กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน BX.in.th ปิดตัว! โดย คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

โดย
คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

:CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด
.

BX.in.th ปิดตัว!

 

“เว็บเทรด BX เป็นเพียง 1 ใน 5 บริษัทที่ได้รับอนุญาต จริงๆ แล้ว ผู้ถือสินทรัพย์ดิจิทัลบนเว็บเทรด BX ยังมีทางเลือกอยู่ ในการย้ายสินทรัพย์ที่มีไปอยู่อีกสองเว็บเทรด ย้ายไปยังเว็บเทรดต่างชาติ หรือย้ายไปอยู่ Hardware Wallet”

 

ข่าวการประกาศปิดตัวของเว็บเทรดคริปโตอันดับ 1 ของไทย เป็นข่าวร้อนแรงไปทั่วทั้งในและนอกวงการคริปโตอย่างมาก ในส่วนของคนที่อยู่ในแวดวงคริปโตอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญจะพุ่งไปอยู่ที่คำถามว่าทำไมถึงประกาศปิดตัวอย่างปัจจุบันทันด่วน เพราะตัวบริษัทมีรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี และเพิ่งจะย้ายเข้า office ใหม่มาไม่นาน ถึงแม้ตลาดยังไม่คึกคักมากมาย แต่ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มอยากที่จะเข้ามาในตลาดนี้ โดยเฉพาะผู้เล่นจากต่างชาติที่ต่อคิวรออยู่

 

คำถามเหล่านี้จึงเป็นคำถามที่ยังค้างคาให้กับคนในแวดวงให้ถกกันไม่รู้จบ จนกว่าความจริงจะถูกเปิดเผย

 

แต่ในอีกมุมหนึ่งจากข่าวที่กระจายออกไปก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอีกหลายๆ เรื่อง แต่ก็ทำให้หลายๆ คน โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เข้ามาสนใจและส่งคำถามมาให้มากมาย เช่น Bitcoin เจ๊งแล้วเหรอ แล้วต้องทำยังไงต่อ คริปโตเจ๊งหมดเลยรึเปล่า ตลาด Bitcoin คืออะไร หรือตลาดปิดแล้วไม่มีที่ขายคนที่ถือเหรียญจะทำยังไง หรือแม้แต่มาถามว่าจริงๆ แล้วคริปโตคืออะไร เป็นต้น

 

จากคำถามหลากหลายนี้ วันนี้จึงอยากจะขอพื้นที่ เล่าเรื่องเกี่ยวกับคริปโต และผู้เล่นในตลาดคริปโทของไทยให้ฟังกันครับ

 

ก่อนอื่นถ้าพูดถึงผู้เล่นในตลาดคริปโทของไทย คงต้องพูดไปถึงพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ปี 2561 หรือปีที่แล้วนี่เอง ที่ได้อธิบายถึงอะไรคือสินทรัพย์ดิจิทัล กิจกรรมที่ต้องถูกกำกับดูแล รวมไปถึงใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาอย่างละเอียดเลย  ซึ่ง พ.ร.ก. นี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากิจกรรมของต่างๆของคริปโทในเมืองไทยตลอดปีที่ผ่านมาครับ

 

สินทรัพย์ดิจิทัล คืออะไร


เรื่องแรกที่อยากพูดถึงเลยก็คือ อะไรคือสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งในความหมายของ พ.ร.ก. นี้ จะแบ่งสินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็น 2 ประเภท คือ คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล ซึ่งทั้งสองประเภทนี้เป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนระบบหรือ เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน แต่มีจุดประสงค์ต่างกันอยู่คือ 

 

1) “คริปโทเคอร์เรนซี” จะถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เพื่อที่จะได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการ แต่

 

2) “โทเคนดิจิทัล” จะสร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิของผู้ถือโทเคน โดยสามารถแบ่งได้อีก 2 ประเภท คือ

 

โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) จะถูกสร้างเพื่อกำหนดสิทธิของบุคคล ในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจกรรม เช่น สิทธิจากส่วนแบ่งรายได้ หรือผลกำไรจากการลงทุน

 

และโทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) จะถูกสร้างเพื่อกำหนดสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง เป็นตามข้อตกลงของผู้ออกโทเคนดิจิทัลนั้นๆ

 

เพราะฉะนั้นเมืองไทยของเรา ถือเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ได้ยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัล และการออกสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ๆ สามารถทำให้ถูกกฎหมายได้ เพียงแค่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. โดยเฉพาะโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน ถ้าสามารถทำได้ จะเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการลงทุนและระดมทุนแบบใหม่ที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับประเทศไทยได้

 

ในขณะเดียวกัน ทาง ก.ล.ต. ได้อนุญาตให้ใช้ 4 สกุลเงินดิจิทัลในตลาดโลกเป็นคู่เทรดในการทำ ICOs และเทรดในเว็บเทรดที่ได้รับอนุญาต ได้แก่ บิทคอยน์ Bitcoin (BTC), อีเธอเรียม Ethereum (ETH), ริปเปิ้ล Ripple (XRP)  และ สเตลล่า Stellar (XLM) โดยหลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. ใช้ในการประเมินคู่เทรดของคริปโตเคอเรนซี คือ ความน่าเชื่อถือของ consensus และ สภาพคล่องของสกุลดิจิทัล

 

แต่ระวังนิดนะครับการอนุญาตนี้เกี่ยวกับการเทรดเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองสถานะให้เป็นเงิน ที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายนะครับ เรื่องนี้ต้องคุยอีกเยอะ

 

สรุปง่ายๆ คริปโทเคอร์เรนซีหรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าคริปโต เช่น บิตคอยน์, ริปเปิ้ล หรือโทเคนดิจิทัล เช่น เจฟิน (JFIN), โอมิเสะโก (OMG) ก็เป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ดิจิทัลนี่เองครับ

 

กิจกรรมที่จะต้องถูกกำกับดูแล 


เรื่องถัดมาที่อยากจะเล่าถึง คือเรื่องกิจกรรมที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องถูกกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.ก. นี้ เรื่องแรกคือเรื่องของการระดมทุน ซึ่งกิจกรรมนี้ผู้เล่นสำคัญคือ ICO Portal หรือผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคน ที่จะเป็นผู้คัดกรองโครงการระดมทุนก่อนที่จะมาขออนุญาตกับทาง ก.ล.ต

 

- เรื่องที่สองที่จะต้องถูกกำกับ คือ ผู้ที่ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในเรื่องการซื้อขายแลกเปลี่ยนผ่านตัวกลางที่ได้รับอนุญาต  โดยใน พ.ร.ก. ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ศูนย์ซื้อขาย (Exchange) นายหน้า (Broker) และผู้ค้า (Dealer) สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งผมขออนุญาตนำคำจัดความมาจากเว็บไซต์ของทาง  ก.ล.ต. เลย เพื่อกันความสับสนนะครับ

 

- ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) หมายถึง ศูนย์กลางหรือเครือข่ายใด ๆ ที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยการจับคู่หรือหาคู่สัญญาให้ หรือการจัดระบบหรืออำนวยความสะดวกให้ผู้ซึ่งประสงค์จะซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถทำความตกลงหรือจับคู่กันได้ โดยกระทำเป็นทางค้าปกติ แต่ทั้งนี้ไม่รวมศูนย์กลาง หรือเครือข่ายในลักษณะที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด

 

- ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Dealer) หมายถึง บุคคลซึ่งให้บริการหรือแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าพร้อมจะให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในนามของตนเองเป็นทางค้าปกติ โดยกระทำนอกศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ไม่รวมถึงการให้บริการในลักษณะตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด

 

ดังนั้น เว็บเทรด BX ที่ประกาศข่าวปิดกิจการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จริงๆ ก็คือศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) นี่เองครับ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) มีทั้งหมด 5 บริษัท คือ

1. Bitkub : บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด

2. BX : บริษัท บิทคอยน์ จำกัด

3. Satang Pro : บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

4. BiTherb : บริษัท บิเธิร์บ จำกัด (ยังไม่เริ่มประกอบธุรกิจ)

5. Houbi : บริษัท หั่วปี้ (ประเทศไทย) จำกัด (ยังไม่เริ่มประกอบธุรกิจ)

 

“จะเห็นได้ว่า  เว็บเทรด BX เป็นเพียง 1 ใน 5 บริษัทที่ได้รับอนุญาต จริงๆแล้วผู้ถือสินทรัพย์ดิจิทัลบนเว็บเทรด BX ยังมีทางเลือกอยู่  ในการย้ายสินทรัพย์ที่มีไปอยู่อีกสองเว็บเทรด ย้ายไปยังเว็บเทรดต่างชาติ หรือย้ายไปอยู่ Hardware Wallet”

 

แต่เนื่องจาก เว็บเทรด BX เป็นตลาดที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด เมื่อประกาศข่าวปิดออกมาอย่างปัจจุบันทันด่วน ทำให้เกิดการตื่นตระหนกว่า จะไม่สามารถถอนสินทรัพย์ที่มีอยู่ออกได้ จึงเกิดการแย่งกันขายจนราคาของคริปโตส่วนใหญ่ใน BX ตกฮวบหลังจากการประกาศ ยกตัวอย่าง Bitcoin ซึ่งตกจากราคาเกือบ 3 แสนบาทต่อ 1 Bitcoin ไปอยู่ในจุดต่ำสุดที่เกือบ 2 แสนบาท หลังจากเริ่มมั่นใจว่ายังสามารถถอนได้อยู่ ราคาจึงทยอยค่อยๆ กลับมาในจุดเดิม ซึ่งจุดนี้มีทั้งคนที่สามารถทำกำไรได้มาก ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ขายขาดทุนไปอีกเยอะในเวลาเดียวกัน

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความรู้และความเข้าใจมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ดังคำที่หลายคนบอกว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ยิ่งทรัพย์สินดิจิทัลเป็นทรัพย์สินรูปแบบใหม่ที่หลายคนสามารถทำเงินได้สูง จึงเป็นจุดอ่อนไหวที่มีกลุ่มคนไม่ดีนำไปผูกกับธุรกิจสีเทา เช่น แชร์ลูกโซ่ต่างๆ ดังนั้นใครที่สนใจลงทุนด้านนี้ จึงอยากให้ทำการบ้านมากๆ ผมสรุปความเสี่ยงและข้อควรสังเกตที่ควรรู้ก่อนที่จะลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น 4 ข้อสั้นๆ ครับ

1. โครงการเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นโครงการทางเทคโนโลยีที่มองไปที่อนาคต ยังมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว

2. โครงการเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่ไม่มีการรับประกันความเสี่ยง

3. ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถผกผันได้ตลอดเวลา

4. การเก็บรักษาทรัพย์สินดิจิทัลมีหลายวิธี และแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

 

ท้ายสุด ไม่มีอะไรที่มาง่ายเกินไป และไม่มีอะไรที่มาได้ฟรีๆ สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับโอกาสที่มากมาย รวมถึงความเสี่ยงที่มากด้วย ลงทุนด้วยความรู้สำคัญที่สุดครับ







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh