efinancethai

กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน ถอดบทเรียน กรณี CS และ SVB Bank โดย ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

โดย
ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

:.
.

ถอดบทเรียน กรณี CS และ SVB Bank

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

[email protected]

 

ถอดบทเรียน กรณี CS และ SVB Bank

 

     แนวทางการบริหารความเสี่ยงในช่วงก่อนวิกฤตซับไพร์ม มีจุดอ่อน 3 ประการ คือ หนึ่ง สถาบันการเงิน มีทางเลี่ยงในการซ่อนสินทรัพย์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากๆ ผ่านบัญชีนอกงบดุล หรือ Off-Balance Sheet เพื่อไม่ให้งบดุลดูเสี่ยงสูงจนเกินไป

     สอง เมื่อสถาบันการเงินทราบว่ากฎระเบียบทางการเงินที่ใช้อยู่มุ่งพิจารณาความ เสี่ยงเฉพาะฝั่งสินทรัพย์ของงบดุลเป็นหลัก ก็หันไปเพิ่มความเสี่ยงที่ไม่ปรากฏในด้านสินทรัพย์ให้สูงขึ้น (เพื่อที่จะได้กำไรสูงขึ้น) โดยทำธุรกรรมการเงินที่เสี่ยงสูงผ่านฝั่งหนี้สินของงบดุล นั่นคือ ก่อหนี้ให้สูงๆ เพื่อแสวงหาแหล่งเงินที่มีต้นทุนที่ถูกที่สุด และ

     ท้ายสุด สถาบันการเงินมีแรงจูงใจที่จะมุ่งหาประโยชน์จากจุดอ่อนทั้งสองประการข้างต้น เนื่องจากผลตอบแทนของผู้บริหารสถาบันการเงินจะสูงตามกำไรของสถาบันการเงินใน ช่วงเวลาที่พวกเขาดำรงตำแหน่งอยู่ แต่หากสถาบันการเงินขาดทุนแม้ในช่วงที่ผู้บริหารดำรงตำแหน่งอยู่ ก็ไม่มีบทลงโทษต่อผลขาดทุนที่พวกเขาก่อขึ้นให้กับบริษัท

 

    โดยหลักการ "บาเซิล 2" ที่เริ่มใช้ในปี 1999 ไม่สามารถที่จะแก้จุดอ่อนดังกล่าวได้ ทำให้หลักการบริหารความเสี่ยงจึงได้เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า "เมทริกซ์แห่งการบริหารความเสี่ยง" โดยแบ่งการจัดการความเสี่ยงออกเป็น 2 มิติ ได้แก่ มิติแรก แยกตามงบดุลของสถาบันการเงินเป็น "ด้านสินทรัพย์" และ "ด้านหนี้สิน" และ มิติที่สอง แบ่งแยกสถาบันการเงินออกเป็น "ตัวสถาบันการเงิน" และ "ผู้บริหาร" จากเดิมที่บาเซิล 2 เน้นการบริหารความเสี่ยงด้านสินทรัพย์ของตัวสถาบันการเงิน

    ซึ่งเป็นจุดที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอก อย่างไรก็ดี กรอบดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการบริหารความเสี่ยงในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งปัญหา "Too Big to Fail" "Head Bank wins Tail Uncle Sam loses" และ "Overleverage"

 

     โดยในปี 2010 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสนอแนวคิด Financial Stability Contribution (FSC) และ Financial Activity Tax (FAT)* โดยมาตรการ FSC จะทำการเก็บค่าธรรมเนียม (Levy) ด้วยอัตราที่มากน้อยตามขนาดของสถาบันการเงินโดยวัดจากปริมาณหนี้สิน (Liabilities) ที่ไม่ได้รับการค้ำประกันจากทางการ และระดับการก่อความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจของสถาบันการเงิน (Systemic risk) ส่วนมาตรการ FAT จะประเมินความเสี่ยงและเก็บค่าธรรมเนียมด้วยอัตรามากน้อยตามระดับความเสี่ยงของกิจกรรมทางการเงินที่สถาบันการเงินดำเนินอยู่

     นอกจากนี้ หากค่าตอบแทนของผู้บริหาร ซึ่งมักจะเป็นสัดส่วนกับกำไรอยู่ในระดับสูง ก็จะเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวด้วยอัตราที่สูงด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรการแบบ Macro prudential ประเภทหนึ่ง เนื่องจากทำให้สามารถควบคุมระดับความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่มีต่อระบบเศรษฐกิจได้จากมาตรการทางมหภาคของธนาคารกลาง

     ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมในส่วนมาตรการ FSC จะเก็บไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้กับสถาบันการเงินที่มีปัญหากรณีที่เกิดวิกฤติในอนาคต และในส่วนค่าธรรมเนียมจากมาตรการ FAT จะเก็บไว้เพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหาในอนาคตตามสัดส่วนของระดับ ความเสี่ยงจากกิจกรรมทางการเงินที่เคยก่อไว้ จนมาเป็นหลักการบาเซิล 3 ที่ใช้กันในปัจจุบัน

 

สำหรับบทเรียนของกรณี Credit Suisse หรือ CS ผมมองว่ามีอยู่ 2 ประการ ดังนี้

     1. สถานะ (Globally) Systemically Important Bank (G) SIB หรือ มีความสำคัญเชิงระบบ (ระดับโลก) ของแบงก์ มีความสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤต ดังที่เราได้เห็นว่าแม้ CS จะมีข่าวมากมาย อาทิ Greensil Fund กับ Ar-chegos Fund ที่ถือว่าหนักหนามาหลายปี รวมถึงผลขาดทุนแบบ 2 ปีติดต่อกัน ทว่าการที่ CS มีสถานะเป็นแบงก์แบบ GSIB ดังนั้น อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ CAR และ อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต่อภาระหนี้สินระยะสั้น หรือ Liquidity Coverage (LCR) Ratio จึงยังคงดูดีอยู่แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตเนื่องจากผ่านการทำแบบทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) จึงสามารถยืนอยู่ได้ค่อนข้างนาน จนกระทั่งมีข่าวการไม่ขอขยายสัดส่วนของผู้ถือหุ้นรายหนึ่งที่กดดันต่อราคาหุ้น CS แบบสุดจริงๆ จึงทำให้ทางการสวิตเซอร์แลนด์จึงขยับเข้ามาช่วยควบรวมกับอีกแบงก์ยักษ์ใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์

 

     ตรงนี้ ถือว่าผิดกับ SVB Bank ที่แม้จะติดแบงก์ขนาดใหญ่แบบ Top20 โดยกฎหมายด้านการเงินของสหรัฐ ก็ยังไม่ได้จัดให้ SVB Bank เป็นแบงก์ SIB ทำให้การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์สภาพคล่อง รวมถึงแนวทางการทดสอบภาวะวิกฤตดูอ่อนกว่าแบงก์ที่มีสถานะ SIB จึงทำให้ SVB Bank ล้มลงอย่างค่อนข้างรวดเร็วหลังจากผู้ฝากเงินมาถอนเงินออกจากแบงก์เพียงไม่กี่วันเท่านั้น

 

     2.ผมมองว่าการที่หน่วยงานกำกับสถาบันการเงินของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง FINMA ได้ตัดให้หุ้นกู้ Additinal Tier-I หรือ AT-1 ของ CS ให้เป็นศูนย์ โดยที่ราคาหุ้นสามัญของ CS ยังมีค่าประมาณร้อยละ 10 ของราคาหุ้นในช่วงก่อนเกิดวิกฤต ค่อนข้างหาคำอธิบายในทางเศรษฐกิจหรือการเงินได้ไม่ง่าย ประเด็นนี้ ผมมีความเห็นส่วนตัวว่าอาจจะมาจากการที่แนวคิด หุ้นกู้ Additinal Tier-I มาจากหน่วยงาน BIS หลังเกิดวิกฤตซับไพร์ม โดยที่ไม่ใช่มาจากไอเดียของ Swiss Na-tional Bank ของสวิตเซอร์แลนด์เอง

 

สำหรับบทเรียนของกรณี SVB Bank ผมมองว่ามีอยู่ 2 ประการ ดังนี้

     1. ความเสี่ยงเชิงโมเดลธุรกิจ (Business Model Risk) มีความสำคัญมากไม่แพ้ระบบการบริหารความเสี่ยงด้านการเงินที่ดี กรณี SVB Bank หรือแม้แต่ CS นั้น สาเหตุในสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งมาจากความเสี่ยงเชิงโมเดลธุรกิจ

 

     2.แนวทางที่เราใช้กันในการค้ำประกันเงินฝากแบบที่มีการค้ำไม่เกินค่าใดค่าหนึ่ง (One Size Fit-all for Insured Deposit) อาจไม่เหมาะกับแบงก์ที่มีความเฉพาะในแง่ของโปรไฟล์ลูกค้า อาทิ ในกรณี SVB Bank นั้น เป็นบรรดากองทุน Venture Capital (VC) ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ ที่ในตอนนี้ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แนว Work from Home และด้านสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี ที่เริ่มจะไม่เฟื่องฟูเหมือนช่วงที่ผ่านมา จึงส่งผลให้นอกจากการนำเงินที่หามาได้จากการระดมเงินทุนแนว VC มาทำธุรกิจ ยังมุ่งเน้นหันมานำเงินไปลงทุนด้วยการฝากเงินและซื้อสินทรัพย์ทางการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้บรรดากองทุน VC เหล่านี้ ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างเยอะที่เป็นลูกค้าของ SVB Bank จึงมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเป็นพิเศษ

 

     ด้วยความเป็นลูกค้ารายใหญ่ หากใช้วงเงินค้ำประกันเงินฝากแบบที่มีการค้ำไม่เกินค่าใดค่าหนึ่ง ย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายมากอย่างที่เห็นกัน

 

* ที่มา: IMF (2010), A FAIR AND SUBSTANTIAL CONTRIBUTION BY THE FINANCIAL SECTOR FINAL REPORT FOR THE G-20







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh