efinancethai

กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน แนวคิดที่ต่างขั้วระหว่าง เยอรมัน กับ ฝรั่งเศส ในยุโรป โดย ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

โดย
ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

:.
.

แนวคิดที่ต่างขั้วระหว่าง เยอรมัน กับ ฝรั่งเศส ในยุโรป

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

 

ในช่วงนี้ที่สหภาพยุโรปกำลังใกล้ถึงจุดที่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภาพใหญ่ บทบาทของพี่ใหญ่ของภูมิภาคซึ่งคงจะหนีไม่พ้น เยอรมัน กับ ฝรั่งเศส ย่อมจะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนสนใจ ซึ่ง ณ วันนี้ จุดยืนและท่าทีของทั้งคู่ดูจะมีความแตกต่างกันอยู่หลายประเด็น

 

บทความนี้ จะขอนำเสนอในมุมความแตกต่างทางความเชื่อแบบฝั่งลึกใน 4 มิติของประเทศทั้งสอง เพื่อศึกษาให้เข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังของท่าทีที่แสดงออกมาในประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองของทั้งคู่ในขณะนี้ ระหว่างเยอรมันซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประเทศในกลุ่มยุโรปเหนือหรือกลุ่มนอร์ดิค ที่ตั้งอยู่ทางเหนือของแม่น้ำไรน์ และ ฝรั่งเศส ซึ่งมีอิทธิพลต่อประเทศในกลุ่มยุโรปใต้ ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำไรน์ ดังนี้

 

มิติแรก ความแตกต่างว่าด้วยการตัดสินใจผ่านการใช้ กฎระเบียบ หรือ วิจารณญาณ (Rules vs. Discretion) โดยในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ นั้น เยอรมันมักจะยึดตามกฎระเบียบ ในขณะที่ฝรั่งเศสมักจะใช้วิจารณญาณ คงไม่ต้องดูอื่นไกล พิจารณาจากแนวทางการเล่นฟุตบอล จะพบว่าทีมเยอรมันมักจะเล่นแบบเป็นระบบ ในขณะที่ทีมฝรั่งเศสมักจะเล่นแบบใช้พรสวรรค์ของนักเตะตัวหลักมากกว่า

 

หากยังจำกันได้ ในสมัยวิกฤตยูโร เยอรมันเป็นประเทศที่เสนอให้ทำการปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซเมื่อปี 2011 ในขณะที่ฝรั่งเศสชอบที่จะให้ประเทศลูกหนี้เน้นถึงสัญญาใจ (commitment) ว่าจะไม่เบี้ยวหนี้ก็เพียงพอ

 

คำถามคือ หากเพียงแค่ให้ลูกหนี้เน้นถึง commitment ว่าจะไม่เบี้ยวหนี้ จะไม่เกิดการเบี้ยวหนี้จริงๆ ได้อย่างไร? ตรงนี้ ฝั่งฝรั่งเศสได้ให้เหตุผลว่า หากรัฐบาลตัดสินใจเบี้ยวหนี้ที่ตนเองเป็นเจ้าหนี้จริงๆ แน่นอนว่าแบงก์ในประเทศของตนเอง ซึ่งถือครองหนี้ที่รัฐบาลของตนเองเป็นผู้ออก หากรัฐบาลเบี้ยวหนี้ดังกล่าว แบงก์ของประเทศนั้นก็จะเจ๊งไปด้วย นั่นคือความที่แบงก์ในประเทศตนเองต้องเจ๊งแน่นอนหากรัฐบาลเกิดคิดจะเบี้ยวหนี้ เป็นกลไกที่ทำให้เกิด commiment ว่ารัฐบาลจะชำระหนี้ที่ตนเองก่อไว้

 

ในทางกลับกัน เยอรมันใช้วิธีการคิดน้ำหนักความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อการถือครองหนี้ภาครัฐ เพื่อให้แบงก์ถือตราสารทุนหรือส่วนของทุนมากขึ้น นั่นจะทำให้ไม่เกิดวิกฤตแบงก์ได้ง่ายนัก หากรัฐบาลเกิดเบี้ยวหนี้จริงๆ ขึ้นมา โดยวิธีทั้งสอง จะไม่ทำให้เกิดวังวนแห่งความเลวร้าย (doom loop) ระหว่างหนี้ภาครัฐกับความเสี่ยงวิกฤตแบงก์ โดยหนี้ภาครัฐที่ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือจนสินทรัพย์ของแบงก์มีมูลค่าลดลงนั้น จะไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อแบงก์มากนัก เนื่องจากตราสารทุนที่แบงก์ถือครองในปริมาณมากขึ้น

 

กล่าวโดยย่อ นั่นคือ ฝรั่งเศสเน้นการใช้วิจารณญาณ ส่วนเยอรมันเน้นการใช้กฎระเบียบในการจัดการกับในช่วงเวลาที่มีโอกาสมากขึ้นที่รัฐบาลต่างๆ ในยุโรปจะเบี้ยวหนี้สินที่ตนเองก่อขึ้นมา

 

หรือจะพิจารณาในช่วงที่มีการเจรจาในสนธิสัญญา Masstricht ในช่วงก่อนการ กำเนิดแห่งการเริ่มใช้เงินสกุลยูโร ปรากฎว่าฝรั่งเศสอยากจะให้ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ในยุโรป ในขณะที่เยอรมันต้องการจะใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวในยุโรป

 

มิติที่สอง ความแตกต่างเชิงแนวคิดระหว่าง การผูกความร่วมมือไว้ร่วมกัน (Solidarity) และ การเป็นภาระเฉพาะตัวของแต่ละประเทศ (Liability) โดยนับตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส แนวคิด Solidarity ถือเป็นปรัชญาหลักของชาวฝรั่งเศส เราจึงเห็นแนวคิดสหภาพการคลังในยุโรปเป็นนโยบายที่ฝรั่งเศสสนับสนุน นอกจากนี้ ยังผลักดันการมีภาระหนี้ร่วมกันระหว่างประเทศต่างๆ ในยุโรป สำหรับการออกพันธบัตร Eurobonds ในขณะที่เยอรมันคัดค้านเรื่องนี้แบบหัวชนฝา โดยเยอรมันยังไม่มีการให้ช่วยเหลือแบงก์ที่ล้มแบบใช้เงินรัฐบาลเข้ามาช่วย หรือที่เรียกกันว่า Bail-out ซึ่งฝรั่งเศสไม่ปฏิเสธวิธีนี้ โดยเยอรมันชอบให้แบงก์ที่ล้มแบ่งภาระความเสียหายด้วยจากภายใน หรือ Bail-in

 

มิติที่สาม ว่าด้วยความเชื่อทางวิกฤตการเงินยุโรป เกิดจากระหว่างปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity) หรือ ปัญหาการมีส่วนของทุนในงบดุลเป็นลบ (Solvency) ? โดยทางฝรั่งเศสเชื่อว่าวิกฤตยุโรปเมื่อปี 2011 เกิดจากปัญหาสภาพคล่องที่ระบบการเงินยุโรปเข้าสู่ยุคที่ขาดสภาพคล่องเนื่องจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ในขณะที่เยอรมันเชื่อว่ามาจากปัญหา Solvency โดยหากยิ่งใช้เงินใส่เข้าไปช่วยก็ยิ่งแย่ลง เพราะปัญหามาจากพื้นฐานที่ไม่ดี โดยหลังจากอดีตประธานธนาคารกลางยุโรป มาริโอ ดรากิ ใช้คำพูดที่ว่า Believe me, I will do whatever it takes to save Europe ในปี 2012 และการประกาศนโยบาย Out-right Monetary Transactions (OMT) โดยที่ไม่ได้ใช้งบประมาณแม้แต่หนึ่งยูโรในโครงการดังกล่าวเพื่อทำการสยบวิกฤตยูโร ปรากฏว่า ทั้งฝรั่งเศสและเยอรมัน ต่างก็เคลมว่าวิกฤตยูโรเกิดจากปัญหาสภาพคล่องและ Solvency ตามลำดับ สำหรับการที่ดรากิสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ

 

มิติสุดท้าย ได้แก่ การถกเถียงในประเด็นคลาสสิคที่ว่าด้วยการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควรใช้แบบงบประมาณในการกระตุ้นแบบเศรษฐศาสตร์แนวเคนส์ ซึ่งฝรั่งเศสนิยม หรือ แบบการรัดเข็มขัดและปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งเยอรมันชื่นชอบ มากกว่ากัน โดยในวิกฤตยุโรปรอบที่แล้ว ถือว่าเป็นการใช้ส่วนผสมของทั้งสองวิธี โดยวิกฤตหนี้กรีซและวิกฤตแบงก์ในไซปรัสเน้นนโยบายแบบรัดเข็มขัด ส่วนนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปและการคลังของสภายุโรปเน้นวิธีแบบกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh