กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน จับตาทิศทาง Transfer Pricing ธุรกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างบ.ในเครือ โดย PWC .

โดย
PWC .

:PWC
.

จับตาทิศทาง Transfer Pricing ธุรกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างบ.ในเครือ

นพจารี วัฒนานุกิจ ผู้ช่วยหุ้นส่วนสายงานภาษีอากร บริษัท PwC ประเทศไทย
ปริญญา ลิ้มวรนันท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานภาษีอากร บริษัท PwC ประเทศไทย

    การทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างบริษัทในเครือ เช่น การให้กู้ยืมเงิน หรือการบริหารเงินผ่าน cash pooling นั้น เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของหลายบริษัทได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง 

 

    แม้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทในเครือจะมีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วในการได้มาซึ่งเงินทุน เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอนุมัติหลากหลายขั้นตอนเมื่อเทียบกับการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ หรือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ไม่ต้องจ่ายให้บริษัทนอกกลุ่ม อย่างไรก็ดี หากการกำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าตอบแทนการค้ำประกัน หรือค่าบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินระหว่างบริษัทในเครือนั้น ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของประมวลรัษฎากรแล้ว กลุ่มบริษัทอาจมีภาระค่าใช้จ่ายมากกว่าประโยชน์ที่พึงหวังไว้ เนื่องจากถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมจากกรมสรรพากร อันอาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทและความสามารถในการจ่ายเงินปันผลหรือราคาหุ้นของบริษัท
 

 

สิ่งที่บริษัทต้องพิจารณาในการตั้งราคาโอนสำหรับการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทในเครือ

    โดยหลักการแล้ว การตั้งราคาโอนสำหรับธุรกรรมทางการเงินในประมวลรัษฎากรนั้น มีหลักการเดียวกับธุรกรรมทั่วไป เช่น การซื้อขายสินค้าหรือการให้บริการ กล่าวคือ การเข้าทำธุรกรรมระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันนั้นต้องเป็นไปอย่างอิสระ (arm’s length principle) และเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าการตั้งราคาโอนและการกำหนดเงื่อนไขของสัญญาระหว่างกันนั้นเหมาะสมแล้ว กลุ่มบริษัทต้องศึกษาหาธุรกรรมระหว่างคู่สัญญาอิสระที่มีลักษณะและเงื่อนไขที่เหมือนกันมาอ้างอิงว่า การตั้งราคาโอนสำหรับธุรกรรมทางการเงินของตนนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากธุรกรรมระหว่างบริษัทที่เป็นอิสระได้ตกลงกัน
 
    ตัวอย่างเช่น ในการให้กู้ยืมเงิน นอกจากบริษัทผู้ให้กู้ที่เป็นอิสระต่อกันจะพิจารณาถึงต้นทุนทางการเงินของตัวเองแล้ว ประเด็นสำคัญอื่น ๆ เช่น การวิเคราะห์ถึงความน่าเชื่อถือด้านการเงินของบริษัทผู้กู้ (credit rating) และ ลักษณะรูปแบบของการกู้ยืมเงิน ก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการตกลงว่าจะมีการให้กู้ยืมหรือไม่ แล้วอัตราค่าตอบแทนหรือดอกเบี้ยควรจะเป็นเท่าใด กล่าวคือ หากความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของผู้กู้ต่ำ อัตราดอกเบี้ยก็จะสูง หรือถ้าหากผู้กู้มีความน่าเชื่อถือด้านเครดิตที่ต่ำมากหรือไม่มีแผนธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับการชำระเงินคืน การให้กู้ยืมเงินก็อาจจะไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนั้นก็ต้องสอดคล้องกับลักษณะและรูปแบบของการกู้ยืมต่างๆ เช่น ยิ่งการให้กู้ยืมมีระยะเวลาที่นานขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าการกู้ยืมนั้นมีสินทรัพย์ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำลงเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ฯลฯ

 

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทในกลุ่มในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาโอนสำหรับธุรกรรมทางการเงินระหว่างบริษัทในกลุ่ม โดยการพิจารณาทั้งจากฝั่งผู้ให้กู้และผู้กู้ รวมไปจนถึงการวิเคราะห์รูปแบบและรายละเอียดต่าง ๆ ของสัญญา แล้วจึงทำการเปรียบเทียบหาธุรกรรมอิสระที่มีลักษณะและเงื่อนไขแบบเดียวกันนั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าใดนัก โดยพบว่า บริษัทส่วนใหญ่เลือกที่จะกำหนดค่าตอบแทน เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ โดยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ หรืออัตราดอกเบี้ยที่บริษัทผู้ให้กู้ได้ไปกู้ยืมมา โดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยและความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย
 
    การปฏิบัติในรูปแบบข้างต้นน่าจะมาจากการที่บริษัทส่วนใหญ่นั้นยังคงเลือกที่จะปฏิบัติตามแนวข้อหารือเดิมที่กรมสรรพากรเคยได้ให้ไว้ในอดีต ซึ่งได้มีการวางแนวไว้ว่า หากเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยใช้กระแสเงินสดภายในบริษัท อัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ยืมนั้นต้องไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ณ วันที่ปล่อยกู้ แต่หากเป็นกรณีของการปล่อยกู้จากแหล่งเงินที่ไปกู้มาอีกทอดหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่เรียกเก็บจากบริษัทในเครือนั้นจะต้องไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทได้ไปกู้ยืมมา อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าข้อหารือดังกล่าวเป็นข้อหารือที่ออกมาตั้งแต่ก่อนที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายเฉพาะด้านการกำหนดราคาโอน  และข้อหารือนั้นเป็นการพิจารณาถึงต้นทุนของผู้ให้กู้แต่เพียงอย่างเดียว โดยยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ถึงฝั่งผู้กู้ รูปแบบของธุรกรรม รวมถึงรายละเอียดของหน้าที่งาน ทรัพย์สิน และความเสี่ยงว่ามีลักษณะอย่างไร

กรณีข้อพิพาทในต่างประเทศ และข้อพึงระวังที่สำคัญ

    แม้ว่าคดีพิพาทเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินในกรณีที่ผู้ให้กู้ไม่ได้พิจารณาถึง credit rating ของผู้กู้และปัจจัยอื่น ๆ ตามรูปแบบของธุรกรรมนั้นยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่หากพิจารณาถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินในต่างประเทศ เช่น กรณีการกู้ยืมหรือการทำ cash pooling ก็จะพบเห็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสียภาษีกับกรมสรรพากรในต่างประเทศ ดังเช่นกรณีของ Vodafone กับ กรมสรรพากรของประเทศฮังการี ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเมื่อผู้เสียภาษีไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการกำหนดราคาและเงื่อนไขของธุรกรรมทางการเงินนั้นเป็นไปตามหลักการอิสระ ที่คำนึงถึงทั้งฝั่งผู้ให้กู้ ผู้กู้ ไปจนถึงรูปแบบ หน้าที่งาน ทรัพย์สิน และความเสี่ยงของธุรกรรม ผู้เสียภาษีจึงถูกประเมินจากกรมสรรพากรและมีภาระภาษีเพิ่มเติม

 

บทสรุป

    เป็นที่น่าจับตามองต่อไปว่าทิศทางของกรมสรรพากรไทยต่อการกำหนดราคาโอนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมด้านการเงินนั้นจะเป็นอย่างไร ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้กฎหมายเรื่องการกำหนดราคาโอนของธุรกรรมระหว่างกันว่าต้องเป็นไปตามหลักการอิสระ (arm’s length principle) และได้มีการออกกฎหมายลำดับรองในช่วงปลายปี 2563 ที่ระบุว่า ธุรกรรมที่ถูกบังคับโดยกฎหมายนี้ให้รวมถึงธุรกรรมด้านการเงินด้วย  

    เนื่องด้วยหลักการอิสระสำหรับการตั้งราคาโอนนั้นเป็นหลักการสากล และประเทศไทยเองก็ได้เข้าร่วมโครงการ BEPS (Base Erosion and Profit Shifting) ภายใต้กรอบความร่วมมือ (Inclusive Framework) ซึ่งเป็นโครงการที่นานาประเทศต่างเข้าเป็นสมาชิกเพื่อร่วมกันปรับปรุงกฎเกณฑ์ทางภาษี  จึงคาดการณ์ได้ว่ากรมสรรพากรไทยจะมีการศึกษาอ้างอิงหลักการสำหรับธุรกรรมทางการเงินตาม OECD Transfer Pricing Guidelines (คู่มือแนวทางการตั้งราคาโอนของ OECD) เพื่อนำมาใช้พัฒนาหลักการทางภาษีของประเทศไทยให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ดังนั้นในฐานะของผู้เสียภาษีเองก็ควรจะต้องทำ ความเข้าใจและศึกษาถึงหลักการดังกล่าวเช่นกัน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงทางภาษีที่อาจเกิดขึ้น 


 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh