Special Interview

PERM กับ นิวเอสเคิร์ฟ โรงเหล็กเคลือบสีพันล้าน!

PERM กับ นิวเอสเคิร์ฟ โรงเหล็กเคลือบสีพันล้าน!

 

           บมจ.เพิ่มสินสตีลเวิคส์ (PERM) ผู้ประกอบธุรกิจแปรรูปและจัดจำหน่ายสินค้าเหล็กของไทย มีโครงการขนาดใหญ่ เตรียมสร้างโรงผลิตเหล็กเคลือบสี (โครงการ Empower)  น่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2563 จึงเป็นที่น่าสนใจว่า ธุรกิจนี้จะมาช่วยเสริมธุรกิจหลักดั้งเดิมของบริษัทอย่างไร  เนื่องจากเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท  

           “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณชไมพร ยงวงศ์ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มพาวเวอร์สตีล จำกัด บริษัทในกลุ่มของ PERM ซึ่ง “เอ็มพาวเวอร์สตีล” เป็นบริษัทที่เข้าลงทุนในโครงการ Empower โดยตรง  

***โครงการ Empower  จะทยอยติดตั้งเครื่องจักร ต.ค.นี้ 

          คุณชไมพร เล่าว่า ภายหลังจากที่เพิ่มสินฯ ได้เงินจากการเพิ่มทุนเข้ามาเรียบร้อยแล้วนั้น ทำให้ บริษัท เอ็มพาวเวอร์สตีล ในเครือ PERM มีเงินทุนในการดำเนินงานโครงการ Empower โดยความคืบหน้าล่าสุด อยู่ในขั้นตอนของการถมดินที่หน้างานเพื่อเตรียมจะสร้างโรงงานเหล็กเคลือบสี 

          “ระหว่างที่ถมดินหน้างาน เราก็จะมีการออกแบบโรงงานและสาธารณูปโภคต่างๆ ภายในโรงงานจากนั้นพอถมดินเสร็จ ก็จะเริ่มตีเสาเข็ม แล้วก็ทำโครงสร้างโรงงาน คือ เราตั้งใจว่าถึงตอนที่สร้างโรงงานเสร็จแล้ว เครื่องจักรก็จะเข้ามาพอดีสามารถติดตั้งได้เลย” 

          โดยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา บริษัท เอ็มพาวเวอร์สตีล ได้ทำสัญญาซื้อเครื่องจักรจากกลุ่มบริษัทในเครือ SMS GROUP GERMANY เดือนหน้าจะวางเงินมัดจำ หลังจากนั้นประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม ทาง SMS จะเริ่มส่งเครื่องจักรทยอยเข้ามา 

          โครงการนี้มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาท เฉพาะค่าเครื่องจักรเป็นเงินประมาณ 14 ล้านเหรียญหรือประมาณ 448 ล้านบาท ซึ่ง  SMS Group เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในเยอรมัน  

***คาดหวังผลตอบแทนสูงสุด 15% คาดหวังคืนทุนราว 8 ปีเศษ 

          การลงทุนในระดับพันล้านบาท ทาง PERM คาดหวังระยะเวลาในการคืนทุนประมาณ 8 ปีเศษ ส่วนผลตอบแทนจากการลงทุนที่คาดหวังคือ 15% อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่ได้รับ น่าจะค่อยเป็นค่อยไป ตามกำลังการผลิตของโรงงานผลิตเหล็กเคลือบสี ซึ่งอาจเริ่มที่ประมาณ 7% และค่อยๆ เพิ่มขึ้นในที่สุด 

          “เบื้องต้นคือ 15% ค่ะที่เราคาดหวัง ซึ่งในเบื้องต้นที่ว่ายังเพิ่งเริ่มผลิต มันจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไป เพราะว่าพอติดตั้งเครื่องจักรเสร็จแล้ว มันยังไม่ได้ผลิตเต็มกำลังการผลิตเลยในครั้งแรก แต่จะค่อยๆ ขยับขึ้นไป” 

***เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท 

          คุณชไมพร ระบุว่า การลงทุนในโครงการ Empower ถือว่าเป็นการลงทุน “ครั้งใหญ่ที่สุด” ของกลุ่มบริษัทเพิ่มสินสตีลเวิคส์ และทางกลุ่มก็คาดหวังมากกับการลงทุนครั้งใหญ่นี้ 

           “ใช่ คาดหวังโครงการนี้ เรียกว่าลงทุนเยอะสุด ตั้งแต่ลงทุนมา (เป็นประวัติศาสตร์เลย?) ใช่ ในชีวิต...ทั้งชีวิตเราเลย”   

***เป็นกลยุทธ์ ในการขยายสู่ธุรกิจต้นน้ำ ทำให้มีธุรกิจแบบครบวงจร                     

          นอกจากนี้ โครงการ Empower ยังเป็นการขยายธุรกิจสู่ต้นน้ำ จากเดิมที่เพิ่มสินฯ ทำธุรกิจซื้อมาขายไป โดยจะมีบริษัทย่อยคือ บริษัทซันเทคสตีล จำกัด (Suntech) นำเข้าเหล็กม้วนมาจากต่างประเทศแล้วก็แปรรูปและจำหน่ายแผ่นเหล็กเคลือบสี เพื่อนำไปใช้เป็นหลังคาและผนังอาคารโรงงานและสิ่งก่อสร้างต่างๆ  ส่วนริษัท แอตแลนติกไปป์ จำกัด (Atlantic Pipe) ก็ซื้อเหล็กม้วนมาแปรรูปเหมือนกัน แต่ปัจจุบันทางกลุ่มกำลังขยับขึ้นไปเป็นผู้ผลิตเหล็กเหล็กม้วนสี โดยเอาเหล็กม้วนอลูซิงค์ (Aluzinc)มาเคลือบสีแล้วก็ขายเป็นเหล็กม้วน จากเดิมถ้าซื้อมาขายไป 

***ช่วยหนุนมาร์จิ้นรวมดีขึ้น เพราะกำไรดีกว่าเทรดดิ้ง 

          หากโรงงานเหล็กเคลือบสี ดำเนินงานเชิงพาณิชย์ย่อมจะส่งผลบวกต่อบริษัท อย่างที่คุณชไมพรกล่าวไปตอนต้นว่า บริษัทคาดหวังคืนทุนใน 8 ปี และผลตอบแทนจากการลงทุนเริ่มแรก 7% ค่อยๆ เพิ่มไปจนถึง 15% เมื่อกำลังการผลิตเต็มที่ 

          คุณชไมพร กล่าวว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า Empower อาจจะยังไม่ใช่ตัวที่สร้างรายได้และกำไรในสัดส่วนหลักให้กับบริษัท เพราะกำลังการผลิตของเครื่องจักรอยู่ที่ 100,000 ตันต่อปี คำนวณออกมาแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 8,000 ตันต่อเดือน ซึ่งหากเทียบกับบริษัทเพิ่มสินฯ ในบางเดือนขายเหล็กได้เป็นหลักหมื่นตัน 

          “ตัวซื้อมาขายไปก็จะยังเป็นรายได้หลัก แต่ว่าตัวกำไรจะต่างกัน อันนั้นขายวอลุ่ม ส่วนอันนี้มาร์   จิ้นมากกว่า วอลุ่มไม่เยอะ” 

*** โปรเจกต์ Empower สร้างสมดุลของรายได้ ให้มีเสถียรภาพ  

          สัดส่วนรายได้ของโปรเจกต์ Empower ก็จะเพิ่มขึ้นในอนาคต การลงทุนโครงการนี้ทำให้ธุรกิจของเพิ่มสินฯ มีหลากหลาย กระจายในบริษัทลูก ทำทั้งท่อ ทั้งหลังคา ทำผลิตภัณฑ์หลากหลาย

          “มันก็จะเป็นตัวบาลานซ์กันว่า บางทีธุรกิจเหล็กตัวนี้ไม่ดี แต่ตัวนี้ดี บางทีตัวนี้ดี ตัวนั้นไม่ดี มันก็เลยเหมือนกับว่าถั่วเฉลี่ยกันได้ ไม่ได้ทำตัวใดตัวหนึ่งอย่างเดียว” 

*** คาดธุรกิจหลังคาเหล็กเคลือบสีของ ซันเทคสตีล ไปได้สวย

          คุณ ชไมพร ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าปีนี้ PERM มีโอกาสพลิกมีกำไรหรือไม่ หลังกำไรไตรมาสแรกออกมาดี แต่ได้ตอบในส่วนของ “ซันเทคสตีล” ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PERM และเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท เอ็มพาวเวอร์สตีล 

          “สำหรับซันเทค ก็คิดว่า ก็ยังดีอยู่นะคะในธุรกิจแปรรูปและจำหน่ายแผ่นเหล็กเคลือบสี เพื่อนำไปใช้เป็นหลังคา ปีนี้เราตั้งเป้าโต 10% เพราะเราไม่รู้ว่าแต่ละไตรมาสมันจะเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวก็เกิด Trade War และเราก็หวังว่าพอรัฐบาลจัดตั้งอะไรเสร็จหมดเรียบร้อย น่าจะเริ่มมีโปรเจกต์อะไรมากขึ้น เพราะเนื่องจากว่าถูกชะลอมานาน” 

***ชี้ความยากของธุรกิจ คือ ราคาเหล็กที่ผันผวนตามตลาดโลก 

          หากเราดูกำไรย้อนหลังของ PERM จะเห็นว่ามีความผันผวนบางปีกำไร บางปีขาดทุน ปีล่าสุดขาดทุน 51 ล้านบาท แต่ปีนี้ไตรมาสแรกมีกำไร 56 ล้านบาท  

          รายได้ผันผวนเช่นันจาก 4.5 พันล้านบาทในปี 2559 เพิ่มเป็น 5.1 พันล้านบาทในปี60 และลดเหลือ 2.3 พันล้านบาทในปี61  จึงนับว่าเป็นความท้าทายของผู้ประกอบธุรกิจเหล็กในการรักษาเสถียรภาพของรายได้และกำไร

          ในเรื่องนี้คุณ ชไมพร  ยอมรับว่า ความยากของธุรกิจเหล็ก อยู่ที่สถานการณ์ราคาเหล็กในตลาดโลกเป็นหลัก เนื่องจากเหล็กเป็นสินค้า commodity ราคาก็จะผันผวนตามราคาในตลาดโลก

           “สิ่งที่เราจะทำได้ คือ การใช้ประสบการณ์ที่ค้าขายเหล็กมา 30 กว่าปี เราก็จะมีพันธมิตรเป็นต่างประเทศมาก ฉะนั้น เราก็จะต้องเหมือนพูดคุยกันทุกวันว่า สถานการณ์วันนี้เป็นอย่างไร เหมือนคาดเดา เพราะการซื้อเหล็กได้ราคาดี มันเป็นส่วนที่จะทำให้ธุรกิจดี ถ้าเราซื้อได้ถูกหรือซื้อได้ราคาดีมากเท่าไหร่ อันนั้นคือผลประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับ ฉะนั้น เราก็จะต้องมีบริษัทคู่ค้าในต่างประเทศเยอะ เวลาเราจะซื้อแต่ละที เราก็จะเปรียบเทียบราคากัน หรือหาแหล่งหา source ที่มันได้ราคาดีกว่าเดิม” 

*** ความต้องการเหล็กในประเทศปีนี้ยังไม่ได้สูงมาก

          Demand เหล็กในประเทศปีนี้ก็ยังไม่ได้สูงมาก และเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน   

          “มันเป็นช่วงช่วงบางทีอยู่ๆ ก็ขายดีเลย พออยู่ๆ เดี๋ยวก็เงียบไปเลย อันนี้คาดเดายากมากเลย บางทีเหมือนกับว่านโยบายรัฐบาล หรืออะไรมันยังไม่แน่นอน หรือเราคาดการณ์ว่าจะได้โปรเจกต์ใหม่ๆ ออกมา แต่ทีนี้พอมันชะลอไปมันก็จะกระทบมาด้วยเหมือนกัน ลูกค้าบางรายก็หยุดชะลอดูก่อน” 

***ฝาก Empower เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ 

          เมื่อถามว่า สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงผู้ถือหุ้นบ้าง คุณชไมพร กล่าวว่า

          “โครงการ Empower จะเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของเพิ่มสิน ที่จะสามารถทำผลการดำเนินงาน หรือผลกำไรให้เพิ่มสินได้” 

 

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh