กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน เจาะกลยุทธ์การจัดการธุรกิจในแบบฉบับมหาเศรษฐี โดย PWC .

โดย
PWC .

:PWC
.

เจาะกลยุทธ์การจัดการธุรกิจในแบบฉบับมหาเศรษฐี

โดย บุญเลิศ กมลชนกกุล
หัวหน้าสายงาน Clients and Markets และหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี ด้านธุรกิจบริการทางการเงิน
บริษัท PwC ประเทศไทย


นี่ก็เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีแล้วนะครับ หวังว่าธุรกิจของทุกท่านจะเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน ยังมีนักธุรกิจลุ่มหนึ่งที่สามารถก้าวข้ามความท้าทายทางธุรกิจและสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ผมอยากจะขอนำเรื่องราวความสำเร็จของผู้ที่มีความมั่งคั่ง หรือ มหาเศรษฐีระดับพันล้าน ขึ้นไปมาเล่าสู่กันฟัง 


เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทาง UBS และ PwC ได้จัดทำรายงาน “The billionaire effect: Billionaires insights 2019”1 ขึ้นโดยทำการสำรวจความคิดเห็นของมหาเศรษฐีระดับพันล้านจำนวนทั้งสิ้น 2,101 รายใน 43 ประเทศ หรือคิดเป็น 98% ของผู้มีความมั่งคั่งทั้งหมดทั่วโลกพบว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาสิ้นสุด ณ 31 ธันวาคม 2561 บริษัทมหาชนที่มีมหาเศรษฐีเป็นเจ้าของกิจการมีอัตราผลตอบแทนของตลาด (Market return) สูงถึง 17.8% หรือเติบโตเกือบเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI2 All Country World Index (MSCI ACWI) ที่ 9.1% แถมยังมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return On Equity หรือ ROE) อยู่ที่ 16.6% เมื่อเทียบกับ MSCI ACWI ที่ 11.3%


คำถามที่ชวนให้คิดต่อคือ ทำไมบริษัทของมหาเศรษฐีพันล้านเหล่านี้จึงประสบสำเร็จมากกว่าบริษัททั่ว ๆ ไป พวกเขามีเคล็ดลับหรือคุณลักษณะพิเศษอะไรที่ทำให้สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาลท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ รายงานฉบับนี้ได้ทำการวิเคราะห์เชิงลึกโดยพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประการ ได้แก่
    

1. ผู้บริหารมหาเศรษฐีมีความกล้าที่จะเสี่ยงอย่างชาญฉลาดและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล รายงานเรียกปรากฏการณ์ที่บริษัทที่มีมหาเศรษฐีเป็นเจ้าของมีแนวโน้มที่จะมีผลประกอบการที่ดีกว่าบริษัทอื่น ๆ ว่า “The Billionaire Effect” เนื่องจากมหาเศรษฐีเหล่านี้มีความกล้าที่จะเสี่ยงอย่างชาญฉลาด มีโฟกัสในการทำธุรกิจที่ชัดเจน รวมทั้งมีความมุ่งมั่นตั้งใจสูง ประกอบกับการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้สามารถบริหารธุรกิจได้อย่างเหนือชั้น ซึ่งคุณลักษณะที่ว่าหมดนี้เอื้อประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจ
    

2. ผู้บริหารมหาเศรษฐีต้องการสร้างผลกระทบทางสังคมในเชิงบวก วันนี้มีมหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยที่มีความใจบุญสุนทานและมีความมุ่งมั่นในการทำให้สังคมโลกน่าอยู่ขึ้น โดยต้องการสร้างผลกระทบในเชิงสร้างสรรค์ผ่านการจัดตั้งหรือสนับสนุนองค์กรการกุศลต่าง ๆ รวมถึงการลงทุนเพื่อมุ่งผลทางสังคม โดยใช้แนวทางการเงินเพื่อสังคมเพื่อสร้างความยั่งยืนในด้านต่าง ๆ เช่นการศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ศิลปะวัฒนธรรม และอื่น ๆ มหาเศรษฐีใจบุญเหล่านี้ไม่เพียงแต่จับมือกับมหาเศรษฐีด้วยกันแต่ทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มูลนิธิ และ หน่วยงานภาครัฐที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
    

3. ผู้หญิงขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีกันมากขึ้น รายงานพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2556-2561) ผู้หญิงสามารถก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีในอัตราที่รวดเร็วกว่าผู้ชาย โดยเพิ่มจาก 160 เป็น 233 ราย หรือคิดเป็น 46% เปรียบเทียบกับผู้ชายที่ 39% นอกจากนี้ มหาเศรษฐีผู้หญิงส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่ในทวีปเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และ 40% ก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีจากการสร้างธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และค้าปลีก
    

4. การสยายปีกของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เป็นที่ทราบกันดีว่า บริษัทเทคโนโลยีมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ความมั่งคั่งของเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เติบโตมากถึง 91% หรือเกือบ 2เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นำโดยกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีประเภทดั้งเดิม เช่น ซอฟต์แวร์ อินเทอร์เน็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ในระยะต่อไปรายงานระบุว่า กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนที่คือ อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค บริการรถส่วนบุคคลร่วมเดินทาง และ ระบบข้อมูล
    

5. ความผันผวนของจีน ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีกลุ่มมหาเศรษฐีใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก แทนที่กลุ่มนักธุรกิจจากรัสเซีย ในขณะที่สหรัฐฯ ยังครองอันดับที่ 1 โดยความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีจีนเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าหรือ 202.6% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่ 29.7 ล้านล้านบาท (982.4 พันล้านดอลาร์สหรัฐ) รายงานระบุว่า แม้ว่าในปีที่ผ่านมา ปัจจัยความเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกจะทำให้ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีจีนลดลงถึง 12.3% และส่งผลให้มีจำนวนมหาเศรษฐีลดลง 48 รายเหลือ 325 ราย แต่ในภาพรวม จีนยังคงเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก


ไม่ว่าท่านจะเป็นมหาเศรษฐีหรือไม่ ผมหวังว่า ประเด็นที่ได้จากผลสำรวจนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้กับองค์กรและสังคมส่วนรวมต่อไป 

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh