Special Interview

CHO ปลดล็อครถเมล์ NGV เดินหน้าปั๊มรายได้ประจำใน3ปี

CHO ปลดล็อครถเมล์ NGV เดินหน้าปั๊มรายได้ประจำใน3ปี

 

          บมจ.ช ทวี (CHO) เคยเผชิญกับสถานะการเงินที่ย่ำแย่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเพราะสิ่งที่หวังไม่มาตามนัด นั่นคือไม่สามารถส่งมอบรถเมล์ NGV ให้ ขสมก. ได้ตามแผน รายรับจึงไม่เข้ามา ขณะที่อีกขาหนึ่งต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่หนักหน่วงจนไม่มีเงินสดเหลือในมือ

          แต่สถานการณ์ปีนี้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย เพราะ CHO สามารถทยอยส่งมอบรถเมล์ NGV ในส่วนที่เหลือให้ ขสมก.ได้ตามแผน โดยเพิ่งจะส่งมอบครบ 489 คันไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา 

          ดังนั้น ภายในไตรมาสแรกปีนี้ หรือต้นไตรมาส 2 ราวเดือนเมษายน CHO จะได้รับชำระเงินตามสัญญา นั่นหมายถึงสถานะทางการเงินที่จะกลับมาเป็นปกติตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้ เราจะไปพูดคุยกับ  “คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CHO

*** CHO  ทำธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม

          คุณสุรเดช เล่าว่า ธุรกิจหลักของ CHO มีอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. สินค้ามาตรฐาน (รถบรรทุก รถพ่วง รถกึ่งพ่วง) 2.สินค้าออกแบบพิเศษ (กลุ่มธุรกิจการบิน ยานยนต์สำหรับกองทัพ เป็นต้น) และ 3.งานบริหารโครงการและงานบริการ ซึ่งกลุ่มงานที่ 3 ที่เป็นงานด้านบริการ มีอัตรากำไรขั้นต้นดีมาก และบริษัทพยายามจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ตรงนี้ให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากรายได้ของ 2 กลุ่มแรกที่มีความผันผวน  

*** เร่งปั้น Recurring Income  

          กลุ่มธุรกิจที่ 3 คือ งานบริหารโครงการและงานบริการ มีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่า 2 กลุ่มธุรกิจแรก ทำให้ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา CHO พยายามรุกงานบริการ เพราะรายได้จะเกิดความต่อเนื่องและมั่นคงกว่ารายได้ที่มาจากยอดขายใน 2 กลุ่มธุรกิจแรกที่อัตราการทำกำไรขึ้นๆ ลงๆ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด  

          “วันนี้เราพยายาม diversify แล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่ก็คือ กลุ่ม 3 งานบริการ งานซ่อมบำรุงกลุ่มงานเซอร์วิสพวกนี้จะมี gross margin สูงกว่า...เมื่อ 5 ปีก่อนเรามีรายรับกลุ่มนี้แค่ปีละ 5 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเรามีรายรับเกี่ยวกับกลุ่มนี้ เกือบ 200 ล้านบาทแล้ว”

          พร้อมอธิบายต่อว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าปีนี้ทำไม CHO จึงต้องระดมทุน ด้วยการออกหุ้นกู้เพื่อมาสร้างศูนย์สิบล้อ 24 ชั่วโมง เป็นศูนย์ซ่อมบำรุง เพื่อรองรับลูกค้าพวกบริษัทขนส่งที่มีรถยนต์ แล้วก็นำรถมาซ่อมบำรุงที่ศูนย์นี้ นอกจากนี้ ก็มีงานบริการซ่อมรถ ขสมก.ซึ่งมีสัญญาซ่อม 10 ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาท ใน 10 ปีนี้ นี่ก็เป็น Recurring Income ของบริษัทในระยะยาว

*** ปีนี้สัดส่วนการเงินจะกลับสู่ปกติ

          เป้าหมายหลักที่ CHO จะทำในปีนี้มี 3 เรื่อง คือ 1.ปรับสัดส่วนการเงินกลับสู่ปกติ 2.ผลักดันยอดขายสินค้าทั่วไปให้โต 5 - 10% และ 3.เดินหน้าเข้าประมูลโครงการภาครัฐ

          เป้าหมายแรก การปรับสัดส่วนการเงินกลับสู่ปกติ สืบเนื่องจากปัญหาที่บริษัทเผชิญในปีที่ผ่านมา คือ แม้จะส่งรถ 489 คันให้ทาง ขสมก. แต่ก็ติดขัดตรงที่ว่าศาลสั่งให้ ขสมก.หยุดรับรถจาก CHO เป็นเวลานานถึง 7-8 เดือน ส่งผลต่อสถานะทางการเงินของบริษัทแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นอัตราหนี้สูง รายจ่ายที่สูง กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นลบเนื่องจากไม่มีรายรับจาก การส่งมอบรถให้ ขสมก.ได้ตามแผน ในขณะที่อีกฝั่งคือรถที่บริษัทฯ นำเข้ามา และประกอบไว้เรียบร้อยเพื่อรอส่งมอบนั้น ได้จ่ายค่าแรง จ่ายค่าอะไหล่ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเงินลงทุนไปจำนวนมากที่บริษัทฯ ต้องจ่ายให้กับซัพพลายเออร์

          “ดังนั้น ตัวเลขทางการเงินของบริษัทเมื่อปีที่แล้ว จะดูไม่ดีนัก อย่างเช่น ค่า D/E Ratio ค่าสัดส่วนทางการเงินต่างๆ เนื่องด้วยโครงการถูก Suspend ถูกหยุดชั่วคราว”

           อย่างไรก็ตาม ประมาณเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ได้มีการประกาศให้ CHO ทำงานต่อได้และปัจจุบันได้ส่งรถไปเรียบร้อยแล้วทั้งหมด 489 คัน หลังส่งมอบรถครบแล้ว จะได้รับชำระเงินเข้ามาตามสัญญา

          เมื่อมีรายได้เข้ามามีกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ถือหุ้นก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ D/E Ratio ปีนี้ลดเหลือราว 2 เท่า จาก 3 เท่า รวมถึง DSCR (debt-service coverage ratio) ก็จะกลับมาเป็นปกติในไตรมาสแรกปีนี้เป็นต้นไป หลังจากก่อนหน้านี้มีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดไม่พอ มีหนี้สูง แต่รายรับยังไม่เข้าเพราะตอนนั้นยังส่งมอบรถไม่ได้  

*** ผลักดันยอดขายโต 5 - 10% - เดินหน้าประมูลโครงการรัฐ

          เป้าหมายที่ 2 คือการผลักดัน ยอดขายสินค้าทั่วไปให้โต 5 - 10%  ซึ่งสินค้าทั่วไปกลุ่ม 1.สินค้ามาตรฐาน (รถบรรทุก รถพ่วง รถกึ่งพ่วง) และ 2.สินค้าออกแบบพิเศษ (กลุ่มธุรกิจการบิน ยานยนต์สำหรับกองทัพ เป็นต้น) จะมีอัตราการเจริญเติบโตโดยปกติราว 5-10% จากฐานแต่ละปีที่ยอดขายประมาณพันกว่าล้านบาท ส่วนโครงการใหญ่ๆ อย่างเช่น การเข้าประมูลภาครัฐ อย่างเช่น ขสมก. หรือแม้แต่งานเกี่ยวกับการประมูล การบินไทย หรืออะไรพวกนี้ จะถือเป็นงานพิเศษต่างหาก

          เป้าหมายที่ 3 คือ การเดินหน้าเข้าร่วมประมูลโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น รถเช่าของ ขสมก.300 คัน หรือแม้แต่รถเช่า ขสมก.อีก 400 คัน โดยร่วมกับพันธมิตร คือ บมจ.สแกน อินเตอร์ (SCN)

*** ปูรายได้อนาคต ศูนย์สิบล้อ-LONDON TAXI -SMART BUS

          1.ศูนย์ซ่อมบำรุงสิบล้อ24 ชม.โดยจะเปิดทั้งหมด 7 ศูนย์ภายใน 3 ปีปัจจุบันเปิดแล้ว 1 ศูนย์ซึ่งหลังจากที่เปิดแล้ว 2-3 ปี คาดว่าแต่ละศูนย์จะมีรายรับประมาณ 60-100 ล้านบาท/ปี

          2.การให้บริการ LONDON TAXI  ซึ่งบริษัทได้เข้าร่วมทุนใน บริษัท ออลเอส โฮลดิ้ง จำกัด ร่วมกับบริษัท เจริญอักษร โฮลดิ้งกรุ๊พ จำกัด โดย LONDON TAXI นั้น เหมาะสำหรับรถแท็กซี่โดยเฉพาะ เนื่องจากมีวงเลี้ยวที่แคบและคนพิการสามารถขึ้นรถได้เลย  ซึ่งนอกจากจะให้บริการ LONDON TAXI แล้วจะมีบริการซ่อมบำรุงแท็กซี่ด้วย ทำให้ CHO จะมีรายได้ทั้งจากการซ่อมบำรุงรถแท็กซี่ และส่วนแบ่งกำไรจาก Operation ของแท็กซี่

          “ถ้าเราซ่อมบำรุงรถแท็กซี่  10,000 คัน คิดง่ายๆ กิโลเมตรละ 1 บาท วันหนึ่งแท็กซี่วิ่งอยู่ประมาณ 200 กิโลเมตร ก็ 200 บาทต่อวัน เป็นต้น และเราก็มี Gross Profit มี Margin จากการซ่อมบำรุงรถเหล่านี้ นี่ก็คือแค่เรื่องซ่อมบำรุงรถแท็กซี่ ยังไม่พูดถึงเรื่อง Operation ของแท็กซี่ ที่เราได้ส่วนแบ่งกำไรอีก”  

          3.โครงการบริหารจัดการรถโดยสารประจำทางอัจฉริยะ (SMART BUS) ในกรุงเทพมหานคร และจะมีการให้บริการซ่อมบำรุงด้วย ซึ่งจะทำผ่านบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นมาชื่อ บริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด

          “เอาแค่ตัวเลขซ่อมบำรุงอย่างเดียว ยังไม่เอาตัวเลขกำไรจากการขายตั๋ว สมมุติว่า ขสมก.วันละ 700 บาทต่อคัน รถของอมรรัตนโกสินทร์ มีทั้งหมดประมาณ 1,700 คัน  ในกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้น ค่าซ่อมบำรุงตรงนี้ก็จะเป็น 700 บาท คูณ 1,700 คัน ต่อวัน นั่นก็คือ Gross Margin ของเราก็เป็น 2 digit”

          ทั้งค่าซ่อมบำรุง LONDON TAXI และ SMART BUS จะเป็น Recurring Income ก้อนใหญ่กลับเข้ามาบริษัทในอนาคต ซึ่งยังไม่นับรวมส่วนแบ่งกำไรจาก การให้บริการของ LONDON TAXI และกำไรจากการให้บริการของ SMART BUS

           “ก็ถือว่าเป็น Income ที่เรียกว่า เป็นตัวใหญ่ ที่เข้ามาในบริษัท ในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า”  

*** มอง CHO คือหุ้นยั่งยืน-ต้นแบบ CG สูง

          CHO เข้าตลาดหุ้นมา 1-2 ปีแรกราคาเคยพุ่งแตะจุดสูงสุด 5.41 บาท ก่อนที่จากนั้นจะเซอไพรส์พลิกขาดทุนในปี59-60 ทำให้ราคาหุ้นกลับทิศเหลือ 1-2 บาท ก่อนที่ปี61 จะพลิกมีกำไรอีกครั้งที่ 45 ล้านบาท ล่าสุดพบว่า 3 เดือนแรกของปีนี้ราคาเคลื่อนไหวราว 1.30-1.40 บาท   

          “คุณสุรเดช”  ให้มุมมองต่อหุ้น CHO ภายใต้การบริหารของเขาว่า เป็นหุ้นที่ไม่หวือหวาและมีนโยบายเป็นหุ้นแบบยั่งยืน และบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับเรื่อง Corporate Governance (CG) ในระดับสูงสะท้อนจาก CG  Score ที่ 5 ดาว

          “เราพยายามทำเป็นตัวอย่างในเรื่อง CG แล้วก็เป็นหุ้นที่ทำธุรกิจที่มี impact กับสังคม เช่น ถ้าเกิดเราทำแท็กซี่เสร็จ เราทำรถเมล์เสร็จ เราก็ช่วย connectivity ที่กรุงเทพ ดังนั้นสังคมกรุงเทพก็ดีขึ้น นั่นก็คือธุรกิจที่เราพยายามทำ”   

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh