Special Interview

JKN คอนเทนต์คือจักรพรรดิ!จากซีรีส์อินเดียสู่ข่าวศก.

JKN คอนเทนต์คือจักรพรรดิ!จากซีรีส์อินเดียสู่ข่าวศก.

          บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย(JKN)ภายใต้การนำของคุณแอน  “จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตข่าวเศรษฐกิจ การลงทุน ภายใต้แบรนด์ JKN-CNBC ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 1 ก.ค.62

          ขณะที่ธุรกิจหลักคือการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ก็รันคู่ขนานแต่ล่าสุดมีผู้ประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัล 7 ช่องตัดสินใจคืนใบอนุญาตไม่สู้ต่อแล้วซึ่งบางช่องนั้นเป็นลูกค้า JKN เช่น BrightTV,ช่อง 3 Family

          “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” มีโอกาสพูดคุยกับคุณแอนในประเด็นผลกระทบจากการคืนใบอนุญาตของช่องทีวีดิจิทัล รวมถึงการผลิตข่าวเศรษฐกิจภายใต้มาตรฐานจากอเมริกา ไปติดตามกันเลย    

***มองประเด็น กสทช.ให้ทีวีดิจิทัลคืนไลเซ่นส์อย่างไรบ้าง

          การที่รัฐเปิดทางให้คืนใบอนุญาตได้มันหมายถึง ข้อที่ 1 การ adjust  environment หรือว่าทำให้สิ่งแวดล้อมทางการค้าสื่อให้เข้าที่เข้าทาง การลดเหลือ 15 ช่องจาก 22 ช่องถือว่าประเสริฐสุด มันเป็นการที่จัดสรรที่ทำให้ผู้ประกอบการเขาสามารถอยู่ได้

          ข้อที่ 2 มันสมเหตุสมผลกับความสามารถในการบริโภคของคนดู ตอนนี้เหลือ 15 ช่อง ซึ่งอาจจะยังมากไปเสียด้วยซ้ำหากเทียบกับต่างประเทศ

          ข้อที่ 3 นำคลื่นสัญญาณไปพัฒนาด้านอื่นของประเทศ ระดับประเทศชาติก็ได้ความเจริญเติบโตทางด้าน 5G หรือว่าคลื่นสัญญาณประเภทอื่นๆ

          จะเห็นได้ว่ามันคือมีเดียแพลตฟอร์มเกิดขึ้นก็จากไป อย่างโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์,แผ่นดีวีดี,บลูเรย์ ก็ไม่นิยมแล้วแทบไม่มีแล้ว,ระบบเคเบิลและดาวเทียมแต่ก่อนมี 300-400 ช่องตอนนี้ก็เหลือแค่ 100 กว่าช่อง, Pay TV การสมัครสมาชิกก็น้อยลงคนก็ไปบริโภคระบบวิดีโอออนดีมานด์(VOD)แทน

          ดังนั้น ในฐานะผู้ค้าคอนเทนต์ เรามองว่ามันไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจมันคือเรื่องที่เราควรจะเข้าใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การเข้ามาของเทคโนโลยี และวิถีของการบริโภคเปลี่ยนตาม แต่ผู้ค้าคอนเทนต์รวยเสมอ

          “Content is always King ตอนนี้มากกว่า King (ราชา) เสียอีกก็คือ Emperor(จักรพรรดิ)ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มไหนมาก็แล้วแต่ จึงอยากจะบอกนักลงทุนว่ามองให้ดีๆ การลงทุนนี่คือลงทุนใน Content commerce Company ขณะที่การลงทุนในมีเดียแพลตฟอร์มต้องเลิกแล้วด้วยซ้ำไป เพราะมีเดียแพลตฟอร์มมันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา”  

***การคืนใบอนุญาต7 ช่อง มีผลกระทบต่อ JKN อย่างไร

          การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวมันถูกต้องแล้วกับสัจธรรมของโลกแห่งการบริโภค มันเป็นการพิสูจน์ว่าผู้ค้าคอนเทนต์สามารถขายได้ตลอดกาลเพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปคือแพลตฟอร์ม  

          สำหรับช่องทีวีดิจิทัลที่เดินหน้าสู้ต่อไปเขาก็จะซื้อคอนเทนต์เพิ่มขึ้น เพราะมีเงินที่ได้คืนมาจากภาครัฐจากการคืนใบอนุญาตของช่องลูกๆ ซึ่งช่องลูกๆ ปกติก็ซื้อจากเราน้อยอยู่แล้ว หรือแทบไม่ได้ซื้อเลย

          “ช่องหลักๆ ที่ซื้อคอนเทนต์ของเราก็คือ 15 ช่องที่ยังทำต่อส่วนช่องที่ไปก็แทบไม่ได้มีศักยภาพอะไรอยู่แล้ว หรือเป็นช่องบริษัทลูก ซึ่งมีบริษัทแม่ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่พอเวลา cut cost ปุ๊บ บริษัทแม่ก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกก็มีแรงกำลังในการที่จะเอาเงินนั้นมาลงทุนกับคอนเทนต์ซึ่งเป็นอาวุธหลักสำคัญของธุรกิจ”  

          การผลิตคอนเทนต์เอง อย่างละครตอนหนึ่งประมาณ 1-2 ล้านบาทถ้ามาซื้อ JKN มันก็ไม่กี่แสน แล้วเรตติ้งก็ใกล้เคียงกัน หลายๆ ตัวก็คือดีกว่าอันนี้คือเราคุยด้วยความถ่อมตัวนะ แล้วเราก็ศึกษามาว่าคนไทยอยากดูอะไรแบบไหน เพราะฉะนั้นคอนเทนต์ทั้ง 8 category ของตัว JKN มันก็สามารถตอบโจทย์ได้กับหลายช่องทีวีดิจิทัล หรือแม้กระทั่งบรรดาสื่อแบบใหม่ๆ ที่เข้ามา ก็ต้องเดินเข้ามาหาเราเพราะ Content is King ถ้าเขาไม่มีเครื่องมือการสื่อสารเขาจะกลายเป็น Dead stone ซึ่งมันคงไม่สามารถที่จะเรียก sub-scriber หรือว่า sub-scription fee ได้

***ดูเหมือนว่าผลกระทบไม่มากมีโอกาสที่จะปรับเป้าหมายรายได้ไหม

          รายได้เราเติบโตอยู่แล้วปีละ 20% ซึ่งตอนนี้ทั้ง Backlog ที่มี 1,000 กว่าล้านบาทรวมกับผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ที่มีรายได้ประมาณ 400 ล้านบาทและมีกำไรประมาณ 80 ล้านบาท ก็เกือบจะเท่ากับเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ว่าจะโต 20% แล้วคือแค่ผ่านมา 3 เดือนแรกก็คอนเฟิร์มได้เรียบร้อยแล้วว่าทั้งปีได้ถึงเป้าหมายแน่นอน และน่าจะได้เกินก็คาดว่ามีสิทธิ์อยู่แล้วที่จะทำได้มากกว่า

          โดยรายได้ของ JKN มาจาก 3 ด้าน คือ

          1.การนำคอนเทนต์ Super Brand จากทั่วโลกเข้าสู่เมืองไทย

          2.การนำคอนเทนต์ไทยที่ดีที่สุดออกสู่ทั่วโลกโดยจับมือกับช่อง3

          3.sponsorships ผ่านช่อง JKN-CNBC

          ทั้งนี้ เป้าหมายรายได้โต 20% ยังไม่ได้รวมรายได้จาก CNBC ซึ่งจะเริ่ม เข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป ดังนั้นปีนี้ดูแล้วก็มีโอกาสที่จะทำได้เกินกว่าที่ Commit ไว้ด้วยซ้ำไป

***สถานีโทรทัศน์ JKN-CNBC จะคุ้มทุนเมื่อไหร่

          การลงทุนครั้งนี้มันเป็นการยกระดับ Production ซึ่งทุกอย่างอยู่บนพื้นที่ 15 ไร่ที่ศาลายาเป็นเฮดควอเตอร์ของ JKN นี้ก็จะมี Open House วันที่ 1 กรกฎาคมนี้โดย คุณสโรชา พรอุดมศักดิ์ กรรมการผู้จัดการของบริษัท JKN News ดูแล JKN-CNBC  branding ใกล้จะออกอากาศแล้วโดยมีช่องทีวีดิจิทัลประมาณ 4-5 ช่องเป็นลูกค้า จะแถลงข่าววันที่ 1 กรกฎาคมนี้

          เราตั้งไว้ไม่เกิน 3 ปีคุ้มทุน เราได้ลิขสิทธิ์ 10 ปีและแบรนด์ดิ้งไม่ใช่เฉพาะ CNBC แต่โลโก้คือ “JKN-CNBC” นี่คือคุณภาพถึงขนาดที่ CNBC ยอมรับว่าใช้ชื่อ JKN มาอยู่คู่กับ CNBC ได้เลยดังนั้นการที่บอกว่า 3 ปีจริงๆ มันอาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้

          “เพราะตอนนี้เอาเข้าจริงๆ เลยก็คือบริษัทในเครือเราที่ขายโฆษณาชื่อ เจเคเอ็นไอเอ็มซี ตอนนี้ได้ยอดมาอย่างมากมายมหาศาล เพราะเราขายโฆษณาล่วงหน้าไปแล้ว 3 เดือน โดย super brand ใหญ่ๆ ของไทยให้ความสนใจมาก”

          การขายแบบนี้มันไม่ได้เน้นเรตติ้งแต่มันเน้นการทำ Brand Image และที่สำคัญก็คือเน้นคุณภาพของการผลิตข่าว คนที่ดู CNBC เป็นคนคุณภาพ เป็นคนที่มีกำลังในการจับจ่าย เป็นคนเกรด A เกรด B ที่เป็น decision maker ของประเทศ เข้าใจการลงทุน เข้าใจการใช้เงิน และก็ช่างใช้จ่าย Shopping ดังนั้นของ branding ดังๆ จึงมาลงเป็นสปอนเซอร์

***เผยแพร่รายการ CNBC ที่ช่องทางไหนบ้าง

          เรามีทั้งช่อง JKN-CNBC และก็ช่องทางออนไลน์ มีแอปพลิเคชันของตัวเองมีเว็บไซต์ของตัวเอง และการที่ออกไปช่องทีวีดิจิทัล เขาเรียกว่า Co -promote หรือการทำ Branded ไปด้วยกัน คือออกอากาศที่ช่องนี้แล้วก็มีตรา JKN-CNBC คู่ขนาน แต่ในขณะเดียวกันทางช่องเราก็มีของเรา อีเว้นท์เราก็มี ช่องเราก็มี Online On Ground ตลอดจน on TV มีหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

          “ถึงได้บอกว่าเป็นความมั่นใจของทาง JKN ที่ปีนี้พันกว่าล้านที่เราบอกว่าเติบโต 20% ต้องบอกว่าอย่างต่ำแน่นอนเชื่อว่ามากกว่านั้นแน่ๆ”

***สัดส่วนรายได้จาก CNBC ในอนาคต

          ยังไม่ได้คิดคำนวณอย่างเป็นทางการ แต่เบื้องต้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 15-20% เพราะว่ามันเพิ่งเริ่มต้น การค้าคอนเทนต์ทั้งในและนอกประเทศปีหนึ่งๆ มันพันกว่าล้านบาทอยู่แล้ว อันนั้นมันเป็นเรื่องปกติของบริษัท แต่พอมี CNBC เข้ามาคือเป็น sponsorships package มันก็น่าจะประมาณ 15-20% ของรายได้รวม ก็ถือได้ว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงแล้ว

***เทียบมาร์จิ้นจาก CNBC กับขายสิทธิ์คอนเทนต์

          การขายคอนเทนต์เยอะกว่าอยู่แล้ว เพราะการทำ CNBC มันเป็นการทำ sponsorships ซึ่งก็ไม่ได้ Driven by Rating แต่มันก็คือการขายโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งมันก็มีเรทของมันอยู่ในการทำ แต่ว่ามันเป็นการ differentiate think outside the box ลูกค้าทุกคนที่เข้ามา ไม่ใช่ประเภทพวกกลุ่ม consumer products ทั่วไป แต่ว่าเป็นประเภท Super Brand ที่ยอมจ่ายแพงๆ ฉะนั้น ตรงนี้คือความพิเศษของความเป็น CNBC

***โบรกฯ ประเมินราคาหุ้น 11.75 บาทมองอย่างไร

          ราคาหุ้นทั้งตลาดก็ไม่ได้ปรับขึ้นมาก สาเหตุอาจจะเกิดจากปัจจัยภายนอก (External Factors)หรือไม่ หรือเป็นที่บรรยากาศภายในประเทศ ซึ่งเราก็อยากให้ทุกอย่างมันมีความเสถียร คำว่าเสถียรนี่มันก็คือสถานการณ์ทั่วโลกซึ่งอันนั้นก็อาจจะควบคุมได้ยาก ส่วนเสถียรภาพภายในก็ตีความกันเองได้ทุกอย่างต้องเสถียรเพราะมันไม่ใช่แค่เซกเตอร์เดียวคือสื่อ แต่หมายความว่าทุกๆ เซกเตอร์ก็จะมีผลกระทบหมด

          ก็ต้องถือได้ว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่บริษัทเราแต่หลายบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดิฉันถือว่า under value นะ  โดยเฉพาะเราเองผลประกอบการดีแต่ under value แล้วเรามองว่ามันควรจะต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆ สิ่งที่ทำได้คือทำงานให้ดีที่สุด ของดีคนย่อมเห็น

          “แต่น้อยใจเล็กน้อยว่ามันน่าจะดีกว่านี้ เพราะแต่ก่อนราคาขึ้นไปมากกกว่านี้ เอาเป็นว่าไม่เป็นไร หลายๆ คนประสบการณ์เข้ามาในตลาดสักพัก เขาขึ้นไปแล้วเขาลงมาแต่ท้ายที่สุดแล้วเขาขึ้นไปแล้วเขาก็เสถียร ซึ่งการขึ้นไปแล้วเสถียรน่ะ มันก็คือตัวเรา ที่เราคิดว่ามันจะเกิดขึ้นในอนาคต อันเกิดมาจากการที่เราตั้งใจทำงาน อย่างด้วยความจริงใจ ตั้งใจทำงานด้วยความขยันขันแข็ง เพราะฉะนั้น รางวัลมันจะกลับมาเอง”

***อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการทำธุรกิจวันนี้

          ทำธุรกิจในวันนี้สร้าง the apprentice คือสร้างลูกศิษย์รุ่นใหม่ๆ ให้เข้าใจอย่างเรา เพราะ Content commerce Company เป็น unique Business หนึ่งเดียวในตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่าง JKN จาก mai ก็จะขึ้น SET แล้ว การที่แอนอยู่ในอุตสาหกรรมมา 20 ปี และเดินทางทั่วโลกตลอดเวลา เราเห็นว่ามันควรจะต้องเอาอะไรเข้ามา บริหารอย่างไร ขายอย่างไร ทำการตลาดอย่างไร

          แต่คนไทย ไม่ได้มีทักษะตรงนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำงานด้วยความอดทน และต้องเห็นลูกศิษย์ดาวรุ่ง ต้อง recruit คนเข้ามาซึ่ง อาจจะไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมนี้เลย หรือบางคนก็อาจจะอยู่ในอุตสาหกรรม สื่อแต่ก็ต้องมาสร้างใหม่ให้เขาเข้าใจว่าเราไม่ใช่มีเดียแพลตฟอร์ม แต่เราเป็นคอนเทนต์ซึ่ง provide ให้กับมีเดียแพลตฟอร์ม

          ตอนนี้พนักงานเกือบ 200 คนแล้วจากการเติบโตเล็กๆ ขึ้นมาในช่วงระยะเวลาที่ไม่กี่ปีและแอนมีความรู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้ว

          “แต่สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดก็คือตอนนี้เราจะเห็นความสำเร็จของเราตรงจุดนี้ เป็นจุดที่พอใจไม่ได้ investor ทุกคนเขาต้องได้รับกำไรต่อไป ขึ้นไปเรื่อยๆ ต้อง long term แบบยั่งยืน”

 

 

 

 



 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh