com
ติดต่อโฆษณา
  • ติดต่อโฆษณา
  • ฝากข่าว PR

Copyrights © 2025 by efinanceThai.com All Rights Reserved.   Companyvisit Detail

ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์ | ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการใช้คุกกี้ | เงื่อนไขการใช้ข้อมูลของผู้ให้บริการรายอื่น
Logo Cookie
นโยบายการใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี และพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ ตรงกับความต้องการของคุณมากยิ่งขึ้น คุณสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้

efin.finance efinAI - สรุป Insights ข่าวหุ้นให้ทันที