กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน Mindset (ทิฐิ) ทางการเงิน โดย มังกรในสระ .

โดย
มังกรในสระ .

:.
.

Mindset (ทิฐิ) ทางการเงิน

ตอน  Mindset (ทิฐิ) ทางการเงิน

       ผู้น้อย ‘มังกรในสระ’ น้อมรับใช้นายท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยนายท่านที่ผู้น้อยเพิ่งจะนำเรื่อง mindset มาสร้างความบันเทิงให้กับนายท่านในตอนนี้ เพราะคำนี้เป็นที่นิยมพูดกันในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ถึงเวลานี้ก็จะกลายเป็นคำใกล้เชยไปเสียแล้ว ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก กระนั้นก็ดี อันที่จริงคำว่า mindset ประดิษฐ์ใช้กันครั้งแรกตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๓๐ หรือ ตรงกับทศวรรษที่ ๒๔๗๐ ของไทย ถือว่า เป็นคำของทวดเลยทีเดียว ฉะนั้น ถ้าหากมีใครต่อว่าผู้น้อยว่าเชย ผู้น้อยก็ขอยอมรับ 
       คำว่า mindset ในพจนานุกรมเว็บสเตอร์ให้ความหมายว่า "habits of mind formed by previous experience" ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า อุปนิสัย หรือ ความเคยชินของความคิด หรือ จิตใจที่ถูกหล่อหลอมโดยประสบการณ์ในอดีต ฟังดูเป็นวิชาการดีแท้ วอนนายท่านโปรดอย่านึกเบื่อ ส่วนพจนานุกรมเคมบริดจ์ให้ความหมายว่า “a person's way of thinking and their opinions” อาจแปลเป็นไทยได้ว่า วิธีคิดและทิฐิ หรือ ความเห็นของบุคคล เปิดพจนานุกรมไปสองฉบับก็ยังไม่กระจ่างนักว่า เจ้า mindset นี้คืออะไรแน่ ผู้น้อยจึงลองถามผู้หยั่งรู้ดินฟ้านาม Google จึงได้ทราบว่า เป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยท่าน ‘แครอล ดเวก’ นักจิตวิทยายุคบุกเบิกแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้ซึ่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและความล้มเหลวของบุคคลว่า อะไรคือตัวการที่อยู่เบื้องหลังผลลัพธ์นั้นๆ จึงพบว่า ทิฐิ หรือ ความเห็นอันมีผลต่อพฤติกรรมของบุคคลในการตอบสนองต่อสถานการณ์ใดๆคือ เหตุที่แยกระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จและผู้ที่ประสบความล้มเหลว และการแก้ไขปัญหาชีวิตของแต่ละบุคคลนั้นต้องเริ่มต้นด้วยการปรับความเห็นของบุคคลนั้นๆ 
       ฟังดังนี้แล้วเข้าใจดีขึ้นไหมขอรับนายท่าน หากไม่เข้าใจผู้น้อยขอสรุปเองเลยว่า mindset คือ ทิฐิหรือความเห็นที่กำหนดพฤติกรรมบุคคล ถ้ามีความเห็นชอบ ก็เรียกว่า สัมมาทิฐิ ถ้ามีความเห็นผิด ก็เรียกว่า มิจฉาทิฐิ แลความเห็นถูก หรือ สัมมาทิฐิเท่านั้นที่จะทำให้บุคคลประสบความสำเร็จ หรือ มีความมั่งคั่งได้ 
       มาถึงตรงนี้ ผู้น้อยเห็นว่า เราแทบทุกคนล้วนแต่เชยกันจริงๆ ฝรั่งก็เชย แล้วเราก็เชยตามเขาอีกแล้วขอรับนายท่าน เพราะเรื่องความเห็นนี้เป็นมรรคลำดับแรกในมรรคมีองค์แปดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอน ที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ นั่นเอง การจะทำการใดให้สำเร็จไม่ว่าทางธรรมหรือทางโลก ต้องเริ่มต้นด้วยความเห็นถูกเสียก่อน หากเรานำมาปรับใช้กับความสำเร็จทางการเงินละก็ การจะทำการให้สำเร็จลุล่วง ย่อมต้องเริ่มต้นที่ความเห็นชอบนี้ก่อนเสมอเช่นกัน หากเริ่มต้นด้วยความเห็นผิดแล้ว ย่อมพังเสียแต่ยังไม่ได้ลงมือ
       ตัวอย่างเช่น หากนายท่านปรารถนาที่จะเป็นนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จมีพอร์ตการลงทุนที่ใหญ่และเติบโตสม่ำเสมอจนช่วยให้นายท่านและครอบครัวเป็นอิสระทางการเงิน นายท่านก็พึงมีความเห็นว่า การจะประสบความสำเร็จตามความตั้งใจนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพราะหลายคนก็ได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่าทำได้ ไม่ได้อาศัยโชคชะตาฟ้าลิขิตแต่อย่างใด หากได้ใช้ความพยายามอย่างเพียงพอ ย่อมทำให้สำเร็จได้ อันนี้เป็นสัมมาทิฐิทางการเงินโดยแท้ขอรับ ซึ่งจะกำหนดพฤติกรรมนายท่านให้เป็นผู้ที่ขวนขวายแสวงหาความรู้ และมีความเพียรที่จะฝึกฝนตนเองไปตลอดเส้นทาง แต่หากนายท่านมีความเห็นว่า เรื่องการลงทุนนี่ยากจริงๆ เพราะน้อยคนนักที่จะสำเร็จ เห็นมีแต่คนขาดทุนบ้าง หมดตัวบ้าง ต้องเป็นหนี้เป็นสินบ้าง เห็นมีแต่คนพูดว่า ติดดอย ถ้าไม่มีโชควาสนามาแต่กาลก่อนคงจะไม่สำเร็จ ถึงจะใช้ความเพียรเท่าใดก็ตาม หากนายท่านมี mindset หรือ ทิฐิเช่นนี้ต้องเรียกว่า เป็นมิจฉาทิฐิ หรือ ความเห็นผิดทางการเงินเลยทีเดียว เพราะสัจธรรมนั้นมีอยู่ว่า บุคคลอาจล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร นั่นหมายความว่า ไม่มีอะไรที่ความเพียรเอาชนะไม่ได้ เมื่อเห็นว่า การสร้างความมั่งคั่งไม่อาจทำได้โดยอาศัยความเพียร ก็เท่ากับจบตั้งแต่ยังไม่ทันเห่ 
       อย่างไรก็ดี ผู้น้อยเชื่อว่า นายท่านที่เป็นแฟนอีไฟแนนซ์ไทย ย่อมไม่มีท่านใดที่มีความเห็นทางการเงินเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายท่านที่คลิกเข้ามาอ่านงานรจนาของผู้น้อย ก็ถือว่าได้ใช้ความเพียรและความอดทนแล้ว
       กระนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า เรานี้มีสัมมาทิฐิทางการเงินแล้ว ข้อสังเกตุง่ายๆที่ผู้น้อยจะนำเสนอนายท่านคือ ให้สังเกตุใจเราว่า เวลาจะสร้างความสำเร็จยิ่งใหญ่ใดๆนั้น ใจเราตั้งข้อแม้ใดๆหรือไม่ หากไม่ตั้งข้อแม้ใดๆเลยเช่น  ไม่สำคัญว่าเราจะมีฐานะเช่นไรในเวลานี้ เราก็ตั้งใจทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่จะบรรลุได้ในภายหน้า ไม่ต้องรอให้มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ มีคนนั้นคนนี้มาช่วยเหลือสนับสนุน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีความรู้สึกในใจอยู่เสมอว่า หากหวังจะสำเร็จการใด การนั้นย่อมสำเร็จได้โดยไม่มีข้อแม้ ไม่มีสิ่งใดกั้นขวางระหว่างเรากับความสำเร็จ นี่คือลักษณะของมหาบุรุษแห่งโลกการเงิน เพราะผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในโลกการเงินล้วนสร้างความสำเร็จได้โดยไม่ตั้งข้อแม้ ไม่รอการสนับสนุน เดินหน้าลุยตามความปรารถนาของท่านไปโดยลำพัง 
       ข้อแม้นั้นแท้ที่จริงแล้วคือ ข้อจำกัดที่เราตั้งไว้ขวางตัวเราเอง ถ้าบุคคลอย่างท่าน ‘บิล เกตต์’ ‘สตีฟ จ็อป’ หรือ ‘แจ็ค หม่า’ เป็นผู้มีข้อแม้มากแล้ว อาณาจักรทางธุรกิจอันแสนยิ่งใหญ่คงจะไม่เกิด แต่ทว่าท่านเหล่านี้เป็นบุคคลไร้ขีดจำกัดทางความคิด มีอะไรอยู่ในมือที่จะใช้สร้างความสำเร็จได้ ก็ใช้ ไม่ตั้งข้อแม้มาทำลายความรุ่งโรจน์ 
       ผู้น้อยเชื่อว่า ถ้าการศึกษาไทย หรือ การอบรมบุตรหลานภายในครอบครัวไทย เราส่งเสริมการทำลายข้อแม้ต่างๆ เชื่อว่า มหาบุรุษทางการเงินในบ้านเมืองไทยของเราจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะส่งผลดีต่อความมั่งคั่งโดยรวมของชาติ คำสั่งสอนอบรมที่ชวนให้ตั้งข้อแม้ต่อตนเอง เช่น ยังอ่อนหัดอยู่ ต้องรอให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ ไม่มีทุนรอน ขาดคนสนับสนุน ยังไม่ควรทำไว้รอให้พร้อม เหล่านี้ต้องเลิกนะขอรับ เพราะเป็นอุปสรรคขัดขวางความมั่งคั่ง ควรจะอบรมสั่งสอนกันเสียใหม่ว่า อยากทำอะไรทำเลยที่ดีที่เจริญไม่ต้องรอ มีอะไรอยู่ในมือแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น ทำไปเดี๋ยวก็ได้เรียนรู้มีประสบการณ์มากขึ้น รู้จักคนมากขึ้น มีผู้สนับสนุนชี้แนะเพราะเห็นความตั้งใจมากขึ้น มีช่องทางมากขึ้น เห็นโอกาสมากขึ้น ทำไปอย่าหยุดกลางครันก็แล้วกัน ต้องสอนกันแบบนี้ สังคมไทยจึงจะเกิด mindset แห่งความมั่งคั่ง จริงไหมขอรับ 



สวัสดี........
 
fb : สำนักกุนซือโลกการเงิน มังกรในสระ

 



Tags:

mindset




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh