Special Interview

“เจเวนเจอร์ส” กับภารกิจกอบกู้คุณค่า JFinCoin

“เจเวนเจอร์ส” กับภารกิจกอบกู้คุณค่า JFinCoin

          ย้อนไปเมื่อเดือน ก.พ.2561 ทุกคนน่าจะยังจำกันได้ว่ากลุ่มเจมาร์ท (JMART) ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการตลาดหุ้นและวงการคริปโตในไทย จากการที่บริษัทย่อยคือ “เจเวนเจอร์ส” เสนอขาย ICO ผ่านเหรียญที่ชื่อว่า “JFinCoin” นับว่าเป็นโทเคนสัญชาติไทยรายแรก ที่ออกขายโดยบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

          ในตอนนั้นราคา ICO อยู่ที่ 6.60 บาท แต่หลังจากระดมทุนเสร็จเรียบร้อย และ JFinCoin เข้าซื้อขายในตลาดรอง ปรากฎว่าทำนักลงทุนไทยผิดหวังจากราคาเหรียญที่ร่วงต่ำกว่าราคาขาย ICO ถ้าเป็นหุ้นคือ “หลุดจอง” และปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ราวๆ 2.50 บาท

          “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” มีโอกาสพูดคุยกับ ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ หรือคุณทาโร่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC) ผู้อยู่เบื้องหลัง JFinCoin เพื่ออัปเดตภารกิจในการสร้างคุณค่าหรือพื้นฐานรองรับให้กับโทเคน JFIN ความคืบหน้าของโปรเจ็ก การสร้างดีมานด์ซัพพลายของเหรียญ ให้เกิดขึ้นในระบบหรือพูดง่ายๆ ก็คือ ทำให้เหรียญสามารถนำมาใช้งานได้จริงและเป็นที่รู้จักแพร่หลายของคนไทย

***ประวัติคุณทาโร่ก่อนเข้ามาทำงานที่ เจ เวนเจอร์ส (JVC)

          ผมจบลาดกระบังสาขา Applied Mathematics ซึ่งเป็นสาขาที่ผมว่าทุกวันนี้น่าจะมีประโยชน์แต่วันนั้นไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ แต่ว่าจริงๆ ทุกวันนี้สาขาที่ผมจบคือสาขาทางด้าน Applied Math และก็ทางด้าน Computer Science ตั้งแต่จบมาทำงาน 20 ปี หลักๆ คือ ทำเรื่องของรีเอ็นจิเนียริ่งเป็นหลัก

          20 ปีที่ทำมามันเป็นยุคของ 3.0 หรือยุคของการทำ industrialization แต่พอตอนนี้เป็นยุค 4.0 ซึ่งไม่ใช่เรื่องของ economy of scale หรือต้นทุนต่ำคนนั้นได้เปรียบแต่เป็นยุคของ “ดิจิตอลทรานฟอร์เมชั่น” ก็นำความรู้ที่เราเรียนรู้ สั่งสมมา พยายามจะทำดิจิตอลทรานฟอร์เมชั่น ให้กับกลุ่มบริษัทเจมาร์ทอย่างที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้

***บทเรียนจากการทำ ICO รายแรกๆ ในไทย      

          จริงๆ ตอนนี้ ICO มันค่อนข้างเชยไปแล้ว และถ้าทำ ICO ตอนนี้ก็ไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าให้ย้อนกลับไปตอนนั้นถามว่าทำ ICO ประสบความสำเร็จได้อย่างไร แล้วเรียนรู้อะไรจากมันบ้าง การ ICO มัน เป็นแค่ another way ในการที่ระดมทุนเท่านั้น มันยังมีทางเลือกอื่นๆ อีก

          “ซึ่งวันนั้นที่ประสบความสำเร็จได้ ก็เพราะว่าด้วยแบรนด์เจมาร์ท ด้วยชื่อเสียงของเจมาร์ท เราทำบนเครือข่ายเจมาร์ท  เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเจมาร์ท ทำ ICO ไม่สำเร็จแน่นอน”

          นั่นหมายความว่า แม้เราจะมีไอเดียดีๆ ถามว่าคนเชื่อในไอเดียไหม อาจจะเชื่อสัก 30% หรือ 40% ส่วนที่เหลือไอเดียดีๆ นี้มันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า อันนั้นก็เป็นส่วนที่เจมาร์ทช่วย

          “แปลว่าถ้าเกิดผมไม่อยู่ในเจมาร์ท ผมมีไอเดียดีๆ ถามว่ามีคนเชื่อผมไหม อาจจะมีคนเชื่อสัก 20-30% แต่เพราะเราอยู่ใน เจมาร์ทเอง เจมาร์ท บอกว่าไอเดียดีๆ เอามาใส่ในระบบของเจมาร์ท หรือในอีโคซิสเต็มของเจมาร์ท น่าจะทำให้ไอเดียดีๆ มันถูกพิสูจน์ขึ้นมาให้ได้”

***บริษัทระดมทุนขาย ICO สำเร็จ แต่ทำไมราคาเหรียญยังไม่ไปไหน

          ในเรื่องของราคาเหรียญ หน้าที่หลักของผม คือ พอได้เงินมาก็นำเงินนี้ไปพัฒนาระบบแล้วให้ระบบมันทำงานได้ พอระบบมันทำงานได้ มันจะมี demand-supply ของเหรียญเกิดขึ้น  ซึ่งที่ผ่านมาพอเวลาคนซื้อโทเคนไปเรียบร้อยระบบมันยังไม่ลอนช์ออกมา คนซื้อเหรียญไปก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร พอไม่รู้จะเอาไปทำอะไรมันก็เลยไม่มีคนซื้อคนขาย ราคา ก็ไม่ได้วิ่งไปไหน

          เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผมคือทำยังไงก็ได้ ให้มันมีกลไกของ demand- supply ที่เกิดขึ้นของเหรียญ ล่าสุด ผมทำเรื่องการประมูลโทรศัพท์โดยใช้เหรียญ ก็แปลว่า มีคนที่อยากจะประมูลโทรศัพท์ต้องไปซื้อเหรียญและนำเหรียญมาประมูลโทรศัพท์ มันก็จะเริ่มมี demand-supply เกิดขึ้น

          เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ผมก็พัฒนาระบบไป แล้วก็มีการลอนช์ System ออกมาหลายตัว ลอนช์ Product มาหลายตัว วันนี้ (สินเชื่อดิจิทัล เต็มใจเพย์) ก็เป็นตัวหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพอลอนช์ไปเรื่อยๆ จนถึงเดือนตุลาคมปี 2019 ซึ่งผมสัญญาว่าเดือนตุลาคม 2019 เป็น deadline ที่ผมใส่ไว้ใน Whitepaper

          “เพราะฉะนั้นตอนตุลาคม 2019 ทุก product มันจะขึ้นมาลอนช์ใหม่หมด แล้วก็จะมี demand-supply ในการใช้เหรียญ ซึ่งถ้าจะดูราคาเหรียญไปดูตอนหลังเดือนตุลาคมผมว่าน่าจะเห็นภาพมากขึ้น”

*** “เห็นภาพมากขึ้น” คือ มีโอกาสเข้าใกล้ราคา ICO ไหม 

          ความตั้งใจผมไปอยู่แล้ว เพราะเมื่อพื้นฐานมาราคาก็ควรจะสะท้อน มันเหมือนกันกับบริษัทในตลาดหุ้นเวลาหุ้นจะขึ้นก็ต่อเมื่อพื้นฐานมันมา

          “ถามว่า fundamental ของ JFIN คืออะไร ก็คือคนที่ต้องการซื้อเหรียญขายเหรียญ และการเจริญเติบโตของกลุ่มคน ที่มันใหญ่ขนาดไหน”

          ที่ผ่านมาเราไม่รู้จะเอาเหรียญไปทำอะไร ถ้าคนไหนรอได้ก็ถือไว้ รอไม่ได้ก็ขายเพราะฉะนั้นเองมันมีคนขายมากกว่ามีคนซื้อ นั่นแปลว่าราคาเหรียญมันก็ไม่ควรจะไปไหน

          แต่ถ้าระบบการให้สินเชื่อดิจิทัลแบบไม่มีตัวกลาง (Decentralized Digital Lending Platform:DDLP) มันใช้งานได้มันมีกลไก Proof of Stake เกิดขึ้น เหรียญ JFIN ก็จะเข้ามามีส่วนร่วมในระบบได้ แล้วก็มีกลไกของการนำเหรียญไปซื้อประมูลได้ (ประมูลโทรศัพท์)  มันจะมีคนที่ต้องการเหรียญมากขึ้นในระบบ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตาม ที่มีคนต้องการซื้อมากกว่าคนต้องการขายราคามันก็จะขึ้น

          สิ่งที่ผมทำอยู่เพื่อให้เกิด demand-supply ก็คือเราจัดให้มีการประมูลโทรศัพท์ 30 เครื่อง ซึ่งโทรศัพท์เครื่องหนึ่งราคาประมาณ 30,000 บาท แปลว่าถ้าคุณอยากจะซื้อโทรศัพท์ คุณต้องเอาเงินไปแลกใน ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) 30,000 บาท เพื่อให้ได้เหรียญแล้วเอาเหรียญมาประมูลโทรศัพท์ เพราะฉะนั้นมันจะมี demand วันละ 30,000 บาทไปซื้อเหรียญ จากก่อนหน้านี้ไม่เคยมี demand เกิดขึ้นวันละ 30,000 บาท

          “อนาคตถ้าผมเอากลไกประมูล ไปประมูลรถได้ไหม ถ้ามี demand คนซื้อวันละ 500,000 บาท (สมมุติว่ารถราคาคันละ 500,000 บาท) ผมเอากลไกการประมูลไปประมูลบ้านได้ไหม ถ้ามี demand ซื้อวันละ 2 ล้านบาท คุณว่าราคาเหรียญ จะวิ่งจะขึ้นหรือจะลง คือ ผมไม่มีหน้าที่ในการบอกว่าราคาเหรียญจะเป็นอย่างไร แต่ว่าผมมีหน้าที่ในการบอกกลไกของมัน”

***เงินระดมทุน 660 ลบ.ใช้ลงทุนอะไรไปแล้วบ้าง

          จริงๆ แล้วผมมีพูดใน Opportunity Day ของเจมาร์ทหลายๆ ครั้ง ลองไปดูในรายละเอียดได้นะครับ จากตัวเลขทั้งหมด ในความเป็นจริงที่ผมได้เงินมาสดๆ เลยคือ 497 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ผ่านการตรวจสอบในทางบัญชีแล้ว ที่ได้ไม่ถึง 660 ล้านบาท เพราะส่วนหนึ่งต้องเสีย VAT ด้วย

          โดยใน 497 ล้านบาท มันก็มีการแบ่ง 75% เป็นเรื่องของการพัฒนาระบบทั้งสิ้น พัฒนาระบบหรือเอาไปทำการซื้อบริษัทเพื่อมาพัฒนาระบบ ที่เราซื้อส่วนของบริษัท DeepSparks นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง อีก 20% เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ อีก 5% เป็นเรื่องของค่าธรรมเนียมต่างๆ เพราะฉะนั้นในกลุ่มก้อน 75% 20% 5% มันก็ถูกแจกแจงรายละเอียดออกมาว่า 75% ใช้พัฒนาระบบเท่าไหร่ จ่ายค่า Cloud เท่าไหร่  จ่ายค่าคนเท่าไหร่ จ่ายค่าการบริหารจัดการเท่าไหร่ มันจะมีตัวเลขพวกนี้อยู่หมด

***แผนการนำ JFINCoin ลิสต์ในตลาดรองในไทย - มีแผนที่จะไปลิสต์ ตปท.หรือไม่ 

          ผมพูดตามหลักการแล้วกันนะ คือ ผมบอกว่า ผมจะลิสต์ทุกๆ Exchange ที่ได้ใบอนุญาตในเมืองไทย เพราะว่าหน้าที่ของผมคือ ผมพาคนทุกคนไปให้ มี Exchange ในการลิสต์ แต่ว่าไม่ได้อยู่แค่ที่ใดที่หนึ่ง

          ปัจจุบันในไทยมี 3 บริษัทที่ได้ใบอนุญาต Exchange จาก ก.ล.ต.ได้แก่  Bitkub, SatangPro และ Bx ตอนนี้ผมก็ลิสต์ที่ SatangPro แล้วก็ Bitkub อยู่แล้ว ส่วน Bx ก็อยู่ในขั้นตอนการติดต่อ ส่วนจะได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ Exchange ไม่ได้อยู่ที่ผม อันนี้คือในไทย

          ส่วนใน Exchange ต่างประเทศมีความตั้งใจจะไปอยู่แล้ว แต่ว่าจะไปต่อเมื่อมันถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะว่าถ้าไปโดยที่เขายังไม่รู้จักเรา ไปตอนที่ product เรายังไม่ได้ลอนช์ขึ้นมา คนก็ไม่รู้จักราคามันก็ไม่ขึ้นหรอก

          “และการลิสต์มันมีค่าใช้จ่าย เป็นเรื่องของ business game ประเด็นแพงหรือถูกอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องของเอาเงินจากการที่ได้ ICO มาไปจ่ายเขา คำถามคือ ถ้าคุณเป็นเจ้าของเงินเหมือนผม คุณคงไม่ซี้ซั้วลิสต์ หรอก”

***P2P Lending มีผลแล้ว ยื่นขอไลเซ่นส์หรือยัง

          ธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล (peer to peer lending platform : P2P) แบงก์ชาติเพิ่งประกาศออกมา พอเขาประกาศเราก็เข้าไปติดต่อ อยู่ในขั้นตอนที่เราพยายามติดต่อกับแบงก์ชาติเพื่อที่จะเข้าไปสู่ขั้นตอนของการเข้าทดสอบใน Sandbox ก่อนครับ  

***เมื่อไหร่ราคา JFinCoin จะ Moon 

          ของทุกอย่างมีเวลา ผมไม่เชื่อว่า การ moon ในเรื่อง ของราคามันจะเกิดขึ้นในหลักเดือนอยู่แล้วนะครับ  แต่ว่าคนที่อยากให้ถึงผมก็อยาก ให้ถึงเหมือนกัน ผมก็เป็นหนึ่งใน 5 ของคนถือเหรียญมากที่สุดโดยใช้เงินบาทซื้อเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเองคือถ้าทุกคนได้กำไรผมก็ได้กำไร ทุกคนขาดทุนผมก็ขาดทุน

          “ผมก็เป็นหนึ่งคนที่อยากให้ราคามันไปเช่นเดียวกัน แต่วิธีการในการทำราคา มันมีการเข้าไปทำราคามัน กับการสร้าง fundamental ของมัน ซึ่งผมเลือกหนทางในการสร้าง fundamental”

          ทุกวันนี้ผมก็พยายามทำระบบ สร้าง fundamental ให้มันเกิดขึ้นตลอด การสร้าง fundamental ให้เกิดขึ้นแล้วราคามันวิ่งไป ถ้าถามผม ผมว่ามันใช้เวลา 2-3 ปี มันไม่น่าจะเร็วในหลักเดือน เพราะฉะนั้นตอนนี้มันเดินทางมาประมาณปีกว่าแล้ว ผมเข้าใจว่าอีกสักประมาณ หลักเดือนถึงปีนึงจากนี้ไปก็น่าจะเห็นผลนะครับ แต่มันจะไปไกลแค่ไหนก็คงต้อง ต้องดูตาม demand-supply อีกเรื่องหนึ่ง

***ฝากอะไรถึงนักลงทุน

          “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์ JFIN” ความยากของผมก็คือทุกๆ วันในการทำงาน ผมไม่ทราบเลยว่ามันจะต้องทำแค่ไหนถึงจะพอ เพราะโจทย์มันเปลี่ยนไปทุกๆ วัน แต่ว่าพยายามทำทุกอย่างให้มัน มีเสถียรภาพที่สุด เมื่อราคาที่มันขึ้นไปมันควรจะขึ้นไปอย่างมีเสถียรภาพ มีคนอยากจะซื้อ อยากจะขายเหรียญ เป็น demand-supply ของจริงทั้งสิ้น ไม่มีเทียมเลย

          ผมไม่ได้เข้าไปซื้อ เข้าไปขายเลย ผมไม่ได้เข้าไปเล่นสักวันหนึ่ง ไม่ได้เข้าไปแตะ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มันมีวอลลุ่มซื้อขายเข้ามาก็ให้รู้ว่ามันเป็นวอลลุ่มของจริง

          “ถ้าอยากจะฝากไว้คือ ผมก็รออยู่เช่นเดียวกันนะครับ ผมก็คิดว่ามันควรจะมีผล impact และทำให้ ราคาเหรียญมันไปได้เร็วขึ้น จาก fundamental ที่ผมสร้างขึ้นมา ก็คิดว่าไม่น่าจะนานเกินไปจากนี้”

 












































 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh