Special Interview

SAWAD ประกาศพร้อมรบ หลังยกเครื่องโฮลดิ้ง

SAWAD ประกาศพร้อมรบ หลังยกเครื่องโฮลดิ้ง

           “แบงก์ชาติ” เตรียมออกประกาศเกณฑ์คุมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันราวปลายเดือน ม.ค.หรือต้นเดือน ก.พ.62 นี้ ข้อดีคือทำให้เกิดความชัดเจนในการที่มีหน่วยงานเจ้าภาพกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจ ขณะที่ผู้บริโภคก็ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการ แต่ฝั่งของผู้ลงทุนก็อาจจะกังวลเรื่องผลกระทบต่อบริษัทในตลาดหุ้นที่ทำธุรกิจดังกล่าว หลังการเข้ามาคุมดอกเบี้ยโดยแบงก์ชาติ

            บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) บริษัทที่ทำธุรกิจให้บริการสินเชื่อโดยใช้หลักประกันเป็นทะเบียนรถยนต์ จะได้รับผลกระทบหรือไม่ อย่างไร วันนี้เราจะพาไปพูดคุยกับคุณ “ธิดา แก้วบุตตา” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร รวมถึงอนาคตของ SAWAD ในช่วง 3 ปีนี้  

***มั่นใจเกณฑ์คุมสินเชื่อทะเบียนรถไม่กระทบ

          “ธิดา” เล่าว่า เกณฑ์การควบคุมธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่แบงก์ชาติจะประกาศออกมานี้ ค่อนข้างจะมุ่งเน้นในเรื่องการกำกับดูแลการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market conduct) โดยเฉพาะในประเด็นการคิดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้รับความยุติธรรมในการเข้าถึงสินเชื่อประเภทนี้ ซึ่ง SAWAD เตรียมพร้อมมาก่อนแล้วตั้งแต่ช่วงที่ปรับโครงสร้างกลุ่มเป็นโฮลดิ้งคอมพานี ทั้งเรื่องการรับรู้รายได้ การตั้งสำรองเอ็นพีแอล หรือเรื่อง Market conduct ซึ่งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจะคิดได้ไม่เกิน 28%

            “เท่าที่ไปรับฟังมา regulator ก็จะมุ่งเน้นเป็นพิเศษในเรื่องดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในประกาศก็ชัดเจนว่าคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 28% และในส่วนจากนั้นก็อาจจะมีขั้นตอนเล็กๆ น้อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะมีการไปรับรถกลับต้องแจ้งลูกค้าก่อน การรับรู้รายได้ รับชำระค่างวดมาและข้อควรปฏิบัติ เป็นอย่างไร อันนั้นคาดว่าจะอยู่ในประกาศ Final ที่ทาง ธปท.จะออกประกาศเร็วๆ นี้”   

            “ธิดา” เล่าว่า กลุ่ม SAWAD ปล่อยสินเชื่อแบบมีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเฉลี่ยอยู่ที่ 23-25% ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่แบงก์ชาติกำหนดไว้ที่ 28% โดยการปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถของกลุ่ม SAWAD จะทำผ่านบริษัทในกลุ่มคือ บมจ.เงินทุน ศรีสวัสดิ์ (ฺBFIT) ซึ่งมีสถานะเป็นสถาบันการเงิน ดังนั้น จึงอยู่ภายใต้กฎระเบียบของ พ.ร.บ.สถาบันการเงินในกำกับของแบงก์ชาติอยู่แล้ว  

            “BFIT การที่เขาเป็นสถาบันการเงิน จึงอยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. อยู่แล้ว และตลอด 18 เดือนที่เราเริ่มทำงานกับ BFIT มา เราเคร่งครัดกับการร่วมงานกับ ธปท.มาก กฎเกณฑ์ระเบียบทุกอย่างเรา comply เคร่งครัด และก็ชัดเจนมาก มาโดยตลอด ในส่วนนี้ก็เลยเรียนชี้แจงว่า กลุ่ม SAWAD ของเราไม่น่าจะมีผลกระทบใดๆ กับการที่มีไลเซ่นส์ควบคุมออกมา เพราะเราปฏิบัติชัดเจนอยู่แล้ว”

***คาดปีนี้สินเชื่อโต 20-30% รายได้-กำไรโตทางเดียวกัน

            SAWAD มีผลกำไรทำสถิติเพิ่มขึ้นทุกปีจาก 1.3 พันล้านบาท เป็น 2.0 พันล้านบาท และ 2.6 พันล้านบาท ในปี 58-60 ตามลำดับ (หรือโตเฉลี่ย 42.56% ต่อปี) ส่วนปี61 ตัวเลข 9 เดือนทำได้ 1.9 พันล้านบาท ขณะนี้รอประกาศตัวเลขไตรมาสสุดท้ายในเดือน ก.พ.นี้

            “ธิดา” เล่าว่า หลังจากที่ SAWAD ปรับโครงสร้างภายในมาตลอด 18 เดือน ถึงวันนี้ปรับโครงสร้างเสร็จแล้ว ทำให้มีความพร้อมที่จะเดินหน้าขยายธุรกิจ ขยายพอร์ตสินเชื่อให้เติบโตต่อไป จึงนับได้ว่าปี 2562 เป็นอีก 1 ปีที่บริษัทจะมุ่งเน้นการเติบโต

            “ในปี 62 เราก็คาดว่าพอร์ตสินเชื่อรวมจะโตสักประมาณ 20-30% ซึ่งพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเป็นพอร์ตหลักของเรา คาดว่า 20-30% น่าจะอยู่ใน Range ที่น่าจะทำได้ เราคาดว่าถ้าพอร์ตสินเชื่อโตประมาณ 20-30% รายได้และ Bottom Line ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”  

*** มั่นใจเอ็นพีแอลอยู่ในกรอบ 4-6%

            ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้จะดีนัก น่าสนใจว่า SAWAD จะบริหารจัดการคุณภาพลูกหนี้อย่างไร เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดหนี้เสีย ในเรื่องนี้ “ธิดา” กล่าวว่า  มีความมั่นใจว่าปีนี้จะไม่เกินไปกว่า 4-6% ของสินเชื่อรวม ซึ่งเป็นระดับของ NPL ที่เท่ากับในอดีต ซึ่งคุณภาพสินเชื่อเกิดจากการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยจำนวนสาขาเกือบๆ 3,000 แห่ง หากเกิดความผิดปกติขึ้นกับลูกค้า เชื่อมั่นว่าทีมงานสามารถเข้าไปช่วยเหลือและดูแลลูกค้าได้ทันเวลา ก่อนที่จะกลายเป็นหนี้เสีย

            “ถ้ามีอะไร เราคาดว่าเราช่วยเหลือลูกค้าได้ทันเวลา ทันท่วงที เพราะฉะนั้น เราเชื่อว่าคุณภาพสินเชื่อของเราจะไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะอยู่ในแนวนี้ อยู่ใน Range ประมาณ 4-6% ซึ่งโดยปกติตามประวัติของ SAWAD ก็จะอยู่ประมาณ 4-6% มาโดยตลอด”  

            ส่วนนโยบายในการตั้งสำรองตลาดมองการตั้งสำรองของ SAWAD จะลดลงจากการทยอยปรับวิธีเป็นแบบหักหลักประกัน ซึ่งจะดีต่อผลประกอบการ สอดคล้องกับที่ “ธิดา” ระบุว่า ไม่ได้กังวลในเรื่องนี้เลย เพราะพอร์ตสินเชื่อแบบมีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน  BFIT ได้ตั้งสำรองแบบเข้มข้นเหมือนกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ทางผู้บริหารจึงไม่ได้มีอะไรที่กังวลใจเป็นพิเศษ แม้กระทั่งการ Comply IFRS9 บริษัทก็มีความพร้อม โดยได้จ้างที่ปรึกษาด้านบัญชีอย่าง "ดีลอยต์" หนึ่งใน Big Four ระดับโลกด้านการตรวจสอบบัญชี ซึ่งจากที่ได้เห็นตัวเลขต่างๆ ในเบื้องต้น ทางผู้บริหารก็ไม่ได้กังวลใจ

***พันธมิตรไต้หวัน Cathay เสริมทัพด้านฟินเทค

            ผู้ถือหุ้น SAWAD ได้อนุมัติเพิ่มทุนขาย PP ให้กับพันธมิตรไต้หวัน กลุ่มคาเธ่ย์ ไฟแนนเชียล โฮลดิ้ง ซึ่งเป็น กลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจการเงิน เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งภายหลังจากนี้ SAWAD จะดำเนินการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนคาดแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.นี้ โดยกลุ่มคาเธ่ย์จะต้องใส่เงินเข้ามาราว 2.5 พันล้านบาท ส่งผลให้เข้ามาถือหุ้น SAWAD เพิ่มเป็นเกือบ 10% (จากเดิมที่ถืออยู่แล้ว 5%)  

            ทั้งนี้ ประเทศไต้หวัน เป็นประเทศที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้แล้วโดยสมบูรณ์ เมื่อคาเธ่ย์ผ่านวงจรนั้นมาแล้ว ทำให้สามารถนำประสบการณ์ที่มี มารวมกับวิธีการทำงานของ SAWAD ต่อยอดพัฒนารูปแบบการให้สินเชื่อไปได้อีก เพราะปัจจุบันนี้สิ่งที่ SAWAD ทำอยู่เป็น Traditional Lending  หรือการให้สินเชื่อแบบดั้งเดิมและเชื่อว่าในอนาคต SAWAD อาจจะต้องเตรียมแพลตฟอร์มเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การให้ยืมแบบออนไลน์ หรือฟินเทค ต่างๆ

            “เราเชื่อว่าในส่วนนี้ทางพาร์ทเนอร์เราเห็นมาแล้ว ผ่านมาแล้ว เขาจะสามารถแนะนำเราได้เป็นอย่างดี”

***ดอกเบี้ยขาขึ้น บริหารเงินทุนอย่างไร

            ทิศทางดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อเพราะต้องกู้เงินมาปล่อยสินเชื่อ SAWAD เองก็มีบริษัทในกลุ่มอย่าง BFIT ซึ่งสามารถรับเงินฝากได้และนำมาปล่อยสินเชื่อต่อ แต่นั่นคงจะไม่เพียงพอ ทำให้ SAWAD ยังต้องใช้การกู้ยืมเงิน และการระดมทุนด้วยหลากหลายวิธี ล่าสุดคือเพิ่มทุนขาย PP ให้กลุ่มพันธมิตรจากไต้หวัน

            ในเรื่องนี้ “ธิดา” เล่าว่า Cost of funding ของบริษัทที่ผ่านก็อยู่ที่เกือบๆ 4% โดยเฉลี่ย และหลังจากที่พาร์ทเนอร์ไต้หวันนำเงินเข้ามาเพิ่มทุนสัดส่วน 5% หรือเกือบๆ  2,500 ล้านบาท จะช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยไปได้บ้าง แต่ว่าหากจะโตในธุรกิจประเภทนี้ก็จะต้องมีการกู้ยืมเงินมาเพิ่มเพื่อปล่อยสินเชื่อ ดังนั้น ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น บริษัทก็พยายามบริหารสัดส่วนเงินกู้ให้มีระยะเวลาที่เหมาะสม  เป็นหนี้สินระระยาวมากขึ้น

            นอกจากนี้ การที่คาเธ่ย์ใส่เงินเข้ามาในส่วนของทุน ทำให้ Debt to Equity (D/E) ของบริษัทต่ำลงไปอีก โดยปกติ D/E ก็เกือบๆ 2 เท่า ถ้ามี 2,500 ล้านบาทเพิ่มเข้ามา D/E จะต่ำกว่า 2 เท่า ทำให้มีความสามารถในการกู้เพิ่มขึ้นอีก รองรับการให้สินเชื่อไปอีกหลายปี

            “ดอกเบี้ยขาขึ้นถามว่าได้รับผลกระทบไหม เราเชื่อว่าค่อยๆ มา แต่ไม่ได้มีสาระสำคัญ เพราะปีหนึ่งๆ ค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยของเรา คิดเป็นประมาณ 7-8% ของรายได้รวม ไม่ได้เยอะเลย”

***เป็นหุ้นเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3 ปี

            เมื่อเราถามคำถามสุดท้ายว่า SAWAD เป็นหุ้นแบบไหน “ธิดา” ตอบว่า

            “หุ้นปันผลนี่อาจจะยังไม่ถึงเวลา ที่ผ่านมาก็นักลงทุนก็จะเห็นจากแทร็กเร็คคอร์ดอยู่แล้ว เราก็จะเติบ โตประมาณ 20-30% แล้วทางกลุ่มผู้บริหารก็เชื่อว่า ด้วยทุกอย่างที่เรามีมันก็ยังน่าที่จะเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ อีก ก็น่าจะ 20-30% เราก็เลยคิดว่าเราน่าจะเราจัดตัวเราเองอยู่ในหุ้นเติบโต”

            เมื่อเราถามต่อว่าโอกาสโตในระดับ 20-30% จะมีไปยาวนานแค่ไหนสำหรับ SAWAD “ธิดา” กล่าวว่า แน่นอนว่าความต้องการใช้เงินข้างหน้ายังมีอยู่อีกมาก และความต้องการใช้เงินไม่เข้าใครออกใคร อาจจะมีหลากหลายสาเหตุ จึงทำให้เชื่อว่า มันเป็นปัจจัยให้ SAWAD ค่อยโตไปได้เรื่อยๆ  

            “แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า มันก็คงไม่ได้โตไปโดยไม่มีวันหยุด เราก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราเชื่อว่า 20-30% น่าจะเป็นไปได้ในช่วง 3 ปีนี้”  

 

 

 

 

 


 

 

 

 



 

 











 

  







 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh