กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน 4 แนวทางผลักดันเศรษฐกิจประเทศโตแบบท้าทาย 6-8% ในปี 2565 โดย นายผยง ศรีวณิช

โดย
นายผยง ศรีวณิช

:ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย
.

4 แนวทางผลักดันเศรษฐกิจประเทศโตแบบท้าทาย 6-8% ในปี 2565

ผยง ศรีวณิช

ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย

 

4 แนวทางผลักดันเศรษฐกิจประเทศโตแบบท้าทาย 6-8% ในปี 2565 

 

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราต่างจดจ่อกับตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวัน ที่ยังมีความไม่แน่นอน และคอยติดตามเรื่องการจัดซื้อวัคซีน เพราะหากเรามีวัคซีนพร้อมและเพียงพอต่อการฉีดเชิงรุก จะทำให้เรามีความหวัง ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้นเป็นลำดับ 

 

ในเดือนกันยายนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด -19 เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น กอปรกับการกระจายวัคซีนมีแนวโน้มที่ดีขึ้นมาก จำนวนผู้ติดเชื้อผ่านจุด peak ไปแล้ว จำนวนโรงพยาบาลสนามและกลไก Community และ Home Isolation โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของกลุ่มจิตอาสาต่างๆ เริ่มทำงานได้ดีขึ้น จนนำไปสู่การผ่อนคลายการ Lock-down 

 

สะท้อนจากการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ส่งสัญญานปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2564 ดีขึ้นมาอยู่ในกรอบ -0.5-1.0% ให้มองก้าวข้ามไปข้างหน้าแบบมีความหวังมากขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจในบ้านเรายังเป็นเรื่องที่เปราะบางและท้าทาย ปีนี้เหลือเวลาอีกเพียง 3-4 เดือนเท่านั้นที่พอจะเร่งทยอยเปิด ฟื้น กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ทัน High Season ในช่วงปลายปี และต้องรักษาระดับของบรรยากาศและความเชื่อมั่นที่เริ่มดีขึ้นจากการที่เริ่มบริหารจัดการได้ การเร่งจัดสรรและฉีดวัคซีนที่มีมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสื่อสารที่ชัดเจนน่าเชื่อถือและมั่นใจ เสริมกันทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมไปจนถึงการดูแล Supply Chain ของภาคการผลิตใน Bubble & Seal ไม่ให้หยุดชะงักจากการระบาดในกลุ่มแรงงาน เพื่อใช้ศักยภาพของตลาดการส่งออกโลกที่เติบโตขึ้นมากให้ได้อย่างเต็มที่

 

แต่อย่างไรก็ดีการที่ประเทศไทยเริ่มต้นจากจุดที่มีความพร้อมในการอยู่ร่วมกับไวรัสโควิด-19 ได้ดีกว่าเดิม และดีใกล้เคียงกับประเทศที่สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแกร่งในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดต่อ ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2565 กลับมาฟื้นตัวเหมือนกับประเทศเหล่านั้นที่สามารถกลับมาเติบโตได้ในระดับ 6-8% ตัวเลขนี้มีความท้าทายครับ เมื่อเทียบกับเป้าหมายของกระทรวงการคลังซึ่งอยู่ที่ 4-5% และ ประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 3.7% เราควรจะตั้งเป้าที่ท้าทาย และผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักมาแล้ว 2 ปีกลับมายืนได้ด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว ไม่ให้เราตกขบวน หรือตามหลังการฟื้นตัวของโลกไปมากกว่านี้ได้อย่างไร

 

ผมขอลองคิดดังดังนะครับ ว่าทำอย่างไรเศรษฐกิจไทยจึงจะเติบโต 6-8% 

 

ประการแรก ภาครัฐต้องส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนมองเห็นเป้าหมายดังกล่าว ด้วยการเพิ่มกระสุนนโยบายการคลังโดยปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจากเดิมที่ 60% เป็น 70-80% ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกราว 0.7-1.5 ล้านล้านบาท ช่วยเสริมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ที่มีเม็ดเงินลดลงเกือบ 2 แสนล้านบาทเมื่อเทียบกับงบประมาณปี 2564 โดยเน้นการใช้งบประมาณเพื่อให้เกิดการจ้างงาน ลดอัตราการว่างงานที่สูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 ถึง 2 เท่า และใช้ในมาตรการที่มี Multiplier กับเศรษฐกิจสูง อย่างมาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (co-payment) หรือมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ที่สูงขึ้นและเทียบเคียงกับประเทศอื่น รวมไปจนถึงการสร้างกลไกตลาดให้ผู้ประกอบการรายกลางและเล็กสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางธุรกิจ (Fair Trade) และเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Financial Inclusion) ได้อย่างยุติธรรมและโปร่งใสมากขึ้น

 

ประการที่สอง เร่งกระบวนการปฏิรูปกฎหมาย ทบทวนกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกระบวนงานที่เกี่ยวกับการอนุญาต ซึ่งจากการศึกษาของ TDRI พบว่ามีอยู่มากถึงราว 1,000 กระบวนงาน จาก 16 กระทรวง 47 กรม และที่น่าตกใจคือ 85% ของกระบวนการเหล่านั้นเกิดจากกฎ ระเบียบ ที่ไม่จำเป็น หรือล้าสมัย แม้จะมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงปัจจุบันมีเพียง 200-300 กระบวนงานเท่านั้นที่หน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของกระบวนงานดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จ ดังนั้น ภาครัฐควรหันมาให้ความสำคัญกับการปฏิรูป ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจในภาวะที่ผู้ประกอบการเหนื่อยล้าจากผลของโควิด-19 เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ด้อยโอกาส ซึ่งจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

 

ประการที่สาม สร้าง mindset ในการอยู่ร่วมกับโควิด-19 เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้ด้วยวัคซีน และกล้าที่จะกลับมาใช้จ่ายและลงทุน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2565 ภาครัฐควรสนับสนุนให้การท่องเที่ยวในประเทศเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีผลบวกต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานสูง นอกจากนี้ หากการท่องเที่ยวในประเทศยังติดขัด ผู้บริโภคที่ได้รับวัคซีนครบแล้วส่วนหนึ่งอาจเลือกไปท่องเที่ยวต่างประเทศแทน เพราะคาดการณ์ได้ว่าหลายประเทศจะใช้นโยบายดึงดูดการท่องเที่ยวเช่นกัน โดยหากนักท่องเที่ยวไทยเพียง 25% ของภาวะปกติเลือกไปเที่ยวต่างประเทศ จะทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเสียโอกาสราว 8 หมื่นล้านบาท หรือ 0.5% ของจีดีพี

 

ประการที่สี่ สนับสนุนให้ธุรกิจส่งออกเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกที่ยังมีแนวโน้มเติบโตสูงอีกปี โดย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะยังเติบโตได้ 4.9% ในปี 2565 ขณะที่ปริมาณการค้าโลกเติบโตได้ถึง 7% ซึ่งสูงกว่าภาวะการค้าโลกปี 2561-62 ก่อนเกิดโควิด-19 ราว 3 เท่า การส่งออกของไทยจึงยังมีโอกาสเติบโต ซึ่งกกร. คาดว่าการส่งออกจะขยายตัว 12-14% ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐให้การสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ มีวัคซีนให้แรงงานได้ทั่วถึง และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายการฉีดวัคซีน และการทำ Rapid Test ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที 

 

อีกทั้ง ยังต้องติดตาม 3 สถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด คือ 1) ค่าระวางเรือที่ยังสูงต่อเนื่องซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ 2) การขาดแคลนชิปที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของหลายสินค้าอุตสาหกรรม และ 3) เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการปรับทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และการเมืองระหว่างประเทศ

 

หากเราเชื่อมั่นว่าทำได้ เร่งระดมสรรพกำลังและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ไปตรงจุด ตรงประเด็น ไม่ซ้ำซ้อน มีวินัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ การผลักดันแบบเล็งผลไปที่การเติบโต 6-8% ผสมผสานกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนให้กับลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19 เชื่อว่าจะลดความบอบช้ำของทุกภาคส่วน และทำให้ผู้ประกอบการกลับมายืนได้ เพิ่มการจ้างงาน ลดความเหลื่อมล้ำ และเดินไปข้างหน้าด้วยกัน…ได้อีกครั้งนะครับ

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh