Special Interview

‘โรงรับจำนำคริปโท’ เจ้าแรกในไทยที่นี่ ‘JREPO’ จากเครือ JMART

‘โรงรับจำนำคริปโท’ เจ้าแรกในไทยที่นี่ ‘JREPO’ จากเครือ JMART

 
Brief ;  


{1} ระบบการเงินดั้งเดิมที่เรารู้จักอย่าง ระบบธนาคาร,ระบบโรงรับจำนำ เป็นเรื่องของการเงิน (Finance) ที่รวมอำนาจไว้ที่เดียว (Centralized) หรือ Centralized Finance (CeFi) ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เงินที่ออกโดยรัฐบาลในการทำธุรกรรม  (บาท,ดอลลาร์,เยน,หยวน,ยูโร ฯลฯ)  


{2} ส่วนระบบการเงิน (Finance) แบบใหม่ จะไม่ได้รวมอำนาจไว้ที่เดียวแต่เป็นการกระจายอำนาจ (Decentralized) ให้ทุกคนในระบบนิเวศหรือ Decentralized Finance (DeFi)  โดยทั่วไปจะใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการทำธุรกรรม (Bitcoin,Ethereum,DAI,BUSD,UNI,JFIN ฯลฯ) 


{3} ‘JREPO’ จากเครือ JMART คือแพลตฟอร์มให้บริการฝาก/กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลรายแรกในประเทศไทย บริการนี้เป็นประเภทหนึ่งของผลิตภัณฑ์ DeFi ที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดมื่อเทียบกับ DeFi ประเภทอื่นๆ  เพราะการกู้ยืมเงิน ถือเป็นบริการการเงินขั้นพื้นฐาน  


{4} ผู้ที่นำเหรียญมาฝากที่ JREPO จะได้รับดอกเบี้ย ซึ่งมีที่มาจากคนที่มาขอกู้เหรียญออกไป ซึ่งคนที่จะกู้เหรียญออกไปได้นั้นก็จะต้องนำเหรียญของตัวเองที่มีอยู่มาค้ำประกันไว้ก่อน ซึ่งหลักคิดนี้จะคล้ายๆ กับระบบการเงินของ “โรงรับจำนำ” 


{5} JREPO จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่ต้องการ “Passive Income” ในโลกคริปโทเคอร์เรนซี  ด้วยผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก  

   
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่อยากเริ่มต้นศึกษา DeFi เราจะมาเริ่มต้นทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ DeFi แบบแรกกันคือ “การฝาก/กู้ยืม” (LEND/BORROW) คริปโทเคอร์เรนซี  ซึ่งหลักคิดจะคล้ายกับระบบของ “โรงรับจำนำ” ที่จะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นสิ่งของ ทองคำ เครื่องใช้ ต่างๆ และจะมีระยะเวลาไถ่ถอนคืนพร้อมดอกเบี้ย เพียงแต่ที่เราจะกล่าวถึงนี้มันเป็น “โรงรับจำนำคริปโท”  


สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จะพาไปรู้จักกับ “JREPO” แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นโดยนักพัฒนาชาวไทย บริษัท โทเคไนน์ จำกัด (tokenine) ด้วยการสนับสนุนจาก JFIN ในเครือ JMART ซึ่งวันนี้ คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด (บริษัทผู้ออกเหรียญ JFIN) จะมาเล่าที่มาที่ไปของ “JREPO” และประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับ ว่ามีความแตกต่างจากระบบการเงินปัจจุบันอย่างไร

   
***โลก DeFi ก็ให้ Passive Income ได้ แต่ส่วนใหญ่คนยังไม่รู้จัก 


ก่อนอื่นเรามาเริ่มต้นปูพื้นฐานกันก่อน โดยทั่วไปใครๆ ก็อยากจะมีรายได้แบบ Passive Income ซึ่งหากเป็นแต่ก่อน เราก็คงจะนึกถึงการนำเงินสดไปซื้อหุ้นเพื่อรับปันผล หรือไม่ก็ฝากประจำกับธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย แต่ในโลกของคริปโทเคอร์เรนซี ได้เกิดระบบการเงินแบบใหม่ที่เลียนแบบมาจากระบบธนาคาร/ระบบของโรงรับจำนำ ต่างกันตรงที่ไม่ต้องพึ่งสาขาและพนักงานมาจัดการ แต่จะใช้สัญญาอัจฉริยะ (ซึ่งเป็นโค้ดคอมพิวเตอร์ที่เขียนเงื่อนไขต่างๆ ไว้) มาจัดการแทน โดยที่ใครๆ บนโลกนี้ก็สามารถเข้ามาฝาก/กู้ยืมได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร มันถูกขนานนามว่า "ระบบการเงินแบบที่ไม่ต้องพึ่งตัวกลาง" หรือ Decentralized Finance (DeFi) ซึ่งจะต่างจากระบบการเงินดั้งเดิมที่เรารู้จักซึ่งจะรวมอำนาจไว้ที่เดียว หรือ Centralized Finance (CeFi)

  

รู้หรือไม่ว่า ระบบการเงินในโลกของคริปโทเคอร์เรนซี ได้ทำให้เกิด Passive Income ขึ้นแล้ว จะมีก็เพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่รู้จักและเข้าไปสร้าง Passive Income กัน ส่วนหนึ่งเพราะมันยังเป็นเรื่องที่ใหม่ เนื่องจากผู้ที่เข้ามาจะต้องมีความกระหายที่จะเรียนรู้และทดลองด้วยตัวเอง (ยังไม่มีตำราสอนเหมือนหุ้น) และผู้ที่ลงมาในตลาด DeFi ยังต้องมีความรับผิดชอบสูงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเอง ซึ่งจะมีวิธีการจัดเก็บรักษาที่อาจจะยุ่งยากกว่าระบบเดิม ที่เราเพียงแค่ฝากเงินไว้กับธนาคาร และธนาคารเป็นผู้ดูและรักษาสินทรัพย์ให้     

 

DeFi มีหลายผลิตภัณฑ์มากๆ และจะมากยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต จากความคิดสร้างสรรค์ของนักพัฒนาในการต่อยอดของชุดคำสั่งบนบล็อกเชน หรือเรียกสั้นๆ ว่า “สัญญาอัจฉริยะ” (Smart Contract) ซึ่งจะสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เชื่อมต่อกันไปได้เรื่อยๆ ในโลกการเงินที่ไร้ตัวกลาง และไม่มีใครควบคุมมันได้      


***JREPO ใช้แนวคิดเหมือนกันกับ “โรงรับจำนำ


JREPO เป็นแพลตฟอร์ม ฝาก/กู้ยืม สินทรัพย์ดิจิทัลโดยอาศัยสินทรัพย์ดิจิทัลในการค้ำประกัน (Decentralized Finance Pool Lending Platform) และไม่มีการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลที่ลูกค้านำมาฝากไว้บนแพลตฟอร์มของ JREPO  


แนวคิดดังกล่าวก็เหมือนกันกับ “โรงรับจำนำ” ในโลก CeFi แต่จะพิเศษกว่าโรงรับจำนำแบบ CeFi ซึ่งมี “เจ้าของคนเดียว” ความมั่งคั่งจึงอยู่ที่คนเดียว ขณะที่ “โรงรับจำนำแบบ DeFi” คุณจะเป็นใครก็ได้บนโลกนี้มาปล่อยกู้/มากู้ยืมในโรงรับจำนำ เท่ากับว่าเป็นการกระจายความร่ำรวย 


 "หลักการง่ายๆ ของ JREPO ให้นึกว่าเรามีทองและเราไม่อยากขาย เพราะเราเชื่อว่าราคามันจะขึ้นต่อ แต่วันหนึ่งเราอยากได้เงินสดใช้ เราจึงเอาทองที่มีไปฝากไว้กับโรงรับจำนำขอกู้เงินสดออกมาใช้ หลังจากนั้นเราก็ค่อยนำเงินสดมาคืนที่โรงรับจำนำพร้อมจ่ายดอกเบี้ย แล้วรับทองที่ค้ำประกันไว้กลับคืนไป"   คุณวรพจน์ อธิบาย


***คุณเลือกได้โดยอิสระจะเป็นผู้เล่นใด ผู้ขอกู้  ผู้ให้กู้ หรือเป็นทั้งคู่  


คุณวรพจน์ ยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพอย่างง่ายของแนวคิด JREPO ว่ามันคือการที่เรามีสินทรัพย์ดิจิทัลในมือ แล้วก็นำมาค้ำประกันไว้ที่ JREPO เพื่อกู้สินทรัพย์ดิจิทัลที่เราต้องการออกไปใช้งาน ในระบบนิเวศนี้จะแยกเป็น ฝั่งคนกู้ (Borrower) และ ฝั่งคนให้กู้ (Lender) ดังนี้ 


1.ฝั่งคนกู้ (Borrower) คือคนที่มีสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในมืออยู่แล้ว แต่อยากได้อีกสกุลหนึ่งที่ไม่มีมาใช้ก่อน สามารถที่จะนําสินทรัพย์ที่มีมาวางค้ำประกันเพื่อนำสินทรัพย์ดิจิทัลสกุลตัวใหม่ที่ต้องการออกไปใช้จากนั้นค่อยนำมาคืน 


ยกตัวอย่างเช่น เรามีเหรียญ JFIN ในมือ แต่อยากได้อีกสกุลหนึ่งมาใช้ก่อน (ส่วนใหญ่มักจะกู้ เหรียญประเภท stablecoin)  เราสามารถนำ JFIN มาวางค้ำประกันที่ JREPO เพื่อขอกู้เหรียญ BUSD ออกไป จากนั้นก็นำเหรียญ BUSD ไปใช้สร้างรายได้ด้วยการนำไปวางไว้ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในโลก DeFi  เมื่อได้กำไรจนพอใจแล้ว ก็ค่อยนำ BUSD+ดอกเบี้ยในสกุล BUSD มาคืนที่  JREPO ตามกำหนดเพื่อรับ JFIN ที่ค้ำไว้กลับคืน เรียกว่าช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ (Asset Utilization) ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่  

 
[JREPO เปิดรับเหรียญที่สามารถนำมาค้ำได้ ช่วงแรกมี 4 สกุล BUSD,JFIN,GASH,ETH และเร็วๆ นี้จะเพิ่มอีก] 

ภาพ : ฝั่งคนกู้ (Borrower) 

 

2.ฝั่งคนให้กู้ (Lender) คือคนที่มีสินทรัพย์ดิจิทัลในมืออยู่แล้วและไม่อยากเก็บไว้เฉยๆ อยากจะได้ Passive Income เหมือนกับฝากเงินในแบงก์ ก็สามารถนำสินทรัพย์ที่มีมาฝากไว้ที่แพลตฟอร์ม JREPO  (เพื่อรอให้คนมากู้ไปใช้) ซึ่งดอกเบี้ยจะได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคาร (ดอกเบี้ยฝากประจำ 24 เดือนสูงสุดของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ 1.30%) 

 

ยกตัวอย่างเช่น เรามีเหรียญ JFIN  และไม่อยากเก็บไว้เฉยๆ เพราะอยากได้ดอกเบี้ยเหมือนฝากกับแบงก์ เราก็แค่นำมาฝากไว้ที่ JREPO โดยที่ไม่ต้องทำอะไร จากนั้นก็รอรับดอกเบี้ยจากคนที่มากู้ JFIN ดอกเบี้ยฝากที่เราได้จะมากน้อยเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยที่ระบบได้จากฝั่งคนที่มากู้ (Borrower) ซึ่งถ้าดูจากเว็บ JREPRO (https://app.jrepo.io/) ดอกเบี้ยฝากที่ได้จะอยู่ที่ประมาณ 10% (ดอกเบี้ยคำนวณเป็นรายวินาทีเลย)    

  

[JREPO เปิดรับฝากเหรียญคริปโทช่วงแรก 4 สกุล BUSD,JFIN,GASH และ ETH และเร็วๆ นี้จะเพิ่มอีก]      

 


ภาพ : ฝั่งคนให้กู้ (Lender)

 

***อัตราดอกเบี้ยฝาก-กู้ของ ‘โรงรับจำนำคริปโท’ ดีกว่าระบบธนาคารดั้งเดิม


JREPO เห็นโอกาสในตลาด DeFi ที่เติบโตอย่างมหาศาล สะท้อนจาก Total Value Locked (USD) หรือมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลทุกสกุลที่นำมาค้ำฝากไว้ในระบบ  DeFi จากหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลางปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมาเป็น 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบันภายในเวลาเพียงไม่ถึงปี    

 
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่อยากจะเข้ามาศึกษาและทดลองในโลก DeFi ก็อาจจะยังเห็นว่ามันเข้าใจได้ยาก JREPO จึงเกิดขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าสู่โลก DeFi ได้เริ่มต้นก้าวแรกอย่างง่ายในการทดลองผลิตภัณฑ์ DeFi ประกอบกับเป็นแพลตฟอร์มของคนไทย และยังอยู่ในเครือของ JMART ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อย่างน้อยก็น่าจะทำให้อุ่นใจได้บ้าง สำหรับผู้ที่กำลังสนใจอยากจะเรียนรู้ และเริ่มต้นเข้ามาหาผลตอบแทนในโลก DeFi  


คุณวรพจน์เล่าว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถเข้ามาร่วมในระบบนิเวศนี้ได้ อันดับแรกขอเพียงคุณมีเหรียญคริปโทอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัลเสียก่อน จากนั้นก็สามารถนำกระเป๋ามาเชื่อมต่อเข้ากับแพลตฟอร์ม JREPO แล้วก็ฝากเหรียญไว้เพื่อรอรับดอกเบี้ย หรือจะเข้ามากู้เหรียญที่ต้องการเพื่อนำออกไปสร้างผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์ DeFi ตัวอื่นๆ  จากนั้นก็ค่อยนำเหรียญที่กู้ไปกลับมาคืนพร้อมกับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่เขียนไว้ในสัญญาอัจฉริยะ 


JREPO จึงเหมาะกับใครก็ได้ที่ต้องการ “Passive Income” เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจะดีกว่าฝากกับธนาคารแบบดั้งเดิม 

ดอกเบี้ยที่ได้จากการฝากเหรียญหรือฝั่งคนให้กู้ (Lender) บนแพลตฟอร์ม JREPO จะอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี (ดอกเบี้ยจะขยับขึ้นลงเป็นรายวินาที ขึ้นอยู่กับดีมานด์ในการกู้ยืมเหรียญนั้นๆ) ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยในระบบธนาคารปัจจุบัน ส่วนดอกเบี้ยฝั่งคนกู้ (Borrower) ในช่วงแรกของการเปิดตัวนั้น JREPO กำหนดไว้ที่ 15% ต่อปี (อนาคตจะปรับให้ขึ้นลงตามดีมานด์-ซัพพลายมากขึ้น) โดยดอกเบี้ยฝาก/กู้ จะคิดเป็นวินาที 


คุณวรพจน์ กล่าวว่า ดอกเบี้ยกู้ที่ 15% ก็พอๆ กับดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคาร แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นคือโดยทั่วไปในโลกของ DeFi การกู้ยืมออกไปหาผลตอบแทนในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผลตอบแทนจะสูงมาก มีตั้งแต่หลัก 100% ไปจนถึงหลัก 1,000% ดังนั้น เมื่อเทียบกับต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ 15% จึงถือว่าน้อยมากกับผลตอบแทนที่หามาได้ในโลก DeFi 


สำหรับสัดส่วนการปล่อยกู้ ทางแพลตฟอร์ม JREPO กำหนดไว้ที่ 66% หรือค้ำประกัน 150 ต่อการกู้ที่ 100 ซึ่ง  JREPO  อ้างอิงจากมาตรฐานทั่วไปในการทำ crypto lending โดยระบบจะคำนวณให้อัตโนมัติด้วยสัญญาอัจฉริยะว่ากู้เหรียญ A ต้องใช้เหรียญ B ค้ำเท่าไหร่ เราไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง    

 

***ความเสี่ยงของ JREPO ก็เหมือนกับ DeFi ทั่วไป ระบบอาจถูกแฮก-ผู้ใช้งานต้องจัดเก็บกุญแจส่วนตัวเอง 


JREPO คือ ผลิตภัณฑ์ DeFi ตัวหนึ่ง ดังนั้น ความเสี่ยงหลักๆ ก็จะไม่ต่างจาก DeFi ตัวอื่นๆ ซึ่งหัวใจสำคัญของ DeFi คือ โค้ดคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นบนบล็อกเชนในรูปแบบของสัญญาที่ทำงานอัตโนมัติ มันอาจจะถูกโจมตีได้ ดังที่เราได้เห็นข่าวจากหลายโปรเจกต์ DeFi  นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการที่ผู้ใช้งานทำกุญแจส่วนตัวหาย ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ของตัวเองได้ (ผู้ใช้งานต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ต่างจากระบบธนาคารที่เราติดต่อให้กู้พาสเวิร์ดให้ได้) หรือ การฝากเหรียญ การถอนเหรียญ การเชื่อมกระเป๋าเงินดิจิทัลเข้ากับแพลตฟอร์ม DeFi  ทุกอย่างต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ  มันอาจไม่ได้ง่ายเหมือนการเดินไปฝากธนาคารหรือเดินเข้าโรงรับจำนำแล้วมีคนจัดการให้ นอกจากนี้ ทีมนักพัฒนา รวมถึงผู้ลงทุนในแพลตฟอร์มก็สำคัญว่าเขาเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน 

อย่างไรก็ตาม ทางคุณวรพจน์ ก็เน้นว่า ด้วยความที่ JREPO คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม JMART ดังนั้น การจะทำอะไรก็ย่อมจะต้องระมัดระวังระวังมากเป็นพิเศษในทุกๆ เรื่อง เนื่องจาก JMART ในฐานะบริษัทแม่มีสถานะเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในทางเทคนิค กระบวนการปฎิบัติงาน การติดต่อประสานงานเพื่อทำความเข้าใจกับหน่วยงานภาครัฐ อย่างเช่น สำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งปัจจุบันกิจการที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง crypto lending อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ดังนั้น จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบหรือขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจเหมือนกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โบรกเกอร์ และดีลเลอร์ 

[*ปัจจุบัน ก.ล.ต.ไม่ได้กำกับดูแลกิจการเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท เช่น mining, crypto lending, custodian และ wallet provider]

 

***JREPO มีรายได้จากค่าธรรมเนียม-นำมาซื้อคืน JFIN เพื่อเผาทิ้ง เป็นผลดีอีก 1 เด้ง สำหรับผู้ถือเหรียญ 

 

รายได้ JREPO จะมาจากค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม เป็นการคิดเหมารวมจากเงินของทุกคนที่นำมารวมกัน โดยจะเก็บ 0.25% จากสินทรัพย์ทั้งหมดที่นำมาค้ำประกันในระบบ และ 10% จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งหมดที่เข้ามาในระบบก่อนจะจ่ายให้กับผู้ที่เอาสินทรัพย์มาค้ำ

“ในโลกของ DeFi ตัดตัวกลางก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องมีคนจัดการอยู่ดี แต่อย่างน้อยด้วย Operations และ Process ที่ลดลง ค่าธรรมเนียมก็จะลดลงตามไปด้วย” คุณวรพจน์ อธิบาย 

 

นอกเหนือจากการที่ผู้ถือ JFIN สามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ (Asset Utilization) ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ ด้วยการนำมาฝาก/กู้ใน JREPO   แล้ว อีกประเด็นที่น่าจะเป็นผลดีอีก 1 เด้ง สำหรับผู้ถือเหรียญ JFIN ก็คือโอกาสที่ราคาเหรียญน่าจะดีขึ้นในอนาคต 

 

คุณวรพจน์ ขยายความว่า เนื่องจากแผนงานของ JREPO จะนำรายได้ไปซื้อคืน JFIN จากตลาดเพื่อลดจำนวนซัพพลาย ซึ่งรายได้จาก JREPO ทั้งหมด 100% จะแบ่งเป็น 70% นำไปซื้อคืน JFIN จากตลาดและนำไปเผาทิ้ง และอีก 30% จะนำไปใช้ทำการตลาด JREPO ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว เมื่อดีมานด์เพิ่มแต่ซัพพลายลดลงก็จะทำให้มูลค่าปรับเพิ่มขึ้น คุณวรพจน์ก็มองว่า ด้วยแนวคิดดังกล่าวน่าจะส่งผลบวกต่อราคาเหรียญ JFIN ในอนาคตด้วยเช่นกัน 

 

***JREPO สร้างบนบล็อกเชน Binance ชื่อ "Binance  Smart Chain"

 

DeFi เป็นระบบการเงินแบบกระจายอำนาจ หรือไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง เพราะว่าระบบนี้จะแทนที่ตัวกลางด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ในการจัดการธุรกรรมทั้งหมดอย่างอัตโนมัติ  ทั้งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก/เงินกู้ รวมถึงมูลค่าสินทรัพย์ที่จะสามารถกู้ไปได้จากหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มี 

บล็อกเชนจะมีหลายแบรนด์ แต่แบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของโลกคืออีเธอเรียม (Ethereum) และต้นปีมานี้ค่าแก๊สหรือค่าธรรมเนียมในการใช้แพลตฟอร์มอีเธอเรียมสูงขึ้นมาก ตามการเติบโตของตลาด DeFi ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ DeFi ล้วนสร้างขึ้นบนบล็อกเชนอีเธอเรียม ทำให้ต่อมานักพัฒนาก็เริ่มคิดค้นบล็อกเชนแบรนด์อื่นๆ  เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้งานในโลกคริปโทด้วยต้นทุนค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าและทำธุรกรรมได้เร็วกว่า  

ซึ่งหนึ่งในบล็อกเชนที่มาแรงในปีนี้คือ Binance Smart Chain (BSC)  พัฒนาขึ้นโดย Binance ซึ่งเป็นเว็บเทรดอันดับ 1 ของโลก และ JREPO ก็ใช้แพลตฟอร์มนี้  ดังนั้น ในการใช้งานโรงรับจำนำ JREPO ผู้ใช้งานจึงต้องตั้งค่าให้ถูกต้อง เวลานำกระเป๋าเงินดิจิทัลมาเชื่อมต่อกับ JREPO จะต้องใช้ภาษาเดียวกันหรือถนนเส้นเดียวกันก็คือ Binance Smart Chain (BSC) และกระเป๋าที่ใช้งานได้กับ JREPO คือ Metamask ที่เราดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บ 

 

***วิธีใช้งาน JREPO ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีเหรียญ BNB เพื่อจ่ายค่าฟี


หน้าตาของ JREPO เป็นเว็บแอป (https://app.jrepo.io/) และต้องใช้คู่กับกับกระเป๋าเงินดิจิทัลแบรนด์ Metamask ดังนั้น การใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์จะสะดวกกว่า ซึ่งผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีเหรียญ BNB (เหรียญนี้ออกโดย Binance เอาไว้ใช้จ่ายในระบบนิเวศของบล็อกเชน Binance) ในกระเป๋าเงิน เพื่อเตรียมไว้เป็นค่าแก๊สในการทำธุรกรรม  

 

หากเราจะกู้ก็เหมือนกับไปธนาคารที่จะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และธนาคารก็จะประเมินจากหลักทรัพย์ค้ำประกัน ถึงจะคำนวณว่าให้กู้เราได้กี่เปอร์เซ็นต์ของหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งโลกของ DeFi ต้องค้ำประกัน 150 เพื่อกู้ออกไปได้ 100  หรือระบบปล่อยกู้ 66% ของสินทรัพย์ค้ำประกันนั่นเอง ซึ่งไม่ต้องคำนวณเองแต่สัญญาอัจฉริยะจะคำนวณให้ เราเพียงแค่พิมพ์ตัวเลขลงไปว่าจะกู้เหรียญ A เท่าไหร่ และใช้เหรียญอะไรค้ำ 

 

เช่นเดียวกับอัตราดอกเบี้ยทั้งขาฝากและขากู้ ระบบจะคำนวณให้เป็นรายวินาที ดอกเบี้ยกู้จะอยู่ที่ 15% ต่อปี ดอกเบี้ยฝากจะอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี อยากจะฝาก-ถอน ตอนไหนก็ได้โดยอิสระ แต่จะถอนไม่ได้ก็ตอนที่เหรียญที่มีในระบบไม่พอให้ถอน เนื่องจากช่วงนั้นคนอาจจะกู้มากกว่ายอดที่ฝากเข้ามา  

 

รายละเอียดฟังก์ชันใน JREPO มีอะไรบ้าง , การเชื่อมต่อกระเป๋า MetaMask เข้ากับ JREPO, วิธีการฝากเหรียญใน JREPO ,วิธีการถอนเหรียญใน JREPO, วิธีการกู้ยืมเหรียญใน JREPO และวิธีการชำระคืนเหรียญใน JREPO ผู้สนใจสามารถดูได้จากลิงก์นี้ https://bit.ly/3ss5YLW

 

ท้ายนี้ CTO เจเวนเจอร์ส ฝากไว้ว่าหากใครอยากลอง DeFi ให้ใช้เงินที่คิดว่าตัวเองเสียได้ และนำเงินส่วนนั้นมาลองสร้างรายได้แบบ Passive Income จาก JREPO อย่างน้อยก็ได้ทราบว่ายังมีบริการทางการเงินใหม่ๆ ให้เราเข้ามาหาโอกาสอีกมากมายในโลก DeFi  และความเสี่ยงจะน้อยลงเมื่อเราใช้ stablecoin มาฝากเพื่อรับดอกเบี้ย เช่น ที่ JREPO เปิดรับฝาก BUSD (ฺBUSD เป็นคริปโทประเภท stablecoin) และจะเปิดฝาก/กู้ เหรียญอื่นๆ เพิ่มเติมอีกในอนาคต. 


 

 

รายงาน,เรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี 
chatchaya@efinancethai.com  
ภาพ : สุเมธ พูลปวงทรัพย์-Pom 
กราฟิก : ณัฐชนน พูนชัย-Boom  

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh