Special Interview

ผู้ร่วมก่อตั้งBitazza โบรกฯ คริปโทวิเคราะห์ 3 เทรนด์หลักปีนี้

ผู้ร่วมก่อตั้งBitazza โบรกฯ คริปโทวิเคราะห์ 3 เทรนด์หลักปีนี้

 

Brief :

 

“อาร์ท” กวิน พงษ์พันธ์เดชา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทาซซ่า จำกัด (ฺBitazza) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker) ที่ถูกต้องตามกฎหมายในไทย ภายใต้ใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง 

 

ธุรกิจของ "บิทาซซ่า" จะคล้ายกับ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) อย่างเช่น Bitkub,SatangPro,Zipmex แตกต่างตรงที่ Bitazza นั้นเป็น Broker ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าไปยังศูนย์ซื้อขายต่างๆ ทั่วโลกได้ ขณะที่ Exchange จะจับคู่ซื้อขายได้เฉพาะภายในระบบตัวเอง 

 

ประวัติย่อ “อาร์ท กวิน” จบจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์คลีย์ในระยะเวลา 4 ปี มีดีกรีจาก 3 ภาคคณะ คือวิทยาศาสตร์บัณฑิต จากคณะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ศิลปศาสตร์บัณฑิต จาก 2 ภาคคณะ คือเศรษฐศาสตร์และคณะข้อมูลสถิติ  

 

“กวิน” แสดงมุมมองต่อตลาดคริปโท-บล็อกเชนว่าถูกขับเคลื่อนด้วย narrative หรือ “เรื่องเล่า” ซึ่งหากจะมองว่า narrative อะไรกำลังเป็นที่นิยมในปี 2021 เขามองว่ามี 3 เรื่องคือ 1.Digital Gold  2.DeFi และ 3.Layer1 Competition (หรือที่เรามักจะได้ยินคือ Ethereum Killer)  


 

กวิน พงษ์พันธ์เดชา ซีอีโอ บริษัท บิทาซซ่า จำกัด (ฺBitazza) 

 

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องเล่าจาก “อาร์ท กวิน” เราจะมาย้อนเวลาในโลกของบล็อกเชน-คริปโทฯ แบบรวบรัดจาก 3-4 ปีจนมาถึงปัจุุบัน เพื่อให้เห็นจุดเริ่มต้นของการนำบล็อกเชนมาใช้งาน ก่อนจะไปต่อกันที่ “เรื่องเล่า” ของปี 2021 ว่ามีอะไรบ้างที่น่าจะเป็นกระแสหลัก   

 

ปี 2017 ภาพรวมทั้งโลกมีหลายโปรเจกต์ ICO ที่ระดมทุนจากนักลงทุน เป็นยุคเฟื่องฟูของการนำบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ในการระดมทุน ซึ่งเป็นการดำเนินการบนบล็อกเชนอีเธอเรียม แต่สุดท้ายหลายๆ โปรเจกต์ ไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ได้ตามที่เขียนใน White Paper ทำให้ค่อยๆ ล้มหายตายจากกันไปในที่สุด  

 

ปี 2018 เป็นปีที่พิสูจน์ว่าใครจะอยู่ใครจะไป และมีหลายโปรเจกต์ที่ยืนหยัด เพื่อแสดงถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาต่อ แม้จะยากกว่าจะพิสูจน์ให้เห็นถึงผลงานแต่นั่นเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันว่า โปรเจกต์ไหนคือของจริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก    

 

ปี 2019  เริ่มมีโพรดักส์บนบล็อกเชนเทคโนโลยีออกมาใช้งานมากขึ้น เริ่มมีกรณีการใช้งานมากขึ้น นอกเหนือไปจากการใช้บล้อกเชนเพื่อการระดมทุนเพียงอย่างเดียว 

 

ปี 2020  เป็นปีที่พิเศษมากทำให้เห็นความชัดเจนว่า บล็อกเชน ไม่ได้เป็นแค่การระดมทุนอีกต่อไป แต่มีโพรดักส์ที่เกิดขึ้นและมีผู้ใช้งานนำเงินไปลงทุนและสร้างมูลค่าขึ้นมา เกิดเป็นเทรนด์ “DeFi” และถูกพูดถึงกันมากในปี 2020 ทั้งที่จริงๆ เรื่องเล่าของ DeFi เกิดขึ้นมาตั้งแต่ 2017/2018 แล้ว แต่อาจจะโดนกระแสอื่นที่ได้รับการพูดถึงมากกว่า เช่น Web 3.0, NFT และ Ethereum Killer 


 

Narrative ในโลกคริปโทฯ-บล็อกเชนปี 2021 


 

1.Digital Gold 

 

Narrative ที่มาแรงปีนี้คือ “Digital Gold” เปรียบ "บิตคอยน์" เหมือนกับกับทองคำดิจิทัล เกมแรกที่คนมองก็คือเราอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ปกติ มีโรคระบาด มีปัญหาหนี้สิน ขาดสภาพคล่อง ธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องพิมพ์เงินออกมาทำ QE และในระยะยาว (ย้ำว่าระยะยาว) โอกาสที่สกุลเงินหลักอย่างดอลลาร์จะอ่อนค่ามีสูงมาก เพราะพิมพ์เงินมาเพื่อลดมูลค่า 

 

เมื่อในระยะยาวเงินดอลลาร์อ่อน เงินจะไหลไปหาสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว ผู้คนจึงเริ่มให้ความสนใจใน “Digital Gold” โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ สถาบันการเงิน บอกว่าทองคำเป็นทางเลือกหนึ่งก็จริง แต่มันยังมี “Digital Gold” ซึ่งมาร์เก็ตแคปน้อยกว่ามาก ถ้าตรงนี้เล็กกว่ามากแปลว่ามันมี “อัพไซด์ที่สูงกว่า” จึงมีบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Microstrategy ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น NASDAQ นำเงินเข้ามาลงทุนในบิตคอยน์ และก็ยังมีบริษัทอื่นๆ อีก 

 

ทำไม “Digital Gold” ต้องเป็น “บิตคอยน์” เป็นเหรียญอื่นได้ไหม? 

 

1.เป็นเหรียญที่อยู่มานาน  มันจะมีคำศัพท์หนึ่งที่เรียกว่า “Lindy Effect” ใจความของทฤษฎีนี้ก็คือ อะไรก็ตามที่อยู่มานานเท่าไร สิ่งนั้นยิ่งมีโอกาสจะอยู่ได้ยาวนานมากขึ้นเท่านั้น อย่างกรณีของบิตคอยน์อยู่มากว่า 10 ปีแล้ว โอกาสรอดจึงมีสูงเพราะผ่านพ้นช่วงทารกไปแล้ว 

 

2.มีความปลอดภัย  เร็คคอร์ดที่ผ่านมาบิตคอยน์ไม่เคยโดยแฮ็ก เป็นแทร็คเร็คคอร์ดที่ดีมาก จะไปสร้างเหรียญใหม่ก็ต้องใช้เวลา ดังนั้น Lindy Effect จึงมาพร้อมกับแทร็คเร็คคอร์ดที่มีมายาวนาน    

 

3.มี Network Effect  ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนสร้างบนบิตคอยน์ บริษัทที่ไปต่อวอลเล็ตกับบิตคอยน์ รับบิตคอยน์ทั่วโลก เช่น PayPal หรือบริษัทอื่นใดก็แล้วแต่ มันทำให้เกิด Network Effect ที่แข็งแกร่งมาก  อยู่ดีๆ มันจะล้มหายไป มันเป็นไปได้ยากมาก 

 

4.มีกฎหมายที่ออกมารองรับ อย่างกฎหมายในไทย บิตคอยน์ เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล  

 

5.แบรนด์เป็นที่รู้จัก พอพูดถึง “บิตคอยน์” คนก็รู้จักแล้ว ไม่ต้องอธิบายมากเหมือนแต่ก่อน คนจะนึกภาพ คือสกุลเงินดิจิทัล ที่ปลอดภัย และมีมูลค่าสูง คนมีภาพในหัวแล้ว ดังนั้น การที่ใครจะไปสร้างเหรียญใหม่มันยากมาก “บิตคอยน์” จึงกลายเป็นเสาหลักของวงการคริปโทเคอร์เรนซีไปแล้ว  

 

6.มาร์เก็ตแคปเริ่มใหญ่  ส่งผลให้รายใหญ่เข้ามาลงทุน อย่างนักลงทุนสถาบันมีเงินอยู่ 1,000 ล้านดอลลาร์ และต้องการจะลงทุน 1% ก็คือ 10 ล้านดอลลาร์ หากไปลงทุนในโปรเจกต์ขนาดเล็กจะทำให้ตลาดกระเพื่อมแรง แต่เมื่อเป็นบิตคอยน์ซึ่งตอนนี้มีมาร์เก็ตแคปใหญ่มากประมาณ 600-700 พันล้านดอลลาร์ การลงทุน 10 ล้านดอลลาร์ของสถาบัน จึงรองรับได้โดยไม่ทำให้กลไกตลาดผิดปกติ เมื่อรองรับได้รายใหญ่จะยิ่งเข้ามาลงทุน ยิ่งเข้ามามากมาร์เก็ตแคปบิตคอยน์ยิ่งเพิ่มสูงเกิดเป็น Snowball effect     


 

2.DeFi  

 

“เมื่อมีบล็อกเชนของบิตคอยน์ ที่ทำให้ระบบการจ่ายเงินมันปลอดภัยแล้ว  เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อมีอะไรดีๆ แล้วก็จะต่อยอด ทำให้เกิดบล็อกเชนอีกตัวขึ้นมาคือ บล็อกเชนอีเธอเรียม ซึ่ง 2017 คือปีของ ICO และเป็นกรณีการใช้งานเดียวเลยที่คนเห็นจากบล็อกเชนของอีเธอเรียม แต่พอมาปี 2020 กรณีการใช้งานมันกว้างขึ้น มันเลยทำให้เกิด DeFi ขึ้น”   

 

DeFi ย่อมาจาก Decentralize Finance เป็นระบบการเงินบนบล็อกเชนที่ไม่ต้องพึ่งตัวกลาง และ DeFi เปรียบเสมือนเป็น Open Financial Sandbox ให้ใครก็ได้เข้ามาทดลองสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แนวคิดก็มาจากจุดเริ่มต้นที่ว่า ในเมื่อเรามีอีเธอเรียมแทนที่จะเก็บแช่ไว้ใน Cold Wallet ในกระเป๋าส่วนตัว หรือเก็บไว้ที่ Exchange เฉยๆ เราจะเอามาเก็บไว้ใน Smart Contract  ทำให้เราสามารถทำธุรกรรมใหม่ๆ ได้ เช่น นำไปปล่อยกู้เพื่อได้รับดอกเบี้ย มันจึงเกิดกรณีการใช้งานใหม่ๆ ขึ้นเยอะมากที่ไม่ใช่แค่การระดมทุนเหมือนปี 2017  โดยเจ้าแรกที่จุดกระแส DeFi คือ Compound  ซึ่งจะมีโทเคนของตัวเองที่ชื่อ “COMP” และเมื่อผลตอบรับดี ทำให้มีโปรเจกต์ DeFi อื่นๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย

 

เมื่อเกิด DeFi ทำให้เม็ดเงินที่เคยอยู่ในโปรเจกต์ ICO ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2017 ที่เขายังขาดทุนอยู่ หรือยังติดดอยอยู่เยอะมาก พอเริ่มเห็นว่า DeFi เริ่มมา จึงได้จัดสรรพอร์ตการลงทุนใหม่ ยอมตัดขาดทุนแล้วโยกเงินมาลงใน DeFi  ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้ามามากขึ้น จนกระทั่งการลงทุนจาก DeFi ให้ผลตอบแทนดีกว่าบิตคอยน์และอีเธอเรียมในปี 2020  อย่างเช่น Synthetix (SNX) ที่ปรับขึ้นมาเป็น 1,000%  

 

จากกระแสความนิยมของ DeFi ทำให้ค่าแก๊สใน Ethereum แพงขึ้นมาก (จ่ายเป็นเหรียญอีเธอร์ หรือ ETH) แต่สำหรับคนที่เป็นรายใหญ่ที่มาทำ Farming (รูปแบบหนึ่งของการทำรายได้ในระบบ DeFi) เขายอมจ่ายเพราะมันมีรายได้กลับมามากกว่าค่าแก๊ส ซึ่งตอนนี้ DeFi มันอยู่ในจุดที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นที่ยอมรับในกระแสหลักมันเลยเกิดเป็น narrative ที่ว่า “DeFi เป็นกรณีการใช้งานแรก ที่มีความเป็นไปได้ สำหรับบล็อกเชนที่ยังไม่ Scale ”  


Category ของ DeFi เริ่มจาก lending & borrowing นอกจากนั้นมีอะไรอีก? 


- Decentralized exchange (DEX)

 

“อาร์ท กวิน” เล่าต่อว่า ในช่วงแรกผลิตภัณฑ์ของ DeFi จะเป็นการกู้ยืม หลังจากนั้นก็เกิดมีเว็บให้ซื้อขายโทเคนของ DeFi ซึ่งจะเป็นเว็บแบบ Decentralize Exchange (DEX) รองรับเหรียญ DeFi ทำให้ไม่ต้องไปเสียเงินค่าลิสต์เหรียญแพงๆ ตัวอย่างเว็บแบบ DEX เช่น UNISWAP, SUSHI ทำการซื้อ/ขายเหรียญ DeFi บนบล็อกเชนผ่าน Smart Contract  ได้เลย บนความง่าย สะดวก และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการลิสต์เหรียญทำให้ DEX เติบโตมหาศาล  

 

-Stablecoin

 

เมื่อ DEX เติบโตมหาศาลสิ่งที่ตามมาคือ “Stablecoin” แต่จริงๆ แล้ว DeFi กับ Stablecoin จะมาด้วยกันเพราะ DeFi เกิดได้เพราะมี Stablecoin และเหรียญที่เป็นที่นิยมคือ USDT, USDC และ DAI  โดย 2 เหรียญแรกเป็น Stablecoin ที่มีบริษัทที่เก็บรักษาเงินดอลลาร์ที่ค้ำประกันมูลค่าเหรียญแบบ 1:1 ไว้ในธนาคาร หรือเรียกได้ว่าเป็น Centralized Stablecoin  ส่วนเหรียญ DAI  เป็น Stablecoin ที่ใช้ “กลไกของสมาร์ตคอนแทรกต์” ในการทำให้มูลค่ามันคงที่ โดยการนำสินทรัพย์ดิจิทัลของเราไปฝากในสมาร์ตคอนแทรกต์ของ “Maker” เพื่อออกเหรียญ DAI มาใช้ จากนั้นนำ DAI ไปฝากกินดอกเบี้ยที่ Compound เป็นต้น   

 

-Synthetic Asset

 

ต่อมาก็เกิดผลิตภัณฑ์ DeFi ขึ้นมาอีกในรูปแบบที่เป็น Synthetic Asset มีโปรเจกต์ที่ชื่อ Synthetix (SNX) เป็นการสร้างสินทรัพย์เสมือนขึ้นมาโดยที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์จริง เช่น ราคาน้ำมัน ดัชนีตลาดหุ้น และจะรันอยู่บนบล็อกเชน เช่น ดัชนี S&P500 ทำให้คนลงทุนได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเสียเวลาโอนเงินบาทไปต่างประเทศเพื่อซื้อดอลลาร์แล้วเปิดบัญชีหุ้นในต่างประเทศ หรือทำ KYC ให้ยุ่งยากแถมยังต้องมีบัญชีเป็นเงินดอลลาร์ที่ต่างประเทศอีก มันมีต้นทุนและทำให้ตลาดจำกัดเฉพาะคนที่มีศักยภาพในการเข้าถึง แต่ Synthethix Asset  บนบล็อกเชนจะทำให้คนลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศง่ายขึ้น แค่เอาเงินบาทซื้ออีเธอร์ (ETH) นำ ETH ไปใส่ในสมาร์ตคอนแทรกต์ แล้วก็สามารถลงทุนใน ดัชนี S&P500 ได้โดยที่ไม่ต้องผ่านคนกลาง  

 

-Oracle 

 

คำถามต่อมาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ราคาน้ำมัน หรือดัชนีหุ้นที่แสดงผลในบล็อกเชนนั้นเชื่อถือได้ เพราะข้อมูลที่นำมาใส่บนบล็อกเชนมาจากข้างนอก จึงเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่เรียกว่า Oracle ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ดึงราคาราคาเข้าไปในโปรเจกต์ DeFi อย่าง Synthetic , Aave  โดยโปรเจกต์ที่ทำหน้าที่เป็น Oracle ได้แก่ Chainlink (LINK) และ Band Protocol (BAND) ซึ่งปี2020 จะเห็นได้ว่าเหรียญ DeFi พุ่งแรงกว่าบิตคอยน์และอีเธอเรียม เช่น Chainlink บวกขึ้นมา  500% แต่บิตคอยน์บวกกว่า 300% และอีเธอเรียมบวกกว่า 400%  

 

-Aggregator

 

พอมีการฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ย ข้อเสียคือทำได้เฉพาะรายใหญ่ เพราะทำครั้งหนึ่งมีต้นทุนแพงทำให้เกิดกลไกที่รวมเงินทุกคนมาไว้ด้วยกันและหาผลตอบแทนไปพร้อมกัน ถ้ายีลด์ตรงไหนสูงก็โอนไปหาที่ให้ยีลด์สูง จึงเกิดเป็น “Hedge Fund บนโลกของบล็อกเชน” หรืออาจจะเรียกว่า “Crypto Bank” เข้ามาทำหน้าที่เป็น “Aggregator” หรือรวบรวมเงิน เช่น โปรเจกต์ Yearn.finance (YFI) ที่เป็นผู้รวบรวมเงินพอเราใส่เงินเขามาใน Pool แล้วมันก็จะทำหน้าที่ไปวิ่งหายีลด์ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมมาให้เรา ก็ทำให้เหรียญ YFI โตอย่างบ้าคลั่ง และก็มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาในปีนี้คือโปรเจกต์ Alpha Finance (ALPHA) ซึ่งพัฒนาโดยคนไทย    

 

-Insurance 

 

จากที่เล่า category ทั้งหมดของ DeFi นั้น มันยังขาด DeFi ที่เป็น Insurance บนบล็อกเชน และนี่คือ “ตลาดบลูโอเชียน” ยังไม่มีบริษัทใดลงมาทำตลาดนี้ ตอนนี้ยังมีแค่รายเดียวที่เป็นผู้นำตลาด insurance คือ Nexus Mutual (NXM) 

 

หากเราดูดัชนีชี้วัดการใช้งาน DeFi อย่างหนึ่งคือ Total Value Locked (TVL) เป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงการใช้งานจริงของ DeFi โดยต้นปี 2020 มี TVL ไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน 20,000 ล้านดอลลาร์ (https://defipulse.com/) จำนวนผู้ใช้งานเริ่มต้นจากไม่ถึงแสนคน ตอนนี้หลักล้าน จำนวนผู้ใช้งานโตแบบ Exponential ! 

 

“คาดว่าในอนาคต  TVL จะขึ้นไปได้ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ และเมื่อ TVL  ขึ้นไปได้ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ จะเป็นเทรนด์ของ  DeFi ที่เป็น Insurance  นอกจากนี้ บริษัทที่ตรวจสอบสมาร์ตคอนแทรกต์ก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย”   


 

3.Layer1 Competition

 

Layer1 Competition  หรือที่เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “Ethereum Killer” เป็นการแข่งขันใน Layer 1 คืออีเธอเรียมบล็อกเชน ซึ่งโปรเจกต์ที่จะมาแข่งกับอีเธอเรียมบล็อกเชน คือ โปรเจกต์ Polkadot (DOT) กับ Cosmos (ATOM) ซึ่งเขาสร้างบล็อกเชนขึ้นมาใหม่เลย โดยเฉพาะ Polkadot (DOT) ที่บอกว่าเป็น Layer 0 ด้วยซ้ำ นั่นคือเป็นฐานให้อีเธอเรียมได้ด้วย ซึ่งแต่ละบล็อกเชนจะมีสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนกัน เราต้องไปวิเคราะห์ดูว่าแต่ละบล็อกเชนเป็นอย่างไร และต้องจับตาว่า  Polkadot (DOT) กับ  Cosmos (ATOM) จะแย่งมาร์เก็ตแชร์จากอีเธอเรียมไปได้มากน้อยขนาดไหน 

 

สาเหตุที่มองแค่ 2 โปรเจกต์นี้เป็นคู่แข่ง อีเธอเรียม (จริงๆ มีโปรเจกต์อื่นอีก) เพราะใช้หลักการดูโปรเจกต์ที่น่าสนจากจำนวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งหากเป็น Ethereum จะมีนักพัฒนา 2,000 กว่าคนทั่วโลก รองลงมาคือ Polkadot (DOT) และ Cosmos (ATOM)


 

“ในโลกของบล็อกเชน มันมีอะไรมากกว่าบิตคอยน์ ที่ยังรอให้เราไปค้นหาอีกมาก” อาร์ท กวิน  ฝากทิ้งท้าย 

 

 

รายงาน,เรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี 

chatchaya@efinancethai.com  

ภาพ :  จักรพงศ์ สุขเกษม -johnty

 


 

 







 

 




 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh