กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน พีคโควิด กำลังขึ้นสู่จุดสูงสุด โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โดย
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

:-
.

พีคโควิด กำลังขึ้นสู่จุดสูงสุด

โลกในมุมมองของ Value Investor    10 กรกฎาคม 64

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

พีคโควิด

 

               โลกต่อสู้กับโควิด-19 มาประมาณปีครึ่งแล้ว  ในช่วงแรกนั้นประเทศในเมืองหนาวที่เจริญแล้วและ/หรือประเทศที่มีวัฒนธรรมแบบตะวันตกที่มักจะอยู่ใกล้ชิดและสัมผัสกันมากต่างก็ประสบกับการระบาดอย่างหนัก  ดังนั้น พวกเขาจึงต้อง “ต่อสู้” ซึ่งก็พบว่าไม่มีวิธีอื่นที่จะดีไปกว่าการใช้ “อาวุธ” ที่คิดค้นขึ้นด้วยเทคโนโลยี “ไฮเท็ค” ซึ่งเป็น “จุดแข็ง” ของมนุษย์ที่สามารถเอาชนะปรากฏการณ์ของ “ธรรมชาติ” มากมายมาแล้ว สิ่งนั้นก็คือ  การผลิต “วัคซีนรุ่นใหม่” ที่สามารถจะทำได้เร็วและมากพอที่จะป้องกันคนไม่ให้ถูกโรคร้ายเข้ามาทำร้ายร่างกายได้

               พวกเขารู้ว่า  การ “ป้องกันตัว” โดยการสวมหน้ากากหรืออยู่ห่างกันอย่างที่เรียกว่า “Social Distancing” นั้นเป็นได้แค่ “มาตรการชั่วคราว” ที่จะชะลอไม่ให้คนติดเชื้อกันเร็วมากจนระบบสาธารณสุขรับไม่ไหว และก็เป็นไปตามคาด วัคซีนถูกคิดค้นและผลิตขึ้นอย่างรวดเร็ว  การฉีดให้กับประชาชนเป็นไปอย่างกว้างขวาง การติดเชื้อโควิดลดลงอย่างรวดเร็วหลายๆ แห่งยกเลิก “มาตรการชั่วคราว” เช่นการสวมหน้ากากหรือการแยกห่างจากกันแน่นอน 

               โควิดไม่ได้หายไป ยังมีการติดเชื้อจำนวนไม่น้อยแต่ก็น้อยกว่าช่วงแรกที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนมากอย่างเทียบกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามคนที่ติดเชื้อก็มักจะเป็นคนที่ “ไม่ยอมฉีดวัคซีน” หรือยัง “ไม่ถึงคิวฉีด” ซึ่งรวมถึงคนที่อายุยังน้อยเกินไปด้วย และในกรณีของคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนซึ่งจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตามรัฐบาลเองก็คงทำอะไรไม่ได้  เพราะนั่นเป็น “สิทธิ” ส่วนบุคคลที่ไม่มีใครมาบังคับได้  ดังนั้นโรคโควิดจึงน่าจะอยู่กับคนต่อไปและในแทบทุกประเทศเรียกว่าเป็น “โรคประจำถิ่น” เหมือนโรคไข้หวัดใหญ่อื่นๆ ถ้าใครไม่ฉีดวัคซีนก็รับความเสี่ยงกันเอง ไม่ได้เป็นปัญหาของรัฐหรือคนในสังคมที่ป้องกันตัวเองดีแล้วด้วยวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ

               กลับมาที่ประเทศไทยและอีกหลายๆประเทศในเอเซียที่มีอากาศร้อน โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่ได้มีวัฒนธรรมการอยู่ใกล้ชิดและสัมผัสกันมากนั้น ในช่วงแรกของการระบาด การติดเชื้อโควิดมีน้อยมาก  การต่อสู้กับโควิดที่ไม่ชอบอากาศร้อนดูเหมือนจะทำได้ไม่ยาก แค่สวมหน้ากาก อยู่ห่างกัน กินร้อนและหมั่นเช็ดมือด้วยแอลกอฮอล์ก็ดูเหมือนว่าจะ “เอาอยู่” แล้ว เห็นได้จากการที่ในบางช่วงนั้น แทบจะไม่มีคนติดเชื้อเพิ่มเป็นหลายสิบวัน  วัคซีนป้องกันโควิดที่กำลังคิดค้นกันสำหรับบางคนนั้นเป็นแค่  “มาตรการเสริม” ถ้าเราสามารถรักษาสถิติการไม่ติดเชื้อนานพอและป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติที่อาจจะติดเชื้อเข้าประเทศได้ในที่สุด  โรคก็คงหายไปเอง  ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นอาจจะกำลังคิดถึงโรคซาร์หรือไวรัสตัวร้ายอื่นๆ ที่เคยเกิดและก็หายไปแล้วโดยไม่ต้องมีวัคซีนเพื่อฉีดป้องกัน  ดังนั้น เรื่องการเตรียมหาซื้อวัคซีนจึงดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ภารกิจหลักที่สำคัญที่สุดหรือเป็นเรื่อง “ความเป็นความตาย”

               แต่ก็เป็นอย่างที่เห็น “มาตรการทางด้านสังคม” นั้นไม่สามารถเอาชนะโควิดได้ มันแค่ชะลอไม่ให้มันเกิดขึ้นเร็วเกินไปจน “เอาไม่อยู่” โควิดในไทยและในประเทศเอเชียอื่นอีกหลายประเทศเริ่มระบาดขึ้นใหม่เป็นระลอก ๆ  และทุกครั้งจำนวนผู้ติดเชื้อมักจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ  และนี่ก็น่าจะเป็นเรื่องปกติที่น่าจะคาดการณ์ได้  การกระจายตัวหรือติดต่อกันของไวรัสหรือแม้แต่การกระจายของข่าวสารข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น ตอนแรกที่มีน้อยก็จะเพิ่มขึ้นช้า  แต่พอกระจายรอบสองรอบสามและต่อ ๆ ไปมันก็จะทวีคูณและมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อในเวลาอันสั้น  โควิดก็เช่นกัน  และไม่ว่าเราจะ “ปิดเมือง” หรือมีมาตรการเข้มข้นแค่ไหน มันก็เป็นได้แค่ “มาตรการชั่วคราว” ที่จะชะลอไม่ให้ระบบสาธารณสุข “ล่มสลาย” ดูแลคนป่วยไม่ไหว แต่การปิดธุรกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆนั้นมี “ต้นทุน” มหาศาล เวลา 1เดือนอาจจะทำให้เศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้านบาท คนที่ “เดือดร้อน” นั้นมักจะเป็นคนที่อยู่ใน “ระดับล่าง” ของสังคม พวกเขาคล้ายๆ จะต้องเลือกว่า “จะอดตายหรือเป็นโรคตาย” ความไม่พอใจในการจัดการโควิดของรัฐบาลขึ้นสู่จุดสูงสุด

               เราเริ่มรู้ว่าการได้รับวัคซีนป้องกันโควิดคือ “วิธีเดียว” ที่จะพาประเทศออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้ก็ต่อเมื่อมันสายไปพอสมควรแล้ว  เพราะวัคซีนที่เราวางแผนที่จะได้มาในตอนแรกนั้น  มาช้าและน้อยกว่าที่คาดไว้  ประกอบกับการที่โควิดมาเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คิดไว้มาก ผลก็คือ ทุกอย่าง “โกลาหล” ระบบสาธารณสุขที่มีอยู่รองรับไม่ไหว  ภาพของคนป่วยที่ต้องรอเตียงจนตายกลายเป็นเรื่องปกติ คนดังที่ติดโควิดโดยไม่รู้ว่ามาจากไหนเต็มไปหมด  ผู้คนทั่วไปรวมถึงคนที่ “แทบไม่ได้ออกไปไหน” ก็ยัง “ผวา” ว่าวันหนึ่งตนเองก็อาจจะติดโรคด้วย การจัดการเรื่องโควิดที่ไทยเคยได้รับการจัดอันดับว่าทำได้ดีในระดับต้นๆ ของโลกในช่วงแรก  ตกลงมาเป็นประเทศท้ายๆ ถึงเวลานี้เอกชนเฉพาะอย่างยิ่งกิจการขนาดใหญ่ทั้งหลายต่างก็อยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป  พวกเขาเรียกร้องที่จะเข้ามาช่วยหาวัคซีนโดยเฉพาะที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงเพื่อฉีดให้กับพนักงานหรือลูกค้าของตนที่กำลังต้องการวัคซีนอย่างรีบด่วน  แต่กว่าจะได้รับการ “อนุมัติ” หรือ  “เปิดทางสะดวก” ก็ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่  “มติมหาชน” หรือเสียงเรียกร้องจากคนที่เดือดร้อนดังจน  “รัฐ”  รับไม่ไหวแล้ว 

              ปัญหาของการบริหารจัดการของไทยในเรื่องโควิดนั้น  ผมคิดว่าอยู่ที่การไม่ได้กำหนดกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้น  ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ดูเหมือนว่าจะเป็นนักวิชาการด้านที่เกี่ยวกับเชื้อโรคหรือการระบาด คนที่ตัดสินใจเป็น “นักการเมือง”  ส่วนคนที่ปฏิบัติเป็นข้าราชการ  ทั้งหมดนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างสูงอายุและไม่ได้มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการแบบสมัยใหม่ที่ต้องกำหนดกลยุทธ์ในการเอาชนะหรือประสบความสำเร็จ และในกรณีแบบนี้ที่เป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน  การกำหนด Priority หรือ ภารกิจสำคัญก่อนหลังที่ต้องทำว่าคืออะไรและจะทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แก้ปัญหาไปวันต่อวันและคิดเฉพาะในสิ่งที่ตนรู้และเข้าใจ ไม่มีคนที่  “เก่ง” และมีประสบการพอเป็นที่ยอมรับมาเป็น  “แม่ทัพ” ที่จะนำการ “ต่อสู้” กับโควิดอย่างแท้จริง

              ความผิดพลาดในการจัดการเรื่องของโควิดนั้น  นอกจากการที่มีคนเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากแล้ว  ยังรวมถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่หนักมาก  เราต้องกู้เงินมหาศาลหลายแสนหรือล้านล้านบาทมาช่วยคนที่ถูกกระทบโดยโควิดไม่รู้กี่รอบและไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร  หนี้สินที่เพิ่มขึ้นนั้น  หลังจากโควิดผ่านไปเราก็จะต้องชดใช้คืนเจ้าหนี้ซึ่งทำให้เงินงบประมาณที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศลดน้อยลงมาก และก็เช่นเดียวกัน  คนจำนวนมากที่ไม่มีรายได้และต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในช่วงโควิดระบาดก็มีหนี้สินมากขึ้นและเขาก็จะต้องชดใช้คืนด้วยเงินที่ทำมาหาได้หลังจากโควิดสงบ ดังนั้นการบริโภคที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจก็จะลดลง  ทั้งหมดนั้นทำให้อนาคตการเจริญเติบโตของประเทศไทยอาจจะไม่สดใสไปอีกนาน 

              ยิ่งการแก้ปัญหาโควิดช้าลงเพราะวัคซีนมาช้า ความเสียหายก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ  ผมลองนึกดูแล้วก็ไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไมเราจะต้องประหยัดในเรื่องของการนำเข้าหรือซื้อวัคซีนมากๆ และหลากหลาย เอาให้เหลือเฟือเหมือนประเทศพัฒนาอื่น ๆ  เพื่อที่จะได้เร่งฉีดให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่และลดเวลาการแก้ปัญหาโควิดลงให้มากที่สุด ทำไมเราไม่ยอมจ่ายเงินเพิ่มอีกไม่กี่หมื่นล้านบาทเพื่อที่จะประหยัดเงินจากความเสียหายทางเศรษฐกิจเดือนละ 1 แสนล้านบาทจากการขาดแคลนวัคซีน?  คนที่เกี่ยวข้องบางคนอาจจะบอกว่าถึงมีเงินซื้อก็ไม่มีของ เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่หลายคนรวมถึงผมเองก็สงสัยเหมือนกัน เหตุผลเพราะผมเห็นประเทศอื่นที่เพิ่งสั่งซื้อกลับได้วัคซีนที่บอกว่าหายากก่อนไทย  บางทีถ้าเรา “คิดใหม่” และเลือกใช้คนที่มีความสามารถหรือมีบารมีหรือมีเงินพร้อมจ่ายมากพอและปล่อยให้เอกชนเป็นคนทำแบบ  “เสรี” ไม่ติดอยู่กับเกณฑ์หรือระเบียบต่าง ๆ  ทางราชการที่ถ้ามีปัญหาก็แก้ไขได้  เราก็อาจจะสามารถหาวัคซีนได้ “เหลือเฟือ” อย่างหลายประเทศเช่น อิสราเอล หรือสิงคโปร์ก็เป็นได้

            “สงครามโควิด” ของไทยผมคิดว่ากำลังขึ้นสู่จุดสูงสุดหรือ “Peak” ในเร็ว ๆ นี้  ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบรุนแรงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ใน “โลกจริง” นั้น  ถนนหนทางที่ทำงาน ห้องเรียน และห้างร้านว่างเพราะ “ถูกปิด”  แต่ใน “โลกเสมือน” ที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือนั้น  ทุกอย่างกำลังดังอื้ออึงไปหมด  “เสียง” มาจากประชาชนที่ลำบากยากเข็ญ  บางคนอาจจะกำลังตาย  คนจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือ  “อย่างสิ้นหวัง” คนที่ไม่ได้เดือดร้อนมากนักอ่านแล้วก็  “ร้องไห้”  นี่หรือประเทศไทยที่แสนสบายและมีความสุขที่สุดในโลก?  ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าจะมีคนที่ไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้ไหม?  โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจมีหน้าที่ที่จะต้องแก้ปัญหา  นี่ทำให้ผมนึกถึงท่อนหนึ่งของเพลงในภาพยนต์คลาสสิก เรื่อง “Les Miserables”ที่พูดถึงคนที่กำลังทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสว่า  “Do you hear the people….(cry?, sing?, …)” ในวงเล็บคือสิ่งที่แต่ละคนสามารถเติมเองได้







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh