Special Interview

เปิดวิชัน SET สร้างมาร์เก็ตเพลส 4.0 ผลักดัน Token Economy

เปิดวิชัน SET สร้างมาร์เก็ตเพลส 4.0 ผลักดัน Token Economy

 

 

"อีโคซิสเต็มนี้ จะไม่ได้เรียกว่าเป็นตลาดหลักทรัพย์  มันจะไม่ใช่ Exchange อีกต่อไป แต่มันจะเป็น มาร์เก็ตเพลส ที่คุณสามารถเข้ามาซื้อได้ทั้งสินค้าและบริการ ที่คุณใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสินค้าและบริการบนมาร์เก็ตเพลสจะเป็นอะไรก็ได้ในโลกนี้ ที่สามารถนำมาออกให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลโทเคน” 

 

เป็นคำตอบที่ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้น จาก “กิตติ สุทธิอรรถศิลป์” ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าสำนักผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต่อคำถามที่ว่า นวัตกรรมที่ ตลท.กำลังทำอยู่ในตอนนี้คืออะไร? 

 

ตลท.ได้เปิดแถลงข่าวเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เตรียมพัฒนา “แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลครบวงจร” หลายคนอาจจะยังเข้าใจว่า ตลท.กำลังจะสร้างตลาดหุ้นดิจิทัล ซึ่งคงจะไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะจริงๆ แล้วแพลตฟอร์มนี้ มันไม่ได้มีแค่หุ้นดิจิทัลเท่านั้น

 

“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ชวนเจาะลึกแผนการของ SET โดยละเอียด ซึ่งหากตั้งไข่ และเปิดทางนวัตกรรมนี้ได้สำเร็จ ตลท.อาจจะเป็นแห่งแรกในโลกเลยก็ว่าได้ ที่มีมาร์เก็ตเพลสรองรับ Token ใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ผสมกับนวัตกรรม ไม่ใช่มีเพียงแค่ Token ที่แปลงจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ดั้งเดิมเท่านั้น  


 

*ตลท.กำลังเดินหน้าสร้าง “Token Economy” เศรษฐกิจที่อ้างอิงบน Token

 

“กิตติ” เผยว่า ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้คือ ตลท.กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  เพราะหัวใจของทุกองค์กร คือการพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นด้วยนวัตกรรม ซึ่งหากย้อนไปในอดีตประมาณปี 2534-2535 ช่วงนั้นเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) จากการซื้อหุ้นแบบเคาะกระดานมาเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ปริมาณการซื้อขายสูงขึ้น 

 

อย่างอินเทอร์เน็ตในยุคแรกหรือเว็บ 1.0 จะเป็นลักษณะที่ใช้งานเว็บไซต์เพื่อสื่อสารในทางเดียว  จนมาถึงปัจุบันที่อยู่ในช่วงเว็บ 2.0 ที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ สามารถที่จะมีปฎิสัมพันธ์กับกับผู้ใช้งาน อย่างเช่น Facebook,Google,Amazon และตอนนี้กำลังก้าวเข้าสู่เว็บ 3.0 หรือ Distributed Ledger Technology (DLT) หรือ บล็อกเชน

 

ตลท.จึงต้องการจะสร้างอีโคซิสเต็มเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่อาจจะเคยได้ยินคำว่า "Token Economy" ก็คือเป็น “เศรษฐกิจที่อ้างอิงบน Token” โดยการสร้างแพลตฟอร์มหนึ่งขึ้นมา เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานไว้ เปิดให้ทุกคนเข้ามาร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศนี้ ซึ่งของใหม่ที่กำลังจะทำนี้เหมือนเป็นการทดลอง มันเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง และไม่ใช่การทำซ้ำกับโลกปัจจุบันที่มีอยู่คือตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ซื้อขายหุ้น T+2 อันนี้จะยังมีอยู่ต่อไป  


 

*ไม่ใช่ตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นตลาดสินค้าและบริการ และผลิตภัณฑ์การเงินในรูปแบบ Digital Token     

 

“กิตติ” ย้ำว่าเมื่อพูดถึงแพลตฟอร์มนี้ให้ตัดคำว่า “หลักทรัพย์” ออกไปได้เลย เพราะนี่ไม่ใช่การสร้างตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นการสร้าง “ตลาดสินค้าและบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินยุค 4.0” หรือ “มาร์เก็ตเพลส” ที่ไม่ว่าใครก็เข้าร่วมในระบบนิเวศนี้ได้ โดยที่สินค้าและบริการนั้นอาจจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ หุ้นกู้ หรือสินทรัพย์อื่นใดบนโลกนี้ ที่จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของ “Digital Token”  หรือหน่วยทางอิเล็กทรอนิกส์ 

 

"อีโคซิสเต็มใหม่นี้ผมจะไม่ได้เรียกว่า เป็นตลาดหลักทรัพย์ มันจะไม่ใช่ Exchange อีกต่อไป แต่มันจะเป็นมาร์เก็ตเพลส หรือตลาดสินค้าและบริการ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ทางการเงินยุค 4.0 ที่ทั้งเรียลเซ็กเตอร์, ไฟแนนเชียล เซ็กเตอร์ ภาคสังคม ภาคสิ่งแวดล้อม มาเจอกันทั้งหมด” 

 

โดย Token จะมีหลายประเภท “Utility Token” หรือ Token ที่เป็นตัวแทนสิทธิ์ในการเข้าถึงสินค้าและบริการบางอย่าง “Payment Token”  มี 2 ประเภท อย่างแรกคือ Payment Token ที่มีเงินบาทตรึงมูลค่า เช่น  1 Token เท่ากับ 1 บาทเพื่อที่จะใช้ในการ Settle ค่าสินค้าและบริการ Payment Token อีกประเภทคือคริปโทเคอร์เรนซี ตลท.จะไม่นำเข้ามาในอีโคซิสเต็มนี้ และ “Securities Token” หรือ Token ที่ผู้ถือได้เป็นเจ้าของอะไรสักอย่างหนึ่ง เหมือนกับเป็นเจ้าของหุ้น 


 

*มาร์เก็ตเพลสนี้ จะไม่มีคริปโทเคอร์เรนซี เช่น บิตคอยน์ อีเธอเรียม 

 

“คริปโทเคอร์เรนซี เช่น บิตคอยน์ อีเธอเรียม มันยังมีความเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก เราไม่สามารถรู้ได้ว่าสินทรัพย์อ้างอิงมันคืออะไร ยากที่จะทำความเข้าใจ เป็นความเสี่ยงที่เราประเมินไม่ได้ ตลท.จึงไม่เข้าไปเล่นตรงนั้น  ซึ่งหน้าที่ของ ตลท. อย่างหนึ่งก็คือ ต้องดูแลนักลงทุนด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องคริปโทเคอร์เรนซี จึงตัดออกไปตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกันเกี่ยวกับแพลตฟอร์มนี้”   

 

“แต่ผมอยากจะชวนคิดว่า ถ้าเราทำอยู่แค่นั้น มันไม่ได้ทำให้เราก้าวไปถึงไหน เพราะมันเหมือนกับเราทำสิ่งเดิม เพียงแต่เอามาทำในโลกใหม่ มันก็จะได้ผลแบบเดิม..แต่สิ่งที่เราต้องการคือเรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ กับ นวัตกรรม ดังนั้น มันก็จะนำไปสู่  Token อีกประเภทหนึ่งนั่นก็คือ Hybrid Token” 

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมุติผมได้มรดกเป็นภาพที่สวยงามมากจากคุณพ่อ และภาพนั้นมีชื่อเสียงและผมเป็นคนที่มีจิตใจดีอยากช่วยสังคม จึงอยากจะนำมรดกชิ้นนี้มาหารายได้เพื่อนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาล จึงนำรูปภาพนั้นมาเป็นออกเป็น Token โดยให้สิทธิ์ผู้ที่ซื้อ Token นี้ได้เป็นเจ้าของตามสัดส่วน และผมจะนำรูปภาพนั้นไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ถือได้ส่วนแบ่งจากคนที่เข้ามาดูภาพนั้นในพิพิธภัณฑ์อีกด้วย 

 

“ที่คุยกันมานี้ ผมจะไม่ได้ใช้คำว่าผู้ลงทุน แต่ผมจะใช้คำว่า ผู้ซื้อ ผู้ขาย และประชาชนทั่วไป เพราะเรื่อง Investment มันเป็นเรื่องที่แคบเกินไปแล้ว มันถึงเวลาที่จะทำอย่างไรให้ตลาดหลักทรัพย์ make capital market work for everyone แล้วตอนนี้เราก็อยากให้สิ่งที่เราทำมัน  work for everyone จริงๆ”

 

*ผลักดัน Digital Token ที่แทนค่าทั้งด้านการเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม    

 

“ตลาดทุน” ในปัจจุบันจะมีการแทนค่าของ Token แค่เรื่อง “Financial Capital” เช่น ของชิ้นนี้มีมูลค่า 10 บาท หุ้นมีมูลค่า 20 บาท แต่ Asset Tokenization นอกเหนือจากเรื่อง Financial แล้ว ยังมีการมองไปถึงเรื่อง "Social Capital" หรือคุณค่าทางสังคม และ “Natural Capital” คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งที่ ตลท.อยากจะให้เกิดขึ้นในประเทศไทย คือ การทำให้ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มได้คุณค่าบางอย่างกลับไป ซึ่งเรียกสิ่งนั้นว่า มูลค่าแฝง (Intrinsic Value)  

 

สมมุติว่าซื้อมาต้นละ 1 บาท เราปลูก 1 ล้านต้น มูลค่าทางการเงิน (Financial Value) ก็คือ 1 ล้านบาท แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า 1 ล้านบาท มันคือคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม มันคือทุนธรรมชาติ (Natural Capital) หรือถ้าเราทำเป็นลักษณะโครงการพลาสติกแบงก์ คือเก็บถุงพลาสติกขึ้นมา หรือการไม่ใช้ถุงพลาสติกเราจะได้ Token เพื่อที่จะบอกว่าเราทำดี หรือการไปปลูกป่า หรือการทำอะไรสักอย่าง ที่เราคิดว่าไม่สามารถที่จะให้คุณค่าได้ ทำให้มันมีคุณค่าขึ้นมา

 

อาจจะเป็น Token ไอเดียในการทำสติ๊กเกอร์ที่สามารถย่อยสลายไปได้เองภายใน 24 ชั่วโมง ไม่ต้องแกะออกเอง  ถ้าเราเป็น นาย ก นาย ข นาย ค  แล้วมีไอเดียแบบนี้เข้ามา  ก็สามารถที่จะเข้ามาสู่ Digital Asset  Platform มาออก Token เพื่อที่จะขายไอเดียให้คนทั่วไปได้ จากเดิมซึ่งคนตัวเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ไม่ว่าจะระดมเงินทุนในตลาดหุ้น หรือขอสินเชื่อแบงก์ 

 

*เปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมใน มาร์เก็ตเพลส แห่งนี้ 

 

“กิตติ” เผยว่าที่ ตลท.ริเริ่มทำเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะองค์กร ตลท.เป็นหนึ่งในองค์กรจำนวนไม่มากที่สามารถมีจุดยืนที่เป็นกลาง ซึ่ง ตลท.สามารถที่จะปรึกษาหารือ พูดคุยกับบริษัทจดทะเบียน 700 กว่าบริษัท หรือแม้กระทั่งบริษัท Startup ที่อยากให้เข้ามาร่วมมือกัน ก็สามารถที่จะพูดคุยได้ด้วยความเป็นกลาง

 

นอกจากนี้ ตลท.ก็สามารถที่จะพูดคุย ทำงาน และร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อที่จะ Settle เงินให้ด้วย ฉะนั้น Real Sector ก็คุยได้ Financial Sector ก็คุยได้ และอีกส่วนหนึ่งก็คือการคุยกับ Regulator ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือทุกๆ ที่ ล้วนให้การยอมรับ หากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีวาระสำคัญอะไรขึ้นมา ตลท.จึงยืนอยู่ตรงกลาง 

 

สำหรับ KBTG ในเครือธนาคารกสิกรไทย ถือว่าเป็นรายแรกรายหนึ่งเท่านั้นที่เข้ามาร่วมมือ แต่ตลท.ยินดีที่จะทำงานร่วมกับอีกหลายๆ องค์กร เพราะหน้าที่ของตลาดทรัพย์ฯ เป็นคนที่พัฒนาแล้วก็ดำเนินงานแพลตฟอร์มตรงกลางนี้ KBTG เข้ามาร่วมพัฒนาในบางส่วน  สุดท้ายแล้วทรัพย์สินนั้นก็จะเป็นของตลาดหลักทรัพย์ โดย KBTG  จะเป็น ICO Portal เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็น บล. บลจ. บริษัทจดทะเบียน หรือธนาคาร  สามารถที่จะมาเป็น ICO Portal  ได้  

 

"เราเชื่อว่าสังคมแบบนี้ มาร์เก็ตเพลสแบบนี้ มันต้องเป็นแบบเปิด ยิ่งเปิดมากขึ้นเท่าไหร่ คนยิ่งเข้ามามากขึ้นเท่านั้น เมื่อคนมากขึ้น ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์มันก็จะเยอะขึ้นเท่านั้น ฐานลูกค้าจะเยอะขึ้น อีโคซิสเต็มนี้ก็จะใหญ่ขึ้นมาก เหมือนกับที่อาลีบาบาในประเทศจีนทำมาแล้ว ภายในช่วงไม่กี่ปี เขาสามารถสร้างธุรกิจจากศูนย์ เป็นธุรกิจพันล้านได้ ในเวลาไม่นาน"  


 

*เป้าหมายระยะยาวหวังแพลตฟอร์มใหม่นี้ ทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินยุคใหม่ นำไปสู่การหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง 

 

ตลท. ก็อยากจะฝากไปถึงประชาชนด้วยว่า การที่เราจะออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยากจะเป็นแพลต ฟอร์มที่ทำให้ทุกๆ คนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ สามารถสร้างสรรค์สินค้าและบริการได้ แล้วก็นำตัวเองก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ถ้าเราคนใดคนหนึ่งก้าวหน้าแล้วก็ส่วนใหญ่ก้าวหน้า อีโคซิสเต็มของเราทั้งหมดก็จะก้าวหน้าไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น ความสำเร็จของท่าน ของผู้ประกอบการหรือว่าลูกค้า ถือว่าเป็นความสำเร็จของเรา

 

ถ้าหากคนที่อยู่ในอีโคซิสเต็มนี้ไม่สำเร็จ มันก็หมายความว่า อีโคซิสเต็มที่เราสร้างขึ้นมันไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นมันคือ mutual agreement ทุกๆ อย่างมันคือการทำร่วมกัน เพราะตลอด 40 กว่าปีที่ ตลท.ทำมาไม่เคยเปลี่ยนคือ เรื่องความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ และสิ่งที่เราเติมตอนนี้คือเรื่อง Leadership ของตัวองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เราจะมีบทบาท มีภาวะผู้นำในการสร้างสรรค์ตลาดยุค 4.0 หรือตลาดยุค 10x อย่างไร 

 

ทีมงานของ ตลท.ก็คิดได้ประมาณหนึ่ง แต่ ตลท.ต้องอาศัยการพูดคุย การปรึกษาหารือ การแก้ไขปัญหา การแก้ไขกฎเกณฑ์ การสร้างกฎเกณฑ์จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  

 

ที่สำคัญนี้แพลตฟอร์มใหม่นี้ น่าจะทำได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับอีโคซิสเต็มในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ และระบบมีความยืดหยุ่นสูง กล่าวคือ มันมีความยืดหยุ่นในการแก้ระบบมากกว่าโลกปัจจุบัน ที่หากจะแก้โปรแกรม เช่น ระบบการซื้อขายจะต้องไปแก้หลายจุด ที่มันเป็นแบบ Centralize อยู่ มันต้องใช้เวลานาน และมีต้นทุนสูง 

 

“แต่ว่าถ้าเรากระจาย ทุกคนมีมือถือ แล้วก็ทุกคนเขียนโปรแกรมได้ มันก็จะมีความยืดหยุ่น ทำให้อีโคซิสเต็มนี้ยืดหยุ่น แล้วก็สามารถที่จะรองรับอะไรได้หลายๆ อย่าง เรามี Coordination แล้วก็ Autonomous คือทุกอย่างทำได้ด้วยตัวของมันเอง อันนี้คือหลักการของ Decentralize”  

 

 

*มาร์เก็ตเพลส จะอยู่ในแอปบนสมาร์ตโฟน คาดเปิดตัวครึ่งหลังปี 64 ให้ทดลองใช้งานเฉพาะกลุ่มก่อน โดยจะเข้าใน Regulatory Sandbox  

 

“กิตติ” ฝากถึงนักลงทุนและผู้ที่สนใจอยากลงทุนใน Token ว่า "มาร์เก็ตเพลสของเราก็คือจะอยู่บนมือถือของทุกคน เป็นแอปพลิเคชัน ประชาชนทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้ว่าข้างหลังมันเป็นยังไง ซับซ้อนแค่ไหน ขอแค่ให้กดใช้เป็น รู้ว่าจะซื้ออะไร จะหาข้อมูลยังไงในแอปก็เพียงพอแล้ว และมันจะซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง"

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มแรกที่จะมีโอกาสได้ใช้ จะอยู่ในวงจำกัดก่อน เพราะจะต้องเข้าใน Regulatory Sandbox เพื่อทดลองนวัตกรรม เพื่อที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มใหม่นี้ ทั้งการพัฒนาสินค้า การสร้างนวัตกรรม และการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์แบบใหม่ที่จะเกิดขึ้น 

 

“กิตติ” คาดว่าปี 64 ประมาณ Q3-Q4 น่าจะสามารถเปิดตัวแอปพลิเคชันได้ และมี Token อย่างน้อย 1 ตัวนำมาซื้อขายบนมาร์เก็ตเพลส ระหว่างทางอาจจะต้องมีเรื่องกรอบกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่จะเข้ามาเพื่อรองรับแพลตฟอร์มนี้ และมีความเป็นไปได้ที่ Token ตัวแรกจะอยู่ในรูปแบบของ “Hybrid Token” โดยจะเริ่มจากการนำภาคเศรษฐกิจจริงกับภาคเศรษฐกิจการเงินหลอมรวมกันก่อน 

 

เป็นที่น่าสนใจว่า หาก ตลท.ทำได้สำเร็จในปี 64 ตามแผน ตลท.จะยืนอยู่ในตำแหน่งใดเมื่อเทียบ Global?  “กิตติ” กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่น เขาเอาสินทรัพย์จากโลกเก่ามาทำในโลกใหม่ แค่ย้ายฝั่ง แต่ของเราทำขึ้นมาใหม่เลย เป็นอินโนเวชันจริงๆ ก็ไม่อยากจะเคลมว่าที่แรกในโลก แต่จะเห็นแน่นอนไตรมาส 3 หรือ 4 ปี 64 ว่าหน้าตาแอปเป็นอย่างไร”  

 

 

สัมภาษณ์ : ชัชชญา อังคุลี

เรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี

ภาพ : เฉลิมภัทร พรมบุตร  

อนุมัติ : ดาริน ปริญญากุล

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh