กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน มุมมองการลงทุนกลางปี : ก่อนสู่จุดพลิกเกม โดย ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

โดย
ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

:.
.

มุมมองการลงทุนกลางปี : ก่อนสู่จุดพลิกเกม

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

FB: MacroView

 

มุมมองการลงทุนกลางปี : ก่อนสู่จุดพลิกเกม

 

     สำหรับภาพกลยุทธ์การลงทุนในเดือนมิถุนายนนั้น แรงขับเคลื่อนหลักยังคงเป็น ‘ประเด็นเงินเฟ้อสหรัฐ และ ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจและตลาดเงินสหรัฐ’  ที่เป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง โดยยังเป็นไปได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะเซอร์ไพร์สตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 0.5 ในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าจะเริ่มมีกระแสถึงความเสี่ยงอื่นๆ นอกจากเงินเฟ้อที่ตลาดมองว่าเฟดอาจจำเป็น ต้องปรับโทนนโยบายการเงินก็ตามที อันนี้ยังไม่นับมาตรการลดขนาดงบดุลของเฟดหรือ Quantitative Tightening หรือ QT ที่จะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนนี้ ซึ่งคงต้องมาดูว่าจะสามารถทำให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐยังทำงานได้แบบราบรื่นหรือเปล่า

 

     อย่างไรก็ดี เฟดดูเหมือนจะมีความมั่นใจว่าการดำเนินนโยบายการเงินในครั้งนี้ จะสามารถจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจและเงินเฟ้อหลังโควิดได้ โดยจะพุ่งเป้าการแก้ปัญหาไปที่เซกเตอร์อสังหาริมทรัพย์ทั้งผ่านการขึ้นดอกเบี้ยและการลดขนาดงบดุลเฟดในส่วนของตราสารสินเชื่อบ้านหรือตราสาร MBS รวมถึงการจัดการกับอุปสงค์และอุปทานของที่อยู่อาศัยให้มีความร้อนแรงของราคาน้อยลง และเซกเตอร์สินค้าคงทน โดยจะหาแนวทางในการบริหารจัดการของระดับราคาของสินค้าในส่วนนี้ให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น 

 

     มุมมองการลงทุนในเดือนมิถุนายน: ผมคิดว่าเราจะเข้าสู่จุดก่อนพลิกเกม (Inflection Point) โดยเป็นเดือนที่เรายังเห็นตลาดหุ้นโลกที่นำโดยตลาดสหรัฐ ยังเป็นตลาดที่ออกมาแบบ Wait & See หรือมีการขึ้นและลงแบบที่ไม่ได้ไปไหนไกลมาก โดยยังมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเป็นแนวโน้มขาลงทว่าไม่มากมายเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา เนื่องจาก ณ ตรงนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐได้ลงมาถึงจุดที่ใกล้เคียงกับระดับที่เคยขึ้นดอกเบี้ยแบบต่อเนื่องในลักษณะที่ไม่ได้กระเทือนต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเท่าไหร่นัก 

 

     ในขณะที่ตลาดหุ้นบ้านเรา ยังคงมีแนวโน้มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบมาจากตลาดหุ้นสหรัฐ อย่างไรก็ดี ระดับผลกระทบจะน้อยกว่าหรือลดลงมากเหลือประมาณหนึ่งในสามจากระดับที่เกิดขึ้นในสหรัฐ จุดดีของตลาดหุ้นบ้านเรา คือยังคงได้ผลเชิงบวกจากการเปิดเมืองจากโควิด-19 ในสัดส่วนที่สูงกว่าเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีรายได้จากการท่องเที่ยวต่อจีดีพีสูงเป็นอันดับสองของโลก รวมถึงนโยบายการเงินของแบงก์ชาติบ้านเรายังน่าจะผ่อนคลายมากกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนอีกด้วย 

 

     ในทางกลับกัน ความเสี่ยงของตลาดหุ้นบ้านเรา อาจจะมาจากอัตราเงินเฟ้อไทยที่ออกมาเกินคาดมากในอนาคต ซึ่งในตอนนี้ ราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้นมากนั้น ได้เริ่มส่งผ่านมาถึงราคาอาหารสำเร็จรูป ที่สำคัญที่สุด ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งการช่วยเหลือจากภาครัฐเริ่มลดน้อยลง จึงทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกหน้าปั๊มเริ่มที่จะสูงขึ้นเป็นขั้นบันได โดยภาคการขนส่งที่เป็นกุญแจหลักของเศรษฐกิจทุกเซกเตอร์จะต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มว่าจะค่อยๆส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการต่างๆไปในวงกว้างขึ้น จนอาจจะทำให้จำเป็นต้องปรับค่าจ้าง ซึ่งหากถึงจุดนั้น อัตราเงินเฟ้อบ้านเราก็อาจจะสูงกว่าที่เราคาดในตอนนี้อยู่ไม่น้อย 

 

     สำหรับความน่าสนใจของตลาดหุ้นต่างๆทั่วโลกในเดือนนี้ ผมมองว่าในส่วนของตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ยังคงเป็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ดูแล้วยังน่าสนใจกว่าเพื่อน ด้วย 2 เหตุผล คือ หนึ่ง อานิสงก์เชิงบวกจากโมเมนตัมของบรรยากาศการเลือกตั้งในไตรมาสที่ 3 ส่วนหนึ่งมาจากเม็ดเงินงบประมาณของรัฐบาล และ สอง ยังมองว่าดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีช่องว่างที่จะลดลง (Downside Risk) ได้ไม่มากนัก ด้านตลาดหุ้นในฝั่งตลาดเกิดใหม่ ผมยังมองว่าตลาดหุ้นจีนน่าจะมีโอกาสที่จะมีผลตอบแทนเป็นบวกแม้จะไม่หวือหวามากก็ตามที เนื่องจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย พร้อมกับการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์โควิด-19 ในเมืองใหญ่ของจีน

 

     หากพิจารณาแบบรายเซกเตอร์ ยังคงชอบกองทุนรวมเซกเตอร์ธนาคารของสหรัฐ เนื่องจากจะได้อานิสงก์เชิงบวกจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ยังมีอยู่อีกหลายยก รวมถึงราคาหุ้นกลุ่มแบงก์สหรัฐก็ย่อลงมาในระดับหนึ่งแล้วในช่วงปีนี้ โดยกองทุนที่แนะนำ ได้แก่ TUSFIN-A และ KWI USBANK นอกจากนี้ กองทุนรวมในกลุ่มของสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทเกษตรกรรม และ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ก็ยังเป็นกองทุนที่น่าสนใจ โดยประเภทแรกจากมุมมองจากราคาของสินค้าประเภทนี้ยังอยู่ในระดับสูง ส่วนประเภทที่สอง เพื่อป้องกันความผันผวนทั้งจากเงินเฟ้อที่แรงกว่าคาด รวมถึงความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยหากเริ่มก่อตัวขึ้นมา







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh