efinancethai

กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน US$/THB 36.00 คือ “New normal” ของ ประเทศไทย โดย คุณกรรณ์ หทัยศรัทธา

โดย
คุณกรรณ์ หทัยศรัทธา

:-
.

US$/THB 36.00 คือ “New normal” ของ ประเทศไทย

กรรณ์ หทัยศรัทธา 
นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน 
สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด

 

นับตั้งแต่เปิดปี 67 ดอลลาร์บาทอ่อนค่าอย่างมากจากบริเวณ 34.90 มาสู่ระดับ 37.20 ก่อนจะแกว่งบริเวณ 36.50 ผมเชื่อว่ามี 3 เหตุผลที่ทำให้เงินบาทจะยังทรงตัวอยู่บริเวณดังกล่าวและภาพการแข็งค่ากลับไปที่บริเวณ 32-33 อาจจะไม่ได้เห็นได้อย่างง่ายดายนัก

 

1) FED คือ ราชา และ ดอลลาร์ คือ เงินสกุลหลักของโลก 

 

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายและแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 67 ของไทยและสหรัฐ คือ ประเด็นหลักที่ส่งผลให้เงินบาทไทยโดนกดดันอย่างหนัก โดย นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กล่าวไว้อย่างชัดเจน ว่าเป้าหมายหลักคือการลดอัตราเงินเฟ้อให้ลงมาอยู่ที่ 2% และ FED จะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึง Q4/67 และ ลดแค่เพียง 1 ครั้งเท่านั้น 

 

นอกจากความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจของไทยและสหรัฐ ผมมองว่าความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังกระตุ้นความต้องการของสินทรัพย์ปลอดภัยซึ่งรวมถึงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐให้เป็นที่ต้องการมากขึ้นอีกด้วย

 

2) ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย 

 

ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ากว่า(เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ), การที่ไทยพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งแม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนจะเร่งตัวขึ้นในปี 67 แต่การใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวจีนกลับยังฟื้นตัวไม่กลับเท่าช่วงก่อนเกิด COVID-19, ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ของไทย (อัตราการผลิตรถยนต์ของไทยคิดเป็นประมาณ 2% ของปริมาณการผลิตยานยนต์ทั่วโลก, ค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นรถยนต์สันดาป) และ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นอุปสรรคในระยะยาวสำหรับประเทศไทย

 

3) ภาพสะท้อนจากตลาดทุน หรือ SET Index 

 

มักจะมีคำกล่าวอยู่เสมอว่า ตลาดทุนสะท้อนความเชื่อมั่น หากความเชื่อมั่นสูงตลาดหุ้นมักจะตอบรับในเชิงบวกและปรับตัวขึ้นซึ่งหนึ่งในผู้เล่นสำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินบาท คือ นักลงทุนสถาบัน (นักลงทุนต่างชาติ) ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งมีแนวโน้มกดดันตลาดหุ้นไทยไปอีกสองถึงสามเดือน ความหวังของการกลับมาของนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างริบหรี่ในความเห็นของผม

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนได้ชัดเจนจากการที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปกว่า 2แสนลบ. ในปี 66 และ ขายไปแล้วกว่า 8หมื่นลบ. ในช่วงครึ่งทางของปี 67
 

โดยผมพบว่าค่าสหสัมพันธ์ของ SET Index และ ค่าเงินบาท (ย้อนหลัง 20 ปี) สูงถึง -0.5x หรือ กล่าวคือ เงินบาทที่อ่อนค่า (ปรับตัวขึ้น) สัมพันธ์กันกับ หุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงหรือเงินไหลออกจากหุ้นไทย (ปรับตัวลง)

 

ดังนั้นความหวังของการกลับมาแข็งค่าของค่าเงินบาท เมื่อพิจารณาจากความเชื่อมั่นในตลาดการเงินตลาดทุน, โครงสร้างของเศรษฐกิจในประเทศ และ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแล้ว ผู้ส่งออกคงจะยิ้มหวานได้อีกสักพักเลยล่ะครับ







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh