กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน หุ้นเวียตนาม All Time High โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โดย
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

:-
.

หุ้นเวียตนาม All Time High

 

โลกในมุมมองของ Value Investor 29 พฤษภาคม 64

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

หุ้นเวียดนาม All Time High


 

     

      เมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม 2564 ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นเป็น “All Time High” ที่ 1,320 จุดในช่วงเวลาประมาณ 21 ปีนับจากวันเปิดตลาดหุ้นโฮจิมินห์ในปี 2000 ที่ดัชนีเท่ากับ 100 จุด นี่เท่ากับว่าดัชนีตลาดให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 13.2% แบบทบต้น ถ้าคิดรวมปันผลก็คงจะเกินปีละ 15% และก็ต้องถือว่าเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ดีเลิศแห่งหนึ่งของโลก และนี่ก็คล้าย ๆ กับตลาดหุ้นไทยในช่วง 21 ปีแรก โดยที่ตลาดหลักทรัพย์เริ่มเปิดเทรดในเดือนเมษายน 2518 และเริ่มต้นด้วยดัชนีที่ 100 จุด พอถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ดัชนีก็อยู่ที่ 1,321 ให้ผลตอบแทนแบบทบต้นเท่ากับ 13.2% เท่ากับตลาดหุ้นเวียดนามพอดี อย่างไรก็ตาม อย่างที่เรารู้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2539 นั้น “กำลังตกลงมา” จากดัชนี All Time High ที่ 1,753 จุด ในปี 2537 และพอถึงปี 2540 ก็เกิดวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ที่ทำให้ดัชนีตกต่อเนื่องมาเหลือเพียงประมาณ 2-300 จุดในเวลาอีก 2-3 ปีต่อมา

     ยี่สิบเอ็ดปีแรกของตลาดหุ้นไทยและเวียดนามนั้น นอกจากผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมและเท่ากันแล้ว สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความผันผวนที่รุนแรง” หรือในแวดวงวิชาการก็คือมี “ความเสี่ยงสูงมากในการลงทุน” ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับตลาดหุ้นใหม่ ๆ ที่คนยังไม่รู้จักวิธีการลงทุนที่ถูกต้องและส่วนใหญ่ก็เน้นการเก็งกำไรเป็นหลัก ตลาดหุ้นจะคล้าย ๆ การพนันรูปแบบใหม่ที่ถูกกฎหมายและมีหลักการเล่นคล้าย ๆ กับการ “แทงม้า” ในสนามแข่งม้ามากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการ “ลงทุนในธุรกิจ” อย่างที่มันควรจะเป็น

     วันที่เปิดตลาดหุ้นไทยนั้น ตรงกับวันที่เมืองโฮจิมินห์หรือเดิมคือไซ่ง่อน “แตก” ประเทศเวียดนามใต้ถูกรวมกับเวียดนามเหนือและเป็นคอมมิวนิสต์ซึ่งทำให้ประเทศไทยซึ่งถูกมองว่าจะเป็น “Domino” ตัวต่อไป คือจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วยในช่วงที่ “สงครามเย็น” ระหว่างกลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตยกับกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์กำลัง “ร้อนเป็นไฟ” ดังนั้น ธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงดูไม่ดีนัก “ชนชั้นนำ” บางคนในช่วงเวลานั้นคิดถึงว่าจะอพยพไปอยู่ที่ไหนถ้าประเทศไทยกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นจึงไม่ไปไหนและตกลงมาหลายปีจนเหตุการณ์ด้านการเมืองสงบลง นักศึกษารุ่น “14 ตุลา” ที่เข้าป่าจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลมาหลายปีกลับสู่เมืองมาใช้ชีวิตปกติ และเศรษฐกิจไทยก็เริ่มเดินหน้าต่อไปได้อย่างดีเยี่ยมยาวนาน ซึ่งก็ทำให้ตลาดหุ้นและดัชนีเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ในระหว่างทางก็มีการปรับตัวรุนแรงมากเป็นระยะ ๆ

     ตลาดหุ้นไทยเกิด “วิกฤติ” ตลาดหุ้นหลายครั้งเริ่มตั้งแต่ “วิกฤติราชาเงินทุน” ซึ่งดัชนีตกลงไปประมาณ 42% ในปี 2522 หรือ 4-5 ปีนับจากเปิดตลาดหุ้น “วิกฤติ Black Monday” ในปี 2530 ที่ดัชนีตกลงไปประมาณ 33% และ “ วิกฤติสงครามอ่าวเปอร์เซีย” ในปี 2533 ที่ดัชนีตกลงไปประมาณ 45% หลังจากดัชนี All Time High ที่ 1,100 จุด เป็นต้น

     ในส่วนของตลาดหุ้นเวียดนามนั้น “ความผันผวน” ยิ่งมากกว่าตลาดหุ้นไทยหลายเท่า ทันทีที่เปิดตลาดหุ้น ดัชนีก็วิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วแทบจะทุกวันหรือทุกเดือน ภายในเวลาเพียงปีเดียว ดัชนีจาก 100 จุดก็ขึ้นไปถึง 500 จุด ก่อนจะตกลงมาด้วยอัตราที่เร็วพอ ๆ กันจนเหลือประมาณ 130 จุดหรือลดลงกว่า 73% ภายในเวลา 2 ปี เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นผมคิดเล่น ๆ ว่าคงเป็นเพราะคนเวียดนามอาจจะไม่ได้มีสนามม้าหรือบ่อนการพนันอื่น ๆ ที่คนจะเล่นเก็งกำไรซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในยีนของมนุษย์มากนัก ดังนั้น พอมีตลาดหุ้น คนก็แห่กันเข้าไปเล่นจนทำให้หุ้นขึ้นไปแบบถูก “Corner” หรือถูก “ต้อนเข้ามุม” หรือถูกกวาดซื้อจนหมดส่งผลให้หุ้นขึ้นไปสุดโต่งและในที่สุด Corner ก็ “แตก” หุ้นตกลงมาที่เดิม อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 ปีหุ้นก็ปรับตัวกลับขึ้นมาใหม่เป็น 1,140 หรือเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 8 เท่าในปี 2007 ก่อนที่จะถล่มลงตามวิกฤติซับไพร์มในปี 2009 ดัชนีเหลือเพียง 250 จุด หรือเป็นการตกลงมาประมาณ 78% และนี่ก็คือความ “โหดร้าย” สำหรับนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นเวียดนาม

     แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว การลงทุนดูเหมือนจะคุ้มค่า เพราะหลังจากการตกลงมาอย่างหนัก ตลาดหุ้นเวียดนามก็มักจะกลับมาอย่างรวดเร็วเสมอ ภายในเวลาไม่กี่เดือน ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นจาก 250 จุดไปที่เกือบ 600 จุดในช่วงปลายปี 2009 และทรงตัวอยู่ในช่วง 400 ถึง 600 จุดเป็นเวลา 7 ปีจนถึงปี 2016 หรือประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา และนี่ก็คือช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจการเงินของเวียดนามมีการ “ปรับตัว” แบบ “ปฏิรูป” อย่างมั่นคง มีการลดค่าเงินด่องลงน่าจะประมาณ 30% อัตราเงินเฟ้อที่สูงลิ่วเริ่มนิ่ง ค่าเงินด่องเริ่มนิ่งและเกาะติดไปกับค่าเงินดอลลาร์ การเอาเงิน “ใส่กระสอบ” ไปซื้อบ้านซื้อรถน่าจะเริ่มหมดไป สินค้าที่ผลิตจากเวียดนามสามารถแข่งขันได้อานิสงค์อาจจะคล้ายเมืองไทยหลังลดค่าเงินที่การส่งออก “โตระเบิด” ที่สำคัญ นักลงทุนจากต่างประเทศเริ่ม “แห่กันมาลงทุน” ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่นเดียวกับการลงทุนในตลาดหุ้นจากต่างประเทศที่เริ่มจะเปิดกว้างขึ้น มีการพูดถึงการ “รวมตลาดหุ้นอาเซียน” ให้นักลงทุนแต่ละประเทศสามารถสั่งซื้อขายหุ้นระหว่างกันได้อย่างสะดวก

     ในช่วงเวลานั้น การลงทุนแบบ Value Investment หรือ VI ของไทยกำลัง “Peak” หรือขึ้นสู่จุดสูงสุด VI ไทยจำนวนไม่น้อยรวยขึ้นมากและอยากที่จะ “สำรวจ” ตลาดเพื่อนบ้านเพื่อหาโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ นำโดยกลุ่มผู้นำนักลงทุน VI และช่องทีวี “มันนี่แชนเนล” ในขณะนั้น VI ไทยกลุ่มใหญ่ซึ่งแน่นอนรวมถึงผมเองได้เดินทางไป “ดูตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในอาเซียน” ซึ่งรวมถึงสิงคโปร์ มาเลเซียและเวียตนาม ได้พบผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนรวมถึงเยี่ยมชมโรงงานและสำนักงานต่าง ๆ แต่แทบจะไม่ได้พบนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น “VI” เลย ที่จริง “สังคม VI” ในประเทศเหล่านี้แทบจะไม่มีอยู่ ประเทศไทยนั้นมี “สมาคม VI” ที่ก้าวหน้ามาก!

     หลังจากการเดินทางครั้งนั้น หลายคนซึ่งรวมถึงผมเองก็เริ่มเข้าไปลงทุนในเวียดนาม ผมเองไม่มั่นใจว่าทำไมเราไม่ไปลงทุนในมาเลเซียหรือสิงคโปร์ คงจะเป็นเพราะเรื่องของเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตเร็วและมาจากฐานที่ต่ำมากรวมถึงศักยภาพที่จะโตต่อไปได้อีกนาน อีกประเด็นหนึ่งน่าจะมาจากการที่เวียดนามมีขนาดใหญ่กว่าอีกสองประเทศมากในแง่ของประชากรและมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยรวมถึงการที่อยู่ใกล้ไทยมากกว่าด้วย แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นตัว “จุดชนวน” ก็น่าจะมาจากการที่ผมมีเพื่อนชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนอยู่ก่อนแล้วโดยที่เขาก็มีการคิดวิเคราะห์ที่เป็นเอกเทศจากผมด้วย ดังนั้น ผมจึงคิดว่าได้เวลาแล้วที่จะไปลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะเมื่อการเติบโตของประเทศไทยเริ่มจำกัดหรืออิ่มตัวในแง่ของประชากรที่กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วและยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหานี้รวมถึงปัญหาสังคมและการเมืองที่ก่อตัวมาหลายปีได้

     การลงทุนใน “รอบแรก” ของผมนั้นเข้าไปในแบบที่ยังไม่มีความรู้ในตัวกิจการพอ ดังนั้นผมจึงใช้ระบบ “ตระแกรงร่อน” เลือกซื้อหุ้นที่เป็นแบบ “VI” ที่มีราคาถูกมากคือมีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า PB ต่ำกว่า 1 เท่า และปันผลไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี ซึ่งก็ได้หุ้นขนาดเล็กมาเป็น 100 ตัว ซื้อแล้วถือไว้จนถึงทุกวันนี้ รอบสองที่ผมเข้าไปลงทุนผมเริ่มจะรู้จักบริษัทจึงเข้าไปซื้อหุ้นเป็นรายตัว ซึ่งก็จะเป็นแนว “ซุปเปอร์สต็อก” ซึ่งผมก็ซื้ออย่างมีนัยสำคัญได้หุ้นมาประมาณ 5-6 ตัว และสุดท้ายในรอบที่สามก็คือการซื้อ ETF ที่อิงกับหุ้นแนวซุปเปอร์สต็อกที่เป็นหุ้นที่มี Foreign Premium คือ “Daimond ETF” รวมกันแล้วหุ้นเวียดนามคิดเป็นประมาณ 20% ของพอร์ตของผมในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาของหุ้นเวียดนามปรับตัวเพิ่มขึ้นและให้ผลตอบแทนดีกว่าพอร์ตหุ้นไทยของผมมาก โดยเฉพาะในช่วงเร็ว ๆ นี้

     ผมคิดว่าแม้ตลาดหุ้นเวียดนามจะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดแต่มันก็ไม่แพงเมื่อคำนึงถึงการเติบโตที่รวดเร็วมากของบริษัทจดทะเบียน เหตุผลก็คงเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจเวียดนามเองนั้นเติบโตเร็วมากมานานและจะเติบโตต่อไปอีกมาก เพราะแม้ในขณะนี้ เศรษฐกิจของเวียดนามเองก็เท่ากับแค่ครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจไทย และรายได้ต่อหัวของคนเวียดนามเองก็เป็นแค่หนึ่งในสามของรายได้ของคนไทย ซึ่งผมเองคิดว่าในที่สุดและอาจจะไม่นานมาก เขาจะไล่เราทันเมื่อคำนึงถึงปัจจัยในการแข่งขันต่าง ๆ ที่เวียดนามดีขึ้นเรื่อย ๆ เทียบกับไทย ดังนั้น ผมจึงคิดว่าผมจะยังอยู่ในตลาดหุ้นเวียดนามไปอีกนานและก็เตรียมพร้อมที่จะรับความผันผวนที่รุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้เรื่อย ๆ แต่ผมคิดว่าภายใน 10 ปีนับจากวันนี้ พอร์ตเวียดนามคงใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับพอร์ตหุ้นไทยของผม

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh