Special Interview

กรุงศรี กับโมเดลแบงก์ในโลกอนาคต

กรุงศรี กับโมเดลแบงก์ในโลกอนาคต

 

          อุตสาหกรรมธนาคารต้องปรับตัวอย่างหนัก ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของทุกอุตสาหกรรม เพื่อรับมือกับการไหลบ่าของเทคโนโลยีแบบไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เออาร์(AR)  เอไอ(AI) ไบโอเมตริก(Biometric) ฯลฯ 

          การแข่งขันทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะไม่ใช่สนามของแบงก์ใหญ่ แบงก์กลาง หรือแบงก์เล็กอีกต่อไป แต่มันเป็นการแข่งขันกับผู้เล่นรายใหม่ๆ นอกวงการที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ก้าวข้ามจากธุรกิจเดิมมาสู่ธุรกิจให้บริการทางการเงิน เช่น โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือแอปพลิเคชันแชทอย่าง ไลน์ (LINE) 

          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในประเทศจีน ที่ อาลีเพย์ (Alipay) และ วีแชทเพย์ (WeChat Pay) เข้ามาท้าชนกับธนาคารในประเทศจีน ก้าวมาเป็นผู้ให้บริการด้านการเงินต่างๆ ได้ ราวกับเป็นธนาคารพาณิชย์เสียเอง     

          วันนี้เราจะไปคุยกับคนวงการแบงก์ ในมิติของการรับมือกับเทคโนโลยีกับ    “คุณฐากร ปิยะพันธ์” ประธานกรรมการ กรุงศรีคอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY หรือชื่อเล่นที่คนในวงการเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า “พี่เอ๋อ”  

          นอกจากจะมีภารกิจหลักที่แบงก์แล้ว คุณฐากร ยังมักจะได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมแบงก์ และ กรุงศรี ก็น่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกๆ ของไทยที่กล้าทดลองนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ ในธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศ  

*นำบล็อกเชน มาใช้เป็นเจ้าแรกๆ ในวงการธนาคาร 

          ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา “ฐากร ปิยะพันธ์” แห่ง BAY ได้เข้ามาทำหน้าที่ดูแลด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรมเป็นหลัก จากก่อนหน้านั้นที่ดูเรื่องสินเชื่อบ้าน บัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต และช่องทางดิจิทัล เขาเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ตอนเข้ามาทำหน้าที่ในช่วงแรกๆ เริ่มมีหลายคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งเป็นกระแสที่พูดถึงในต่างประเทศ เช่น สตาร์ทอัพ (Startup) ฟินเทค (FinTech) บล็อกเชน(Blockchain) และ เอไอ (AI) ทำให้ต้องเริ่มตั้งทีมขึ้นมาศึกษา เพื่อวางแผนรูปแบบการให้บริการของธนาคารในอนาคต 

          หลังศึกษาและวางแผน ต่อมาจึงเกิดบริการใหม่ๆ ทยอยออกมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแอปธนาคารกรุงศรีฯ KMA (Krungsri Mobile App) ,สำหรับกลุ่มลูกค้าบัตรเครดิต (แอป UChoose)   รวมถึงการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาใช้เป็นเจ้าแรกๆ ในวงการธนาคาร โปรเจกต์แรกที่ทำคือ การโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ และตามมาด้วยการประยุกต์ใช้ในอีกหลายโปรเจกต์   

          “ผมคิดว่าเราเป็นเจ้าแรกๆ ที่เริ่มเห็นว่า บล็อกเชน น่าจะเป็นอนาคตของการใช้เทคโนโลยีของธนาคาร เพราะจริงๆ แล้ว บล็อกเชนเหมาะกับธุรกรรมหรือรายการที่เกี่ยวข้องกับการเงินมาก เพราะบล็อกเชนมันพิสูจน์เรื่องของการตรวจสอบ การสร้างความน่าเชื่อถือของธุรกรรม บล็อกเชนสำหรับผมมันเหมาะกับจริตของธุรกรรมธนาคารมาก” 

*บล็อกเชน ตัดตัวกลาง แต่ธนาคารยังจำเป็น 

          อย่างที่เราทราบกันดีว่าเทคโนโลยีบล็อกเชน จะตัดตัวกลางออก เพราะมันทำงานด้วยระบบที่ไม่มีศูนย์กลาง แต่ทุกคนที่อยู่ในเครือข่ายร่วมกันประมวลผลตรวจสอบ และควบคุมธุรกรรมที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นว่าแต่ละ Node หรือแต่ละคนต้องรู้จักกัน ซึ่งหากนำมาใช้ในธุรกรรมการเงิน เช่น การโอนเงิน นั่นหมายความว่า ตัวกลางอย่างธนาคารก็ไม่จำเป็นแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้คุณฐากร กล่าวว่า  

          “การเป็นตัวกลางอาจจะลดความจำเป็นลงเรื่อยๆ ก็จริง แต่ถ้าถามว่าธนาคารยังจำเป็นอยู่หรือไม่ คิดว่าธนาคารยังจำเป็นอยู่ เพราะมันเป็นเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับผู้ฝากเงิน และหลายสิ่งหลายอย่างมันเป็นหน้าที่ของธนาคาร เพียงแต่คำว่าหน้าที่ในฐานะตัวกลางความจำเป็นอาจจะน้อยลง” 

          เขายกตัวอย่างระบบการโอนเงินไปต่างประเทศ ซึ่งจะต้องผ่านธนาคารตัวแทนต่างประเทศ (Correspondent Bank) มีธนาคารฝั่งที่รับเงิน และฝั่งที่ส่งเงิน แต่เมื่อใช้การโอนเงินผ่าน บล็อกเชน จะไม่มีตัวกลาง แต่ยังคงมีความปลอดภัย ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่ายจากการโอนเงิน ธนาคารกรุงศรี ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีดังกล่าว แต่ตรงกันข้ามได้นำมาใช้งาน โดยร่วมมือกับบริษัท Ripple เพื่อใช้แพลตฟอร์มบล็อกเชนของ Ripple ให้บริการโอนเงินข้ามประเทศ  

           “อย่างที่เราพาร์ทเนอร์กับ Ripple มันตัดตัวกลางออก ผู้รับ ผู้ส่งคุยกันเองโดยตรงบนบล็อกเชน ดังนั้น ธุรกรรมถูกต้อง ไม่ต้องเสียเวลา verify ไม่ต้องมีตัวกลาง เมื่อก่อนโอนเงินข้ามประเทศ 2 วันเดี๋ยวนี้เหลือแค่ 28 วินาที เรื่องต้นทุนผมคิดว่าลดลงไป 2 ใน 3 ได้เลยทีเดียว”  

*เดินหน้า ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เต็มสูบ 

          คุณฐากร เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของแบงก์กรุงศรี ด้วยความภาคภูมิใจหลังจากที่เขาได้เข้ามาคุมทัพด้านดิจิทัลและทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ว่าสิ่งที่หวังมีเพียง 2 เรื่องคือ 1.สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และ 2.การใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ

          ด้านการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า เมื่อลูกค้ามาใช้บริการของธนาคารจะมีหลากหลายช่องทางติดต่อทั้งที่สาขา,ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า,ตู้ ATM ,Mobile แอปพลิเคชัน,อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง,เฟซบุ๊กและไลน์ ช่องทางเหล่านี้คือการใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ไม่ว่าลูกค้าอยากได้คำตอบจากแพลตฟอร์มไหน ธนาคารสามารถสื่อสารได้เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี

           ด้านการใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ ธนาคารได้นำ Robotic Process Automation (RPA) มาใช้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นโรบอทสำนักงาน นำมาใช้แทนคน สำหรับงานที่ต้องใช้เวลาในการทำมาก หรืองานที่ต้องทำซ้ำบ่อยๆ   ซึ่งโรบอททำได้ตลอด 24 ชั่วโมง และยังไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้โรบอทอีกด้วย ส่วนคนก็จะขยับไปทำงานที่สร้างมูลค่ามากกว่า  

 *เอไอ-บล็อกเชน คือเทคโนโลยีแห่งอนาคต

          “ผมคิดว่าเราจะเริ่มเห็นกรณีการใช้งานของเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น แต่ที่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเทรนด์ในอนาคตข้างหน้า มันจะเป็นเรื่องของตัว เอไอ กับบล็อกเชน สองตัวนี้จะเป็นตัวหลักๆ ของอุตสาหกรรมธนาคาร”

          คุณฐากร เชื่อว่า จากนี้ไปจะเห็นแต่ละธนาคารนำ เอไอ กับบล็อกเชน มาประยุกต์ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ เอไอ ที่จะเริ่มฉลาดมากขึ้นจากการเรียนรู้หรือที่เรียกว่า Machine Learning ซึ่งโรบอทจะเรียนรู้จากคำตอบของลูกค้า

            “Machine มันจะเรียนรู้เข้าไปเรื่อยๆ แต่ที่จะฉลาดมากขึ้นไปหลังจากนี้ก็คือว่ามันจะรู้มากขึ้นว่าจริงๆ แล้วลูกค้าต้องการอะไร นอกเหนือจากสิ่งที่เขาถามหรือเปล่า เพราะมันดูจากแพทเทิร์นของคนอื่นๆ ที่ถามแบบนี้เหมือนกัน ดังนั้น ความแตกต่างของ เอไอ มันทำเสมือนคนแต่ที่มันจะทำให้ฉลาดมากขึ้นก็คือเพราะว่ามันคาดการณ์ให้ได้ ว่าความต้องการครั้งถัดไปหรือสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพิ่มเติม มันคืออะไรบ้าง อันนี้คือที่เราเริ่มทำเรื่องของ เอไอ” 

          ส่วนบล็อกเชน ธนาคารทำไปแล้วประมาณ 3-4 โปรเจกต์ เช่น บริการโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์,การตรวจสอบการทำธุรกรรมระหว่างคู่ค้าในระบบซัพพลายเชนโดยร่วมมือกับ บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC), การร่วมจัดตั้ง บริษัท บีซีไอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ BCI เพื่อสร้างระบบบล็อกเชน สำหรับใช้ร่วมกันในกลุ่มธนาคารโดยมีบริการแรก คือ บริการหนังสือค้ำประกันบนบล็อกเชน และที่จะเริ่มเห็นก็คือ การพิสูจน์ตัวตน e-KYC ผ่าน National Digital ID โดยใช้ระบบบล็อกเชนเป็นพื้นฐาน 

          อีกส่วนหนึ่งที่จะเริ่มเห็นเทรนด์มากขึ้นคือเรื่องของ เทคโนโลยีไบโอเมตริก (Biometric) หรือข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล เช่น หน้า เสียง ลายนิ้วมือ ลายฝ่ามือ ฯลฯ 

          “ผมคิดว่าอันนี้ (ไบโอเมตริก) เริ่มเห็นเทรนด์ว่าจะมาใช้ในอุตสาหกรรมธนาคารมากขึ้น ผมมองว่ามันจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริโภค เพราะมันจะเข้ามาช่วยทำให้ซีเคียวริตี้มันดีขึ้น แล้วอีกหน่อยก็คือว่าต้นทุนมันจะถูกลง ราคามันจะค่อยๆ ถูกลง แต่อันนี้ต้องใช้เวลานิดนึง” 

*ลงทุนหนักด้านไอทีช่วงแรก เพื่อรอเก็บเกี่ยวระยะยาว 

          การนำเทคโนโลยีมาใช้ แม้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจได้ดีในระยะยาว แต่ในระยะสั้นก็ต้องมาคู่กับค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่หนีไม่พ้นอย่างแน่นอน  ในเรื่องนี้ คุณฐากร ยอมรับว่า ตัวเลขการลงทุนอาจจะตอบได้ยาก แต่มองว่าคงจะต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจะยังไม่เห็นผลในระยะสั้น และภาพที่จะเห็นจากนี้ไปคือทุกอุตสาหกรรมจะต้องนำด้วยเทคโนโลยี ดังนั้น เรื่องของทรัพยากรบุคคลก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน  

          สัดส่วนของบุคลากรด้านไอทีอาจจะมากขึ้นในแต่ละองค์กร คนที่อาจจะทำสายงานปฏิบัติการ หรือสายงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่ไอทีโดยตรงก็ต้องเรียนรู้เรื่องของไอทีมากขึ้น เพื่อที่จะใช้เครื่องมือต่างๆ ได้ 

          “สิ่งที่มันจะเยอะขึ้นไปเรื่อยๆ ก็คือว่า cost ของการ maintain compliance ,cost ของการ maintain เรื่องซีเคียวริตี้มันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น มันจะถูก invest ในเรื่องของแพลตฟอร์ม เรื่องของซีเคียวริตี้ หรืออย่างคลาวด์ หรืออะไรพวกนี้ การลงทุนในอนาคตมันจะยังเยอะอยู่ แต่มันจะยังไม่ได้ผลตอบแทนเลยในวันแรก แต่มันจะเขยิบไปเก็บเกี่ยวเอาอีกสัก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า” 

*อุตสาหกรรมแบงก์ปรับตัวได้เร็ว แต่จะพอหรือเปล่า ยังไม่แน่

          แม้จะดูเหมือนว่าธนาคารกรุงศรีฯ หรือแม้กระทั่งธนาคารแห่งอื่นๆ จะปรับตัวแล้ว แต่จะเห็นได้ว่าพัฒนาการความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้การเข้ามาของคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ที่อยู่นอกวงการง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอย่าง ไลน์ เฟซบุ๊ก ที่กำลังคืบคลานเข้ามาเจาะกล่องดวงใจของแบงก์ นั่นคือบริการรับจ่าย โอนเงิน หรืออื่นๆ    

          อย่างล่าสุด กระแสที่ต้องพูดถึง คือ การที่เฟซบุ๊ก ประกาศว่าจะสร้างเหรียญ คริปโตเคอร์เรนซีที่ชื่อ Libra แม้เหรียญดังกล่าวจะยังไม่ออกใช้ แต่ก็เขย่าวงการธนาคารไปทั่วโลก 

          คำถามที่น่าสนใจก็คือ อุตสาหกรรมแบงก์ ปรับตัวเร็วพอหรือยัง? 

          คุณฐากร ตอบว่าหากเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ แล้ว แน่นอนว่าอุตสาหกรรมแบงก์ปรับตัวได้เร็วกว่า ในการรับมือกับ ดิจิทัลดิสรัปชั่น แต่ทว่า..สิ่งที่ไม่มั่นใจนักก็คือ มันเร็วเพียงพอรองรับกับอนาคตหรือไม่ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วและการลงมาแข่งขันอย่างเต็มที่ของผู้เล่นหน้าใหม่นอกอุตสาหกรรมหลังเทคโนโลยีมีความพร้อม จากเดิมที่อาจจะแค่ทดลองตลาด  

           “ถามว่าเราเร็วเพียงพอกับในอนาคตหรือเปล่า ผมคิดว่าอาจจะตอบยากนิดนึง ขึ้นอยู่กับกระแส กระแสหนึ่งก็คือกระแสของผู้บริโภค อันที่สองก็คือกระแสของข้างนอก ที่จะเข้ามาในประเทศไทย ผู้เล่นใหม่ๆ ยักษ์ตัวใหญ่ๆ ที่ยังไม่ตื่นเต็มที่ ถ้าเขาตื่นเต็มที่แล้ว เขามีเทคโนโลยีรองรับ คำถามก็คือว่าที่เรากำลังปรับตัวเนี่ยเรารับมือได้หรือเปล่า”  

*ปรับมุมมองจากคู่แข่งเป็นพาร์ทเนอร์ 

           ผู้เล่นหน้าใหม่ที่มากขึ้น แม้ผู้เล่นบางรายมีเทคโนโลยี แต่อาจจะขาดฐานลูกค้าเพื่อที่จะขยายธุรกิจให้เติบโต ทำให้เราเห็นรูปแบบการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเกิดขึ้น โดยเฉพาะบริษัทฟินเทคมาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับธนาคาร หรือการที่ธนาคารที่มีฐานลูกค้าแต่ขาดเทคโนโลยี ก็มาขอเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทฟินเทค 

          คุณฐากร เล่าว่า ต่อไปนี้รูปแบบการทำธุรกิจจะเปลี่ยนไป โดยจะเห็นรูปแบบของ Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Grab, Banking Agent ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือการ Sharing Infrastructure  หรืออีกหน่อยอาจจะเห็นตู้ ATM ของแต่ละธนาคารเป็นสีเดียวกัน จากเดิม 7 ธนาคาร 7 สีตั้งเรียงกัน  

          การตั้งบริษัท บีซีไอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ BCI ของกลุ่มธนาคารในไทย เพื่อให้บริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์บนระบบบล็อกเชน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันแล้วแบ่งกันใช้ 

          “เราไม่ควรจะแข่งกันเอง แต่เราควรจะเป็นพาร์ทเนอร์ชิพในการทำธุรกิจ คือมันเหมือน Co-exist แพลตฟอร์มเองเขาก็อยู่ไม่ได้โดยที่ขาดเรา เราอยู่เองในอนาคตไม่ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยเขา เราก็จำเป็นจะต้องเปิดตัวเราเองออกไปถ้าเราไม่ปรับเจ้าใหญ่ๆ เขาจะเข้ามา” 

          เมื่อพูดถึงเจ้าใหญ่ๆ แน่นอนคงหนีไม่พ้น เฟซบุ๊ก ไลน์ ที่คืบคลานเข้ามาให้บริการด้านการเงิน ในเรื่องนี้คุณฐากร ตั้งข้อสังเกตว่า  

          “จริงๆ เขาเข้ามาก็อาจจะไม่ได้อยากที่จะทำลายล้างเราก็ได้ เขาแค่อยากเป็นพันธมิตรกับเรา แต่เผอิญเราคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เขาก็รู้สึกว่าในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง งั้นเขาทำตรงนี้ของเขาเองดีกว่า มันก็จะเหมือนอย่าง Alipay, WeChat Pay ในประเทศจีน ที่คุยกันไม่รู้เรื่อง ดังนั้น เขาทำของเขาเองเลย พอเขาทำเองหมดเขาก็เลยตัวใหญ่ไปหมดเลย เขาทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ธนาคารทำได้”

          อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าเมื่อธนาคารเปลี่ยน ต่อไปนี้ผู้เล่นหน้าใหม่อาจจะมีมุมมองว่า การเป็นพาร์ทเนอร์กับธนาคารน่าจะดีกว่า เพราะธนาคารเชี่ยวชาญในสิ่งที่พวกเขาไม่ถนัด

          “เขาก็จะมองว่า ขี้เกียจมานั่งผ่าน regulation ขี้เกียจมานั่งขอ license ขี้เกียจมานั่งทำนู่นทำนี่ ธนาคารทำได้อยู่แล้วก็พาร์ทเนอร์กันดีกว่า แล้วก็ sharing กันว่าทำยังไง” 

*จาก “ธนาคาร” เปลี่ยนแปลงไปสู่ “แพลตฟอร์ม” 

           “ต่อไปนี้เราจะเห็น Banking as a Service , Lending as a Service, Insurance as a Service และ Partnership Banking ธนาคารคือแพลตฟอร์ม สามารถที่จะ Plug and Play กับใครก็ได้” 

          เขาขยายความว่า ธนาคารอยู่ด้วยตัวเองอย่างโดดเดี่ยวไม่ได้อีกต่อไปแล้วแต่จะต้องเปิดตัวเองออกสู่โลกภายนอกและเอาบริการของธนาคารไปให้ผู้เล่นอื่นๆ ในตลาดได้ร่วมใช้งาน อย่างการเปิดบัญชีธนาคาร เดิมต้องไปที่สาขา ต่อไปนี้จะเปิดกับแพลตฟอร์มไหนที่คุณใช้งานอยู่แล้วก็สามารถทำได้ เช่น เปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ,Grab ,ลาซาด้า เป็นต้น  

          นอกจากขอเปิดบัญชีธนาคาร ยังขอเปิดบัตรเครดิต ขอวงเงินสินเชื่อ ดังนั้น จริงๆ แล้วผู้คนใช้ชีวิตอยู่บนแพลตฟอร์มแต่อยากทำธุรกรรมทางการเงิน ฉะนั้น สิ่งที่จะเห็นก็คือว่า ธนาคารจะเป็น “Banking as a Service” เหมือนธนาคารเสียบปลั๊กไปยังแพลตฟอร์มอื่นซึ่งมีเต้าเสียบอยู่ จากนั้นก็สามารถต่อสัญญาณทำธุรกรรมได้ทันที นี่คือโลกในอนาคตของอุตสาหกรรมธนาคาร 

          “ที่เรามักจะได้ยินคำว่า Open API ตัวนี้แหละ มันจะเป็นการที่ทำให้เราต่างคนต่างเปิดประตูของเรา แล้วมาเชื่อมต่อสิ่งเหล่านี้ได้ ผมคิดว่า อนาคตมันจะกลายเป็นลักษณะแบบนี้ไปแล้ว”  

* “ดิจิทัล เคอร์เรนซี” มาแน่ 

          คำว่า บล็อกเชน มาคู่กับ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินด้วยคริปโต เช่น บิตคอยน์ (bitcoin) มีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า ปลอดภัยกว่าเพราะมันทำงานอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้อดที่จะถามต่อไม่ได้ว่า ในฐานะนายแบงก์มีมุมมองต่อคำว่า “คริปโตเคอร์เรนซี” อย่างไร     

           “ผมคิดว่าอย่างนี้คำว่า ดิจิทัล เคอร์เรนซี เนี่ยคือยังไงเคอร์เรนซีมันก็ต้อง move เป็นดิจิทัล มันเป็นธนบัตรกระดาษไม่ได้อยู่แล้วผมเชื่อว่าทั้งหน่วยงานกำกับในแต่ละประเทศ ก็มองเช่นเดียวกันคือมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะถือกระดาษดีกว่า ทุกวันนี้เวลาเราทำธุรกรรมผ่านมือถือโอนเงินกันไป พวกนี้เงินมันก็ move เพียงแค่ว่าธนบัตรมันไม่ได้ move”  

           อย่างไรก็ตาม การที่ “ดิจิทัลเคอร์เรนซี” จะ move ไปเป็นคอยน์ (coin) หรือว่าเป็นแบบ “คริปโตเคอร์เรนซี” อย่างเช่น บิตคอยน์ อีเธอเรียม นั้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคริปโตเคอร์เรนซี เหล่านั้นน่าจะมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่ต่างกันกับ “ดิจิทัลเคอร์เรนซี” เพราะคริปโตใช้เพื่อการลงทุนหรือการเก็งกำไรเสียมากกว่า แต่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้แทนเงินสด หรือการชำระราคาที่ถูกต้องได้ เพราะมันยังมีข้อจำกัดในทางเทคนิค

* “เรื่องเงินเรื่องง่าย” และ “กรุงศรีอยู่นี่นะ” 

          สุดท้ายเราให้คุณฐากร ฝากถึงลูกค้าของธนาคาร หากพูดถึงแบงก์กรุงศรี อยากให้ลูกค้านึกถึงอะไร 

          ถ้าเราพูดถึงกรุงศรี คนอาจจะค่อนข้างได้ยินบ่อยๆ ว่า "เรื่องเงินเรื่องง่าย"  และวันนี้เรามีอีกประโยคหนึ่ง "กรุงศรีอยู่นี่นะ" คือ จริงๆ แล้วเรื่องเงินมันไม่ใช่เรื่องยาก กรุงศรีอยากทำเรื่องของธุรกรรมทางการเงินให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้บริโภค และถ้าลูกค้าอยากทำธุรกรรมไม่ว่าเมื่อไหร่ เวลาไหน ก็สามารถที่จะได้รับความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ของกรุงศรีที่มีอยู่ 

          ก่อนจะจบท้ายการสัมภาษณ์ด้วยประโยคที่ว่า 

          “อยากจะฝากผู้บริโภคไว้ว่า ถ้านึกถึงกรุงศรี..เรื่องเงินเรื่องง่าย..นะครับและ..กรุงศรีอยู่นี่นะ"   

 

 



Tags:

BAY




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh