efinancethai

Special Interview

TFM ปรับกลยุทธ์พัฒนาคุณภาพอาหารสัตว์น้ำ กางแผนบุกตปท.เจาะตลาดปลาสวยงาม

TFM ปรับกลยุทธ์พัฒนาคุณภาพอาหารสัตว์น้ำ กางแผนบุกตปท.เจาะตลาดปลาสวยงาม

 

ธุรกิจอาหารสัตว์ หัวใจสำคัญ คือ คุณภาพของสินค้า ที่จะทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในการเลือกใช้สินค้าของเรา "ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM)" บริษัทลูก ในกลุ่มบมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ถือเป็นผู้นำการผลิตอาหารสัตว์เศรษฐกิจที่มีคุณภาพ มีส่วนช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานการเพาะเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโต


สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย มีโอกาสสัมภาษณ์ "พีระศักดิ์ บุญมีโชติ" ที่มีประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี ในการสร้างธุุรกิจแช่แข็งของกลุ่มไทยยูเนี่ยนที่โด่งดังไปทั่วโลก ก่อนจะก้าวมาตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM 1 ปีกว่า ทำให้งานมีความต่อเนื่องได้

 


 

 

***ปรับโครงสร้าง-วางกลยุทธ์ ทำธุรกิจเทิร์นอะราวด์ 

 

หลังจากเข้ามาดูแล TFM ตั้งแต่ปี 1 มกราคม 2566  ได้มุ่งลดต้นทุน โดยเฉพาะการควบคุมต้นทุนการผลิต การลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักร รวมถึงบริหารจัดการด้านต้นทุนพลังงาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ซึ่งเริ่มเห็นผลมาตั้งแต่ปลายปี 66 ทำให้ผลการดำเนินงานของ TFM มีกำไร 88 ล้านบาท และดีต่อเนื่องมาไตรมาส 1/67 ที่มีกำไร 104 ล้านบาท โต 475%

โดยอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 1/67 เพิ่มขึ้นมาสูงถึง 16% จากเป้าหมายทั้งปีที่ 12-14% และคาดว่าจะรักษาระดับดังกล่าวได้ในช่วง 3 ปีนี้

"จากการลด Cost ต่างๆในโรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้ผลการดำเนินงานกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ก็คาดหวังว่าผลการดำเนินงานปีนี้ จะสามารถทำ All time high ได้ หลังจากไตรมาสแรกผลการดำเนินงานออกมาดีกว่าที่คาด ตอนนี้แผนงานเราชัดเจน ปรับปรุงพื้นฐาน ปรับปรุงต้นทุนโรงงาน ปรับพอร์ตเอสเคยูให้มีความหลากหลาย ปีนี้ปีหน้าก็ทำให้รายได้โตและสร้างผลกำไรเข้ามา"

 

 

***หัวใจธุรกิจอยู่ที่คุณภาพ- ทีมบริการ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน


ปัจจุบัน TFM ถือเป็นเบอร์สองของตลาดธุรกิจอาหารสัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการแข่งขันเพื่อชิงเป็นที่ 1 แต่เราแข่งขันกันที่คุณภาพมากกว่าราคา ดังนั้นถ้าสินค้าคุณภาพดี เกษตรกรก็จะเลือกนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ หากสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงก็เติบโตดี   FCR  (ตัวเลขชี้วัด คุณภาพของอาหารสัตว์ อัตราการเปลี่ยนอาหารสัตว์เป็นเนื้อหรือ อัตราการแลกเนื้อ) ก็คุ้มค่า เพราะสะท้อนจากคุณภาพอาหารสัตว์นั้น ถือว่าต้นทุนเกษตรกรจะต่ำไปด้วย  

นอกจากนี้เรายังมีทีมบริหาร มีบริการหลังการขาย  มีนักวิชาการช่วยให้คำแนะนำเกษตรกร มีการจัดสัมมนา  ถือเป็นอีกเทคนิคที่จะสร้างความเชื่อใจจากเกษตกร เพราะตลาดอาหารสัตว์เศรษฐกิจมีมูลค่าสูงมาก และตลาดกำลังเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการที่สูง ดังนั้นจึงมีเกษตรกรเลี้ยงสัตว์กันจำนวนมาก ทำให้ตตลาดยังเติบโตได้มาก

"เราไม่ได้มองว่าจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 เราไม่ได้เทียบคู่แข่ง แต่เราจะแข่งขันกับตัวเอง ด้วยคุณภาพที่ดี  มีต้นทุนต่ำ สินค้าดี ลูกค้าก็จะตามมา เพราะเมื่อสินค้าขายได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นการจะเพิ่มตลาดได้ เราก็พ่วงการมี Service เพราะตลาดมีช่องให้เติบโต อยู่ที่เราจะคว้าได้แค่ไหน" 

 

 

 

*** เดินหน้าขยายพอร์ต-ทำ R&D ชิงมาร์เก็ตแชร์

 

จากสถานการณ์โลก ทำให้ธุรกิจปรับเปลี่ยนทุกวัน ถือเป็นความท้าทาย ที่เราต้องรับมือกับปัจจัยที่มากระทบ แนวทางบริษัทจะเน้นการปรับตัว ซึ่งปีที่ผ่านมาต้องลดต้นทุน เน้นพัฒนาสูตรให้เป็นธุรกิจหลัก เพราะหัวใจของอาหารสัตว์อยู่ที่คุณภาพ วัตถุดิบ ตั้งแต่รับตำแหน่งได้ปรับแผนงาน จัดวางพอร์ตโฟลิโอสินค้าเลือกทำตลาดที่มี SKUที่ดี  เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูง หากผลิตภัณฑ์ไม่มีกำไรตัดออก ปีนี้จึงเน้นทีมขาย - ทีมวิจัยให้มากขึ้น


ปีนี้บริษัทยังคงเดินหน้าในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด (Market share) ทั้งอาหารกุ้ง และอาหารปลา ซึ่งในส่วนของอาหารกุ้งตั้งเป้าเพิ่ม มาร์เก็ตแชร์ในสิ้นปีให้อยู่ที่ 25% จากปัจจุบัน 20% และอาหารปลาตั้งเป้าเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เป็น 15% จาก 10% เพื่อผลักดันให้รายได้ของบริษัทเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารปลากระพงเติบโตดีมาก สะท้อนจากไตรมาส 1 ที่เติบโตกว่า 32.8% ได้รับผลดีจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นและทำให้อาหารปลากระพง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค


พร้อมกันนี้ บริษัทยังมองหาโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้ามาช่วยในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขาย โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารปลา ที่จะขยายไปสู่ปลาชนิดอื่นๆ นอกเหนือจากปลากระพง เช่น ปลาช่อน ปลานิล และปลาสวยงาม ซึ่งยังมีโอกาสในการขยายตลาดอยู่อีกมากที่จะเข้ามาเสริมการขับเคลื่อนธุรกิจของ TFM และเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจให้มีสินค้าหลากหลาย

"ปีนี้จะโฟกัสให้พอร์ตโต จากปัจจุบัน เราใช้กำลังการผลิต 60% เราต้องเพิ่มวอลุ่ม ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ นอกจากนี้เราจะลงทุนพัฒนา R&D ระดมสมอง เพื่อคิดการออกสินค้าใหม่ เพราะเราเน้นที่คุณภาพ โดยที่ต้นทุนต่ำ เพื่อให้ธุรกิจยั่งยืน"


ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักมาจากยอดขายอาหารกุ้ง 56% และอาหารปลา 33% ส่วนอาหารสัตว์บก 7-8% และปัจจัยการผลิต 2-3%


*** ขยายตลาดต่างประเทศ-M&A หนุนการเติบโต

 

 

 

 

การลงทุนในต่างประเทศ หลักๆ ขยายตลาดไปในอินโดนีเซียและปากีสถาน โดยคาดว่าที่อินโดนีเซีย (TUKL) จะมียอดขายเติบโตมากในปีนี้ เพราะรับรู้ผลดีจากการทำตลาดใหม่เต็มปี โดยไตรมาส 1/67 รายได้จากการขายอาหารกุ้งเติบโต 100% แม้ไตรมาส 1 เป็นช่วง low season และไตรมาส 2 คาดจะโตต่อเนื่อง โดยตลาดนี้คาดหวังมาร์เก็ตแชร์ราว 3-4% ก็จะทำให้ TFM เพิ่มมูลค่าทั้งรายได้และกำไร


ขณะที่ปากีสถาน ไปร่วมลงทุนกับพันธมิตร ตั้งบริษัทย่อยในปากีสถาน (AMG-TFM) โดย TFM ถือหุ้น 51% และกลุ่ม AMG ถือหุ้น 49% ปีนี้คาดว่าจะเริ่มมีรายได้จากอาหารกุ้งเข้ามาเพิ่ม หลังจากเริ่มลงไลน์การผลิตอาหารกุ้งไปแล้ว กำลังการผลิตประมาณ 3,000-4,000 ตัน เรามองอนาคตของปากีสถาน เนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนให้ดึงต่างชาติมาลงทุน ทำให้เริ่มเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง โดยมีกลุ่มนักลงทุนเข้าไปขยายฟาร์มกุ้ง ขุดบ่อเลี้ยงกุ้งแล้ว น่าจะเป็นโอกาส ตอนนี้เริ่มเลี้ยงกันแล้ว ไตรมาส 3 ก็น่าจะมีรายได้เข้ามาจะช่วยให้ AMG-TFM มีกำไรโตขึ้น นอกเหนือจากอาหารสัตว์บกและอาหารปลาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็จะเป็นทั้งรายได้และกำไรเข้ามาเสริมในไทย 


นอกจากนี้ ยังคงมองหาโอกาสในประเทศใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 68 เชื่อว่าตลาดต่างประเทศจะช่วยสร้างยอดขายเพิ่มให้กับบริษัทได้อย่างดี


บริษัทยังอยู่รหว่างการเจรจาควบรวม หรือซื้อกิจการ (M&A) เพื่อสร้างโอกาสการเติบโต และต้องมั่นใจว่าไม่มีความเสี่ยง แต่ต้องทำให้ TFM ขยายโอกาสมากขึ้น โดยมองทั้งธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปีนี้คาดว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่อาจจะเห็นความชัดเจนภายใน 1-2 ปี


 

*** กางแผน 3 ปี รายได้โตแตะ 7 พันลบ.

 

บริษัทวางเป้าหมายระยะ 3 ปี (67-69) บริษัทจะเพิ่มรายได้เติบโตแตะระดับ 7,000 ล้านบาท หรือเติบโตปีละ 10-15% ซึ่งจะมาจากการเติบโตจากธุรกิจหลักในการผลิตและจำหน่ายอาหารกุ้งและอาหารปลาทั้งในและต่างประเทศ


บริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานจากปัจจุบันที่ 60%  เป็น 75% พร้อมเจาะกลุ่มธุรกิจใหม่ในตลาดอาหารปลาสวยงาม  ซึ่งได้เริ่มจำหน่ายสินค้าแล้ว รวมถึงการรับจ้างผลิต (OEM) จะเริ่มทำการตลาดปลาคาร์ฟได้ในไตรมาส 2 เพราะมีความต้องการซื้อสูงมาก เชื่อว่าช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและอัตรากำไรโดยรวม รวมทั้งอาหารปลาน้ำจืด เช่น อาหารปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุก ซึ่งปัจจุบันมีผลผลิตทั้งประเทศ ราว 250,000 ตัน โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ราว 5% 


ส่วนภาพรวมปี 67 บริษัทตั้งเป้ารายได้เพิ่ม 10-15% เติบโตในทุกๆ ธุรกิจทั้งอาหารกุ้ง อาหารปลาทั้งในส่วนของปลากระพงและปลาน้ำจืด และอื่นๆ เป็นการเติบโตทั้งในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหลักอย่างอาหารกุ้ง และอาหารปลาที่จะมีการออกสินค้าใหม่เพิ่ม รวมถึงการหาตลาดใหม่ๆ เช่น อาหารปลาน้ำจืด

ขณะที่ธุรกิจในต่างประเทศ คาดว่าที่อินโดนีเซียจะเติบโตอย่างมาก หลังเข้าไปทำการตลาดในปีก่อน ซึ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนที่ปากีสถาน คาดว่าจะเริ่มมีรายได้จากอาหารกุ้งเข้ามาเพิ่ม นอกเหนือจากอาหารสัตว์บกและอาหารปลาที่มีอยู่ในปัจจุบัน


สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/67 คาดว่าจะเติบโตขึ้นจากไตรมาส 1/67 หลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจที่จะมีลูกค้าใช้สินค้าอาหารสัตว์น้ำเป็นจำนวนมากขึ้น เนื่องจากอากาศร้อน สัตว์น้ำชอบร้อนจะกินอาหารดี และจะเติบโตขึ้นมากที่สุดในช่วงไตรมาส 3/67 ช่วง Peak ของธุรกิจ จากนั้นอาจจะชะลอลงไปในไตรมาส 4 ตามฤดูกาล ซึ่งเป็น Low season ของอาหารกุ้งในประเทศไทย เนื่องจากเป็นช่วงหน้าหนาว สัตว์น้ำไม่ค่อยกินอาหาร และอาจมีโรคระบาด เกษตรกรจะลงผลผลิตน้อย

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh