efinancethai

Special Interview

TTA สบโอกาสขยายธุรกิจที่เป็นเทรนด์โลก เสริมพอร์ตโฮลดิ้ง

TTA สบโอกาสขยายธุรกิจที่เป็นเทรนด์โลก เสริมพอร์ตโฮลดิ้ง

 

 

เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว หลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 แต่ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายในทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก  เช่นเดียวกับ TTA ซึ่งเดิม มีธุรกิจหลักจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ และขยายสู่ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันและแก๊ส ปัจจุบันเปลี่ยนธุรกิจโฮลดิ้ง ที่มีพอร์ตการลงทุน ในกลุ่มธุรกิจหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มการลงทุนอื่น 

 

การดำเนินธุรกิจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก และความท้าทายต่างๆที่อยู่นอกเหนือการควบคุม จึงต้องวางกลยุทธ์ที่มีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม รอบคอบ และมีประสิทธิภาพตามรอบวัฏจักรของแต่ละอุตสาหกรรม  

 

วันนี้ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" จะพาไปเปิดมุมมองการวางกลยุทธ์ธุรกิจ ภายใต้หัวเรือใหญ่ "กึ้ง" เฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA  และผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่มีพอร์ตรายได้แต่ละปีสูงกว่าหมื่นล้านบาท สร้างกำไรปีละ 3 พันล้านบาท

 

 

*** ตลาดเรือขนส่งสินค้าสดใส ท่ามกลางความเสี่ยงศก.โลก

กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของ TTA ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 48% ของรายได้รวมทั้งหมด คาดว่าในปี 67 แนวโน้มของตลาดเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองจะอยู่ในระดับปานกลาง แม้ว่าการเติบโตของความต้องการขนส่งสินค้าเทกอง อาจลดลงต่ำกว่าการเติบโตของกองเรือเล็กน้อยประมาณ 2% ทั้งนี้ การส่งมอบเรือต่อใหม่ที่จำกัดและมีโอกาสที่การปลดระวางเรือจะมีเพิ่มขึ้น 

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนแนวโน้มของตลาดดีขึ้น รวมถึงความเร็วของเรือที่ต้องวิ่งช้าลง จากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EEXI และ CII ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

 

อย่างไรก็ตาม มีความไม่แน่นอนคงอยู่ในด้านความต้องการในการขนส่งสินค้า และความเสี่ยงของเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลก รวมถึงความไม่แน่นอนของความต้องการสินค้าแห้งเทกองในจีน จากความท้าทายในภาคอสังหาริมทรัพย์และความอ่อนไหวต่อนโยบายถ่านหินของรัฐบาลจีน

 

สำหรับกองเรือของ TTA จัดอยู่ในประเภทเรือที่สามารถอ้างอิงกับดัชนีซุปราแมกซ์ (BSI-58) ถึงแม้ว่าขนาดของกองเรือของ TTA มีระวางบรรทุกเฉลี่ยเท่ากับ 55,913 เดทเวทตัน ขนาดเล็กกว่าเรือที่ดัชนีใช้อ้างอิง (เรือเทกองมาตรฐาน ขนาดระวางบรรทุก 58,000 เดทเวทตัน) โดยดัชนี BSI เองก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับดัชนี BDI

 

ทั้งนี้ ดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราค่าระวางปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นผลดีต่อผลประกอบการธุรกิจขนส่งทางเรือของ TTA เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่วนของกลุ่มธุรกิจเป็น fixed cost และกลุ่มธุรกิจมี breakeven cost อยู่ที่ประมาณ 8,000 – 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อเรือต่อวัน

 

*** ปักธงรุกขยายธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง สร้างผลตอบแทนยั่งยืน

TTA มีเป้าหมายในการขยายธุรกิจเพิ่ม เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น ทำให้บริษัทมองหาโอกาสในการลงทุนอยู่เสมอ ดังนั้น ปี 67 รายได้จะเติบโตที่ 20-30% จากปี 66 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรายได้ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง จากมูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบในปี 67 ณ วันที่ 30 กันยายน 67 จำนวน 382 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติมในปี 67 อีก นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง 

 

บริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง มีมูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ จำนวน 696.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 66 โดย 11% ,55% ,18% และ 16% จะส่งมอบในปี 66, 67, 68 และ 69 ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจยังมีโอกาสขยายงานได้อีกจากงานวางสายเคเบิ้ลใต้ทะเล ซึ่งมีโอกาสขยายงานได้ปีละประมาณ 60 – 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในอีก 3 ปี งานรื้อถอนในอ่าวไทยยังมีแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมประมาณอีกมากกว่า 300 แท่น มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และงานสำรวจ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาใต้ทะเล กับบริษัทชั้นนำด้านการผลิตปิโตรเลียมในตะวันออกกลางซึ่งเป็นลูกค้าเดิมที่ต่อสัญญาการทำงานมาโดยตลอด

 

 

*** มองโอกาสลงทุนหลายธุรกิจเทรนด์โลก


TTA เป็นบริษัทเพื่อการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ปัจจุบันบริษัทสนใจและศึกษาในหลากหลายธุรกิจ ที่เป็นเทรนด์โลก ที่เห็นว่ามีศักยภาพในการเติบโตและทำกำไรได้  


 

"บริษัท ไม่ได้หยุดหาโอกาสในการขยายธุรกิจอื่นๆ แต่จะใช้ความละเอียดรอบคอบในการเลือกเฟ้นให้มากยิ่งขึ้น" 


 

ขณะที่ธุรกิจที่ลงทุนอยู่ ยังคงขยายการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งปี 67 วางงบลงทุน ประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจขนส่งทางเรือ มองโอกาสในการซื้อเรือเพิ่มเสริมกองเรือของกลุ่มธุรกิจอยู่เสมอ ทั้งนี้ การซื้อเรือจะขึ้นอยู่หลายปัจจัย เช่น ราคาเรือ และผลตอบแทนที่บริษัทคาดว่าจะได้รับ 

 

ส่วนธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง จะจัดสรรงบเพื่อลงทุนในบุคลากร เทคโนโลยี และเครื่องมือทันสมัยต่างๆ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านการปฏิบัติการและเพิ่มความเชี่ยวชาญในบริการแต่ละด้าน เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจวิศวกรรมใต้ทะเลในอนาคต

 

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จะลงทุนในการขยายสาขาใหม่ ส่วนธุรกิจพลังงาน มีแผนการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทน เช่น โครงการโซล่าเซลล์ และโครงการพลังงานชีวมวล

 


 


*** แนวโน้มแต่ละกลุ่มธุรกิจ

* ธุรกิจให้บริการขนส่งทางเรือ

ธุรกิจให้บริการขนส่งทางเรือ อัตราค่าระวางเรือขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอุปสงค์การขนส่งสินค้า และอุปทานเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง ทั้งนี้ ในปี 67 คาดว่าแนวโน้มของตลาดเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองจะอยู่ในระดับปานกลาง จากความไม่แน่นอนของความต้องการขนส่งสินค้า และการส่งมอบเรือต่อใหม่ที่จำกัด รวมถึงเรือที่ปลดระวางเพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ บริษัทสามารถบริหารจัดการรายได้ต่อลำต่อวัน (TCE) สูง ระดับแนวหน้าของโลกอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือสินค้าแห้งเทกองระหว่างประเทศ เห็นได้จากการที่ โทรีเซน ชิปปิ้ง เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ติด 5 อันดับแรกตลอดทั้ง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 61-65) ของ Liengaard & Roschmann ซึ่งเป็นการจัดอันดับผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือระดับสากล

 

นอกจากนี้ โทรีเซน ชิปปิ้ง สามารถบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานของเรือ (OPEX COST) ได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเสมอมา โดยในปี 62–65 ค่า OPEX COST เฉลี่ยของอุตสาหกรรมเท่ากับ 4,569 ดอลลาร์สหรัฐต่อเรือต่อวัน (ข้อมูลประกาศในเดือนพฤศจิกายนของปีถัดไป)

 

ค่า OPEX COST เฉลี่ยของโทรีเซน ชิปปิ้ง ในปี 62 ถึง 9 เดือนแรกของปี 66 เท่ากับ 3,940 ดอลลาร์สหรัฐต่อเรือต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมประมาณ 14% อ้างอิงข้อมูลจาก Moore Stephens เป็นผลมาจากวัฒนธรรมองค์กรน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่เหนียวแน่น จากบุคลากรเกือบทั้งหมดทุกระดับเป็นคนไทยที่มีคุณภาพ และมีอายุการทำงานกับโทรีเซน ชิปปิ้งมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ OPEX COST ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

 

*ธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง

กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง มีมูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ จำนวน 696.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 66 โดยเป็นงานในโครงการงานรื้อถอน งานขนส่ง และติดตั้งใต้ทะเล ให้กับบริษัทชั้นนำด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย จำนวนประมาณ 457 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะดำเนินงานจนถึงปี 69 และที่เหลือเป็นงานสำรวจ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาใต้ทะเล และงานวางสายเคเบิลใต้ทะเล ซึ่งมีโอกาสขยายงานได้ปีละประมาณ 60 – 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 3 ปี 

 

นอกจากนี้ อ่าวไทยยังมีแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมประมาณอีกมากกว่า 300 แท่น ที่รอการรื้อถอนมีมูลค่าการรื้อถอนประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ต้องดำเนินการรื้อถอน ทำให้แนวโน้มของกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่งมีโอกาสเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และสามารถส่งมอบผลประกอบการที่เป็นกำไรได้อย่างต่อเนื่องเริ่มพลิกกลับมามีกำไรได้ตั้งปี 65

 

 

*ธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร

สำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ยในประเทศเวียดนาม ถึงแม้ว่าจะมีความท้าทายในสภาวะอากาศแต่ก็ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ทำงานในภาคการเกษตร โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของราคาและผลผลิตในพืชที่สำคัญ และปริมาณน้ำที่เพียงพอก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งเนื่องจากในบางพื้นที่เพาะปลูกมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแล้ง รวมถึงความผันผวนของราคาวัตถุดิบก็จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และทิศทางของอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีอีกด้วย 

 

กลุ่มธุรกิจให้ความสำคัญกับแบรนด์ คุณภาพสินค้า และมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเกรดพรีเมี่ยม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการปรับปรุงพัฒนาสินค้าของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง เช่น ปรับสูตรปุ๋ยเพิ่มแร่ธาตุสำคัญ พัฒนาปุ๋ยชนิดที่เหมาะสมกับแต่ละสภาวะภูมิอากาศ และชนิดพืช เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิตทางการเกษตร เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจแบบยั่งยืน กับทั้งระบบเครือข่ายการจ่ายสินค้าของบริษัท (Wholesalers, Retailers, and Farmers) ทั้งในส่วนของผลตอบแทน งานส่งเสริมการขาย การสื่อสารโฆษณา การให้ความรู้ด้านการเกษตรและผลิตภัณฑ์ และอื่นๆ

 

สำหรับตลาดส่งออก บริษัทฯ เน้นความเป็น Niche (ผลิตตามสูตร และปริมาณเฉพาะที่ลูกค้าต้องการ) และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า นอกจากนี้ การบำรุงรักษา และการปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิตเพื่อลดปัญหาด้านการผลิต และประหยัดต้นทุน

 

*ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

ตลาดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีการปรับตัวแข่งขันที่สูงมาก ทั้งคู่แข่งทางตรง และคู่แข่งทางอ้อม นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาเป็นจำนวนมากในธุรกิจอาหารในช่องทางการสั่งอาหารผ่าน Food Aggregators

 

ทั้งนี้ TTA มุ่งเน้นการเติบโตระยะยาว โดยจะเน้นกลยุทธ์ทางการตลาดนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรูปลักษณ์แปลกใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า และนำเสนอสินค้าที่มีความหลากหลาย ทั้งจัดชุดสินค้าเป็นลักษณะทานเป็นกลุ่ม ทานเดี่ยว เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งแบบครอบครัว กลุ่มเพื่อนสังสรรค์ หรือทานเดี่ยวส่วนตัว มีสินค้าหลายระดับราคาให้ผู้บริโภคเลือกตามความต้องการ

 

 

*กลุ่มการลงทุนอื่น (Investment) มุ่งสู่ธุรกิจพลังงาน-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

TTA มีการลงทุนที่หลากหลาย เช่น ธุรกิจพลังงาน มีแผนการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทน เช่น โครงการโซลาร์เซลล์ และโครงการพลังงานชีวมวล

 

ธุรกิจมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่ TTA จับมือกับ บริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยได้ตัดสินใจลงทุนเข้าถือหุ้น 50% ใน STORM ผ่านบริษัทในกลุ่มชื่อ บริษัท วี เวนเจอร์ส เทคโนโลจีส์ จำกัด เพื่อมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพ ไรเดอร์ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังช่วยลดผลกระทบต่อมลภาวะ เช่น ฝุ่นจากการเผาไหม้ และ มลภาวะทางเสียง รวมถึงเป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐบาลด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายการทำธุรกิจที่ยั่งยืนเรื่องการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)

 

โดยสรุป  ธุรกิจหลักของ TTA เป็นธุรกิจที่เป็นวัฏจักร จึงได้กระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในธุรกิจที่ไม่เป็นวัฏจักรและเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมากขึ้น ด้วยการแสวงหากลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเติบโตทางธุรกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการขยายธุรกิจเพิ่มเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น ทำให้บริษัทมองหาโอกาสในการลงทุนอยู่เสมอ โดยให้ความสำคัญกับผลประกอบการและการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น ด้วยเป้าหมายสูงสุดที่จะสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและสมดุลในทุกแขนงธุรกิจ เพื่อจะทำให้เกิดกำไรที่ยั่งยืนในระยะยาว


 อนึ่ง โครงสร้างรายได้ของ TTA ณ 30 ก.ย. 66 แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ มีสัดส่วนรายได้ 24% กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง 46% กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร 18% กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 8% และกลุ่มการลงทุนอื่น 4% ของรายได้รวมทั้งหมด ตามลำดับ

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh