กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ของธุรกิจครอบครัวไทย โดย PWC .

โดย
PWC .

:PWC
.

กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ของธุรกิจครอบครัวไทย

โดย นิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย
หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจครอบครัว

หัวหน้าสายงาน Clients and Markets และหุ้นส่วนสายงานภาษีและกฎหมาย
บริษัท PwC ประเทศไทย

 

          เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมได้นำรายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลกประจำปี 2021 ฉบับที่ 10 ของ PwC มาแลกเปลี่ยนกับคุณผู้อ่าน และตามที่สัญญากันไว้ว่า ในครั้งนี้ผมจะขอนำรายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวในส่วนที่เจาะลึกเฉพาะประเทศไทย1 มาสรุปให้ฟังด้วย โดยรายงานฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมอง วิสัยทัศน์ และแนวทางการปรับตัวของผู้นำธุรกิจครอบครัวในบ้านเราอย่างละเอียด ครอบคลุมมุมมองของผู้บริหารต่อผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกลยุทธ์ที่จะใช้ขับเคลื่อนธุรกิจเข้าสู่ยุคภาวะปกติแบบใหม่ หรือ “นิวนอร์มอล”

 

 

 

          สาระสำคัญของรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้นำธุรกิจครอบครัวไทยจะขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์แบบเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด โดยกุญแจสำคัญที่จะนำธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้ในช่วงเวลาแบบนี้คือ การปรับรูปแบบธุรกิจให้มีความคล่องตัว จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายระยะสั้น เพิ่มทักษะที่จำเป็นให้กับพนักงาน รวมถึงลงทุนในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในประเด็นนี้ ผลจากการสำรวจพบว่า 83% ของธุรกิจครอบครัวไทยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลในอีกสองปีข้างหน้า เปรียบเทียบกับธุรกิจครอบครัวทั่วโลกที่ 80%

 

 

          ผมมองว่า เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยแปรผันตามกัน บางครั้งเทคโนโลยีเป็นปัจจัยปรับพฤติกรรมผู้บริโภค แต่หลายครั้งที่พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นปัจจัยทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้น ธุรกิจครอบครัวที่รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ และมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น

 

 

          นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวควรเปิดโอกาสให้สมาชิกรุ่นใหม่ ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจเพราะคนรุ่นนี้ส่วนใหญ่มีทักษะและความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ต่อยอดธุรกิจเดิม หรือขยายไปสู่กิจการใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในยุคดิจิทัล

 

 

          อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากรายงานฉบับนี้คือ ธุรกิจครอบครัวไทยต้องการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, social and governance: ESG) ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยรวม โดย 56% ของธุรกิจครอบครัวไทยเชื่อมั่นว่า ความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของการดำเนินงานในทุก ๆ ด้าน เปรียบเทียบกับ 49% ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ผมเชื่อว่า ในอนาคตจะมีธุรกิจครอบครัวไทยนำแนวคิด ESG มาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งหากธุรกิจรายใดนำแนวคิด ESG มาผนวกใช้เข้ากับกลยุทธ์ขององค์กรได้เร็วกว่าคู่แข่งที่ยังไม่ได้เริ่มต้น หรือยังไม่ได้มีการจัดการในด้านนี้ ก็จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

          สุดท้ายเป็นเรื่องของการสรรหาแหล่งเงินทุนหมุนเวียนและการบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจของกิจการแทบทุกประเภท

 

 

          ผลจากการสำรวจของเราพบว่า ธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินทุนแบบเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระแสเงินสดจากธุรกิจ และสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งในภาวะที่ยากลำบากแบบนี้ แน่นอนว่ากระแสเงินสดของธุรกิจครอบครัว โดยเฉพาะ ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก อาจต้องฝืดเคือง หรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากกว่าธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบระเบียบ ทำให้ความสามารถในการขอเงินกู้จากธนาคาร หรือความช่วยเหลือตามมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐนั้น มีมากกว่าธุรกิจครอบครัวที่ไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้

 

 

          สำหรับทางออกของการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ผมอยากแนะนำให้ธุรกิจครอบครัวไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่หันมาสำรวจการทำบัญชีของตนให้ดี หากรายใดที่ยังไม่มีการทำบัญชี หรือมีบัญชีหลายเล่มจนเกินไป ขอให้เริ่มทำบัญชีให้ชัดเจน โดยงบการเงินจะต้องสะท้อนกำไร-ขาดทุนตามประเภทลูกค้าและช่องทางการขาย เพราะบัญชีเหล่านี้เป็นเสมือนหลักฐานชิ้นสำคัญประกอบการยื่นกู้และพิจารณาเงินกู้ โดยช่วยให้ธนาคารเห็นถึงที่มาและที่ไปของรายได้ ค่าใช้จ่าย และสถานะที่แท้จริงของกิจการ นอกจากนี้ ควรหาช่องทางในการพัฒนาและเพิ่มกระแสเงินสดผ่านการจับมือเป็นพันธมิตร โดยอาจเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มประเภท ซูเปอร์แอปพลิเคชัน (Super Application) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่มีลูกค้าในทุกกลุ่มบริการเข้าใช้งานอยู่เป็นประจำทุกวัน เป็นต้น

 

 

          ก่อนจากกันไป ผมขอเป็นกำลังใจให้กับผู้บริหารธุรกิจครอบครัวทุกท่านที่อาจกำลังปรับตัว มองหาช่องทาง หรือโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากวิกฤตในครั้งนี้ ผมเชื่อว่า ในที่สุดเราจะสามารถผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ สำหรับบทความในครั้งหน้า ผมจะขอนำประเด็นเรื่องของแผนความยั่งยืน และการเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลที่ธุรกิจครอบครัวควรนำมาผนวกเป็นกลยุทธ์ระยะยาว แล้วพบกันใหม่ครับ

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh