efinancethai

Special Interview

GFPT ธุรกิจไก่ครบวงจร เข้าโหมดฟื้นตัว ส่งออกกลับมาโต ขยายโรงเชือด

GFPT ธุรกิจไก่ครบวงจร เข้าโหมดฟื้นตัว ส่งออกกลับมาโต ขยายโรงเชือด

หากพูดถึงธุรกิจการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูป  บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไก่เนื้อระดับชั้นนำของประเทศ ด้วยการดำเนินธุรกิจการเกษตรครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงไก่ ชำแหละและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อไก่ รวมถึงอาหารสัตว์บก สัตว์น้ำ

 

แม้ปี 66 ที่ผ่านมา ไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับธุรกิจเกษตรและอาหาร แต่ด้วยความสามารถของบริษัท และการจัดการที่ดี ทำให้ GFPTสามารถฝ่ามรสุมและยังทำให้บริษัทมีกำไรต่อไปได้ในสภาวะที่อุตสาหกรรมไม่เอื้ออำนวย  "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูล และแนวโน้มธุรกิจในระยะต่อไป จากนายวีระ ธิตยางกรุวงศ์ ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์  

 

*** อุตสาหกรรมส่งออกไก่กลับมาสดใส

 

ภาพรวมปี 67 ในแง่การส่งออกคาดว่าจะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง หลังจากชะลอไปในปี 66  โดยภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมส่งออกไก่ คาดการณ์จะเติบโต 2-3% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ช่วงต้นปี

 

ในส่วนของ GFPT ธุรกิจอาหารปีนี้น่าจะกลับไปส่งออกใกล้เคียงปี 65 จากปี 66 ที่ชะลอตัว ขณะที่ธุรกิจอื่นในประเทศ เช่น ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ สัตว์บก น่าจะใกล้เคียงปี 66 เพราะการแข่งขันไม่สูง หลายธุรกิจ เช่น หมูได้รับกระทบจากโรคระบาดทำซัพพลายหมูหายไป ราคาจึงผันผวน แต่บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะทำธุรกิจไก่อย่างเดียว

 

"ในปี 66 แม้ราคาไก่ไม่ดีมาก แต่ของเราก็ไม่ได้แย่ เพราะเราควบคุมเองทุกอย่าง อีกด้านเราเป็นไก่ครบวงจรสามารถควบคุมตั้งแต่ต้นทุนอาหารสัตว์แม้ต้องนำเข้า ต่อให้ราคาสูง เราก็จะไม่สูงมากเมื่อเทียบรายกลาง รายย่อย เป็นกลยุทธ์ของ GFPT ที่ไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือไม่ดี แต่เราประคองตัวได้ ไม่แย่ ส่วนหนึ่งเพราะมีความ Conservative ในทุกปี"

 

*** เจาะลูกค้าต่างประเทศ ทำสัญญาระยะยาว อีกกลยุทธ์ธุรกิจ

 

การดำเนินธุรกิจของบริษัท การทำสัญญากับลูกค้าต่างประเทศเป็นสัญญาระยะยาว 10-20 ปีขึ้นไป ถือเป็นหนึ่งในอีกกลยุทธ์ เพราะโอกาสที่ลูกค้าเปลี่ยนใจไม่ค่อยเปลี่ยนบ่อย ขณะที่เราขายไก่แปรรูปในต่างประเทศเพราะมีมาร์จิ้นที่ดีกว่าในประเทศ ลูกค้าค่อนข้างแน่นอนมากกว่าลูกค้าในประเทศ  และในประเทศแข่งขันสูง อัตรากำไรต่ำกว่า

 

ตลาดส่งออกปีนี้ยังคงเน้นตลาดเดิม ญี่ปุ่น ยุโรป อังกฤษ จีน สิงคโปร์มาเลเซีย แม้ปี 66 ที่ยอดขายลดลง 5-8% แต่ปีนี้เชื่อว่าจะกลับมาเติบโต 5-8% เท่าปี 65  โดยเฉพาะตลาดหลักญี่ปุ่น จะกลับมาคึกคักขึ้นตามลำดับ จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการบริโภค รวมทั้งไก่สินค้าแปรรูปน่าจะดีขึ้น

 

"ตลาดหลักมาจากปริมาณส่งออกไปญี่ปุ่นฟื้นตัวดีขึ้นมาก และส่งออกไปจีนดีขึ้น ขณะตลาดยุโรปยังทรงตัว อาจกระทบจากวิกฤตทะเลแดง และมีเศรษฐกิจถดถอยในบางประเทศ ส่วนตลาดจีนมีความเฉพาะเจาะจงการจัดจำหน่ายชิ้นส่วนไก่ โดยเฉพาะตีนไก่เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ ซึ่งตีนไก่ขายดีมากในจีน เราส่งออก 100%"

 

นอกจากนี้ มองตลาดอื่นเพิ่มเติม ฝั่งตะวันออกกลาง ซึ่งมีกฎเกณฑ์ขั้นตอน ต้องใช้เวลาในการเจรจาด้านราคา เนื่องจากเน้นมาร์จิ้นดีเป็นหลัก

 

 

***  จับตาวิกฤตทะเลแดง หวั่นกระทบการขนส่ง

 

ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ ผลกระทบจากอัตราค่าระวางเรือส่งออกไปยุโรปปรับขึ้น หลังเกิดวิกฤตทะเลแดง และบริษัทเป็นผู้จ่ายค่าขนส่ง ซึ่งการส่งมอบก็อาจจะล่าช้าเพราะต้องใช้เวลาเดินเรือเพิ่ม 10-15 วัน และภาวะภัยแล้งจากเอลีโญทำให้ราคาวัตถุดิบผันผวน ทั้งข้าวโพด และกากถั่วเหลือง จะกระทบอัตรากำไรขั้นต้น

 

"วิกฤตทะเลแดง เนื่องจากเส้นทางหลักไปยุโรป ปัจจุบันได้เปลี่ยนเส้นทางขนส่ง ค่าระวางเรือก็เพิ่มขึ้น ส่งสินค้าล่าช้า ส่งผลกระทบไปแล้ว และไม่แน่ใจว่าจะกินระยะเวลายาวนานแค่ไหน อาจทำให้ปลายทางเสี่ยง สั่งสินค้าน้อยลง ได้สินค้าช้า และต้นทุนค่าขนส่งก็แพงขึ้น"

 

***  ยอดขาย-ราคาไก่ฟื้นตัว

 

ปีนี้บริษัทวางเป้ายอดขายโต 3-5% จากปริมาณขายไก่ที่เพิ่มขึ้นเป็น 31,000-32,000 ตัน จากปี 66 ไม่ถึง 30,000 ตัน ส่วนราคาขายคาดว่าจะทรงตัว แต่ก็หวังว่าจะดีขึ้น

 

"ปีนี้เป็นปีที่การเติบโตไม่มาก เพราะภาพรวมเศรษฐกิจกำลังซื้อในและต่างประเทศไม่ได้ดีมาก แต่ตลาดต่างประเทศกลับมาโต มีความต้องการบริโภคมากขึ้น โอกาสโตมากกว่าในประเทศ โดยตลาดหลักยังเป็นญี่ปุ่น จีน เอเชีย ค่อยๆ ตื่นตัวดีขึ้น"

 

สำหรับแนวโน้มราคาเนื้อไก่ ปัจจุบันอยู่ที่ 40-41 บาท/กก.คาดว่าจะยืนอยู่ได้ ซึ่งปรับขึ้นมา 2-3 บาท จากปลายปี 66 อยู่ที่ 37-39 บาท/กก.จากการท่องเที่ยวปลายปีที่ดีขึ้นทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ขณะที่ธุรกิจอาหาร สินค้าไก่เป็นสินค้ายอดนิยม ทำให้มีความต้องการบริโภคมากขึ้น ดีมานด์ปรับขึ้น

 

ประกอบกับราคาหมูปรับขึ้น และไก่เป็นสินค้าทดแทนราคาก็น่าจะปรับขึ้นด้วย เป็นปัจจัยควบคู่กันไป เพราะราคาหมูจะสอดคล้องกับราคาไก่ ถ้าราคาหมู มีแนวโน้มดีขึ้น ราคาไก่ก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

 

 

 

*** ลุ้นต้นทุนอาหารสัตว์ลดลง

 

อีกสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปีนี้ราคาวัตถุดิบยังค่อนข้างสูงอยู่ แต่นิ่งควบคุมต้นทุนง่ายกว่า ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงลดลง อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งราคาข้าวโพด และกากถั่วเหลือง ซึ่งปี 66 กากถั่วเหลืองราคาอยู่ที่ 21-23 บาท ปีนี้น่าจะลดลง แต่คงลดลงไม่มาก และไม่สวิงเหมือนปี 66 เพราะมองว่าสภาพอากาศหลังจากนี้ในระยะต่อไปน่าจะดีขึ้น ถ้าเฉลี่ยทั้งปี ต้นทุนยังสูงอยู่แต่ไม่สูงมากเท่าปีก่อน น่าจะประมาณ 21-22 บาท

 

บริษัทยังคงเดินหน้าขยายการลงทุน โดย ปี 67 บริษัทตั้งงบไว้ 1-1.2 พันล้านบาท เพื่อรองรับการก่อสร้างโรงงานเชือดไก่แห่งใหม่ กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 100% หรือเพิ่มอีก 150,000 ตัวต่อวัน จากปัจจุบันที่ 150,000 ตัวต่อวัน คาดก่อสร้างเสร็จไตรมาส 3-4 ปีนี้ แต่ระยะแรกคงไม่ผลิตทั้งหมด 100% น่าจะประมาณ 70,000-80,000 ตัวต่อวัน ทยอยเพิ่มตามออเดอร์ ตามดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น

 

*** ส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจร่วมทุนดีขึ้นจาก Mckey

 

นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุน (JV) มีแนวโน้มดีขึ้น โดยหลักมาจากส่วนแบ่งกำไรจาก McKey น่าจะโตได้ดีอยู่ เพราะกำลังการผลิตโรงงานแปรรูปแห่งใหม่ทำให้ Mckey เพิ่มขึ้น ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรของบริษัท จีเอฟพีที นิชิเร (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GFN ทรงตัว

 

โดยสรุป ภาพรวมปี 67 ดีขึ้น ส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ดี ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากส่งออกไปญี่ปุ่นและจีนดีขึ้นมาก  ปีนี้จะเป็นปีที่ต้นทุนวัตถุดิบไม่ผันผวนมาก ควบคุมง่ายขึ้น แต่ยังคาดหวังราคาเนื้อสัตว์ทั้งไก่และหมูฟื้นตัวจากสถานการณ์หมูเถื่อนทยอยคลี่คลาย รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรจาก McKey เพิ่มขึ้น และยังได้รับผลดีจากกำลังการผลิตโรงเชือดไก่แห่งใหม่ที่คาดว่าจะเสร็จในช่วงกลางปี 67

 

อนึ่ง ปัจจุบัน โครงสร้างรายได้ของ GFPT มาจาก 1.ธุรกิจอาหาร ส่งออกไก่ และชิ้นไก่ในประเทศ สัดส่วน 50-55% 2.ธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ สัดส่วน 25-30% และ 3.ธุรกิจอาหารสัตว์บก สัตว์น้ำ สัดส่วน 15-20%

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh