www.irplus.in.th Investor Relations Info : COM7
บล.ฟิลลิป : COM7 แนะนำ“ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานปี 64 ที่ 40.0 บาท 

 

กำไรสุทธิ 2Q63 ออกมาดีกว่าที่ทางฝ่ายคาดมาก
  COM7 รายงานกำไรสุทธิ 2Q63 ที่ 275 ลบ. หดตัวเพียง 6.7% y-y และ 4.6% q-q ซึ่งดีกว่าที่ทางฝ่ายคาดไว้ว่าจะลดลงแรงถึง 51.7% y-y และ 50.7% q-q จากยอดขายที่มากกว่าคาด บวกกับประสิทธิภาพการควบคุม SG&A ที่ดีทั้งนี้กำไรสุทธิ 2Q63 ที่ลดลง y-y และ q-q หลักๆ มาจาก GPMที่ปรับลงเป็น 12.2% จาก 2Q62 ที่ 13.7% และ 1Q63 ที่ 13.8%
  จากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นหลังมีสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GP) ลดลง 11.2% y-y และ 15.8% q-q ถึงแม้ว่ารายได้จากการขายและการให้บริการลดลง 0.1% y-y และ 4.9% q-qหากแต่บางส่วนถูกชดเชยได้ด้วยการลดลงของ SG&A หลังได้ประโยชน์จากส่วนลดค่าเช่า รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขายลดลง นอกจากนียั้งมีการควบคุมค่าใช้จ่ายการขายและบริหารที่ดี ทำให้SG&A/Sales ลดลงจาก 2Q62 และ 1Q63 ที่ 7.4% และ 7.6% ตามลำดับ เป็น 6.3%

โอกาสเติบโตของ COM7 มีได้ในทุกสถานการณ์
  ด้วยข้อมูลที่ได้รับจากงาน Opportunity Day วานนี้ทำให้ทางฝ่ายยังมีมุมมองบวกต่อผลดำเนินงานของ COM7 ที่คาดจะยังมีโอกาสเติบโตได้ทุกสถานการณ์จากความพยายามในการปรับรูปแบบและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยเหตุการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลต่อการปิดสาขาชั่วคราวเกือบ 2 เดือนถือเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จจากความพยายามด้วยรายได้จากการขายและการให้บริการช่วง 2Q63 ที่ปรับลดลงเพียง 0.1% y-y และ 4.9% q-q ตามลำดับ
   โดยสิ่งที่ COM7 ได้คิดวางแผนและแสดงออกมาให้เห็นนั้นมีหลากหลายอาทิ การพัฒนาช่องทางการขายรูปแบบใหม่ๆ ทั้ง www.BNN.in.th, Chat & Shop ตามสื่อ Social Media ต่างๆ (Facebook, Line Official Account), Call Center ที่เบอร์ 02-017-7770, การตั้ง POP-UP STORE และการให้บริการ DRIVE-THRU และล่าสุดการให้เช่า Notebook หรือ iPad สำหรับลูกค้าองค์กร เป็นต้น ส่วนด้านการตลาด E-Commerce ก็ได้มีการร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทั้งหลายได้แก่ Lazada, JD Central และ SHOPEE
  ขณะที่อีก 1 ช่องทางหลักที่สำคัญคือ True Shop by COM7 ที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 123 สาขานั้นแม้ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 จะได้รับผลกระทบไม่แตกต่างจากสาขาอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ COM7แต่บริษัทก็ยังมุ่งเน้นหาหนทางใหม่ๆ ตลอดเวลา ได้แก่ การตั้ง Pop-up shops, การทำ Telesalesและการไลฟ์สดผ่าน Social Media เป็นต้น

ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ทยอยซื้อ” ประเมินราคาพื้นฐานปี 64 ที่ 40.00 บาท
  เพื่อสะท้อนแนวโน้มผลดำเนินงาน 2H63 คาดมีโอกาสโตเด่น y-y และ h-h ขานรับกลยุทธ์ของบริษัททางฝ่ายจึงปรับกำไรสุทธิปี 63 เพิ่มขึ้นเป็น 1,259 ลบ. คาดเติบโต 3.5% y-y และโตต่ออีก 7.6% y-y แตะ 1,354 ลบ. ในปี 64 ทั้งนี้แรงขับเคลื่อนหลักคาดยังคงมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายจากทุกช่องทางการขายที่มีอยู่ของบริษัทไม่ว่าจะเป็นสาขาที่มีอยู่เดิม 779 สาขา ณ สิ้น 2Q63 และสาขาที่เตรียมเปิดใน 2H63
   โดยบริษัทตั้งเป้าสิ้นปี 63 จะมีจำนวนสาขารวมกันไม่ต่ำกว่า 900 สาขาบวกกับการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ที่คาดยังมีให้เห็นต่อเนื่อง ตอบรับกระแสการเข้าสู่ยุค 5Gแต่อาจถูกกดดันจาก GPM ที่คาดปรับตัวลดลงจาก 13.2% ในปี 62 เป็น 12.8% ในปี 63 และ ปี 64จากการขายผ่านทางออนไลน์มีต้นทุนสูง (ต้นทุนค่าขนส่ง, การจัดโปรโมชั่น) บวกกับสินค้าบางยี่ห้อ(Apple) แม้มีรายได้จากการขายสูง แต่มีมาร์จิ้น ที่ต่ำกว่าสินค้ายี่ห้ออื่น
   ขณะที่ในส่วนของคำแนะนำทางฝ่ายปรับเพิ่มคำแนะนำจากเดิม “ขาย” เป็น “ทยอยซื้อ” หลังราคาหุ้นปัจจุบันกลับมามี Upsideจากการประเมินราคาพื้นฐานปี 64 ใหม่ที่ 40.00 บาท


ญานินท์ อภิชาติสกุลวงศ์
นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ # 41993
โทร: 66 2 635 1700 # 532


เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม  
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com