กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน เตรียมพร้อมผู้นำรุ่นใหม่ ก่อนขึ้นกุมบังเหียนธุรกิจครอบครัว โดย PWC .

โดย
PWC .

:PWC
.

เตรียมพร้อมผู้นำรุ่นใหม่ ก่อนขึ้นกุมบังเหียนธุรกิจครอบครัว

โดย บุญเลิศ กมลชนกกุล
หัวหน้าสายงาน Clients and Markets และหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี ด้านธุรกิจบริการทางการเงิน
บริษัท PwC ประเทศไทย 


     เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวโครงการ NextGen Club ของ PwC ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทาง PwC ได้เรียนเชิญทายาทของผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกของ PwC 15 บริษัทมาเข้าร่วมคลับแห่งนี้ โดย NextGen Club เน้นไปที่การให้ความรู้แก่ทายาทธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมทั้งเรื่องความรู้ทางด้านธุรกิจและทักษะการเป็นผู้นำจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ รวมไปถึงโอกาสในการเข้าร่วมอบรมในต่างประเทศเพื่อสร้างเครือข่ายกับผู้นำธุรกิจจากทั่วโลก และต่อยอดธุรกิจครอบครัวของพวกเขาไปในตัวด้วย 

    ในงานเปิดตัวครั้งนี้ เราได้นำผลจากการสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก (Global Family Business Survey) ประจำปี 2562 ในส่วนที่เป็นไฮไลท์ของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ Empowering the NextGen: The Key to Achieving Growth and Enduring Prosperity ที่ทาง PwC ประเทศไทย จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกมาแชร์ให้ผู้นำรุ่นใหม่ฟังด้วย ซึ่งรายงานฉบับนี้เราได้ส่งแบบสอบถามไปยังผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจครอบครัวของไทยมากกว่า 100 รายครอบคลุมหลายกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม ผลสำรวจที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริหารที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจครอบครัว ความมั่นใจต่อการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงแผนกลยุทธ์ที่นำมาใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังชี้ให้เห็นถึงแนวทางการวางแผนสืบทอดกิจการสู่รุ่นถัดไป ที่ไม่ใช่แค่รักษาธุรกิจครอบครัวให้อยู่รอด แต่ต้องขับเคลื่อนขยายธุรกิจให้เติบโตด้วย ซึ่งวันนี้ผมอยากหยิบยกผลจากการสำรวจบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง
    เริ่มกันที่แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ โดยผู้นำธุรกิจครอบครัวไทยมากกว่าครึ่ง หรือ 64% มีความเชื่อมั่นว่า บริษัทของตนจะเติบโตอย่างมั่นคงในอีก 2 ปีข้างหน้า ในขณะที่ 32% เชื่อมั่นว่า ธุรกิจจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อถามถึงความท้าทายที่ธุรกิจครอบครัวกำลังเผชิญ 3 อันดับแรก คือ 1.) การแข่งขันภายในประเทศ 2.) การสรรหาพนักงานที่มีทักษะเหมาะสมกับองค์กร และ 3.) สภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า การสรรหาพนักงานที่มีทักษะที่ใช่ถือเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่พบอยู่ตลอด เพราะในยุคที่เทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ แรงงานที่มีทักษะจะยิ่งเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น 
    แต่การสรรหาพนักงานที่ว่าจากภายนอกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแรงงานกลุ่มนี้เป็นที่ต้องการสูงของตลาด ดังนั้น ทางออกหนึ่งคือ ผู้บริหารควรหันกลับมาให้ความสำคัญต่อการสร้างบุคลากรมากความสามารถจากภายในมากขึ้นนะครับ เพราะองค์กรที่สามารถสร้างทาเลนท์เองได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มที่จะเห็นผลการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และได้รับผลประกอบการที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
    ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอยู่ในเวลานี้ ผลสำรวจชี้ว่า ผู้นำธุรกิจครอบครัวของไทยส่วนใหญ่ ตระหนักดีทั้งในเรื่องผลกระทบจากการเข้ามาของดิจิทัล (Digital Disruption) และภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber-attack) แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่มีแผนอย่างเป็นรูปธรรมที่จะเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล และผู้บริหารน้อยกว่าครึ่ง หรือมีเพียง 46% ที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในองค์กรให้มากขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งผมมองว่า เรื่องนี้กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่จะสามารถเข้ามาช่วยองค์กรได้ เพราะจากผลสำรวจพบว่า 76% ของธุรกิจครอบครัวไทยมีผู้นำรุ่นใหม่ทำงานในธุรกิจครอบครัว ซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกที่มีเพียง 67% และผู้นำรุ่นใหม่นี้มีแนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้มากกว่าผู้นำรุ่นก่อน
    อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้นำธุรกิจครอบครัวของไทยถึง 57% มีแผนที่จะส่งต่อธุรกิจ แต่กลับไม่ได้มีการจัดทำแผนสืบทอดธุรกิจเป็นกิจจะลักษณะ แถมยังไม่ได้มีการสื่อสารอย่างเป็นทางการด้วย คำถามสำคัญอยู่ตรงนี้ครับว่า เราจะทำอย่างไรให้แผนสืบทอดธุรกิจมีความเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และสามารถส่งผ่านไปสู่รุ่นถัดไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การเตรียมความพร้อมให้กับผู้นำรุ่นใหม่ตั้งแต่วันนี้ หากผู้บริหารรุ่นปัจจุบันต้องการส่งต่อธุรกิจครอบครัวอย่างราบรื่นและเป็นไปอย่างยั่งยืน

    สุดท้าย ผลสำรวจของ PwC ยังได้แนะนำ 3 แนวทางสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวไทยจะสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการส่งต่อกิจการให้ลูกหลาน ดังนี้ 
    1.) ผู้นำรุ่นต่อไปควรเรียนรู้การทำงานกับบริษัทอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัวก่อน เพื่อเพิ่มทักษะทางด้านอารมณ์และสังคม (Soft skills) ซึ่งในข้อนี้ เป็นความคาดหวังอันดับต้นๆ ที่ผู้นำรุ่นปัจจุบันอยากให้ผู้นำรุ่นต่อไปได้รับด้วย
    2.) เปลี่ยนองค์กรอย่างระมัดระวัง การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผู้นำรุ่นก่อนๆใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างมาถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้น การจัดการความเปลี่ยนแปลงเพื่อลดการต่อต้าน ลดความขัดแย้งจากสมาชิกครอบครัวและพนักงานจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างระมัดระวัง
    3.) มีระบบการประเมินผลงานที่เหมาะสม และมีที่ปรึกษาที่สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ที่จะช่วยพัฒนาผู้นำรุ่นต่อไปให้สามารถปิดช่องว่างความแตกต่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เราทราบดีว่า ธุรกิจครอบครัวที่สามารถส่งผ่านและดำรงอยู่มาได้นานหลายรุ่นในวันนี้ ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของธุรกิจในวันข้างหน้า ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในทุกๆ มิติให้กับผู้นำรุ่นต่อไป รวมถึงการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และวิสัยทัศน์ของผู้นำรุ่นใหม่เหล่านี้มากกว่า ที่จะเป็นตัวพิสูจน์ว่า ธุรกิจครอบครัวของท่านจะเติบโตอย่างยั่งยืนไปได้อีกสิบอีกร้อยปีจากนี้หรือไม่ แล้วพบกันใหม่ครับ







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh