efinancethai

กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน ภาพตลาด... หลัง BOJ ขยับดอกเบี้ยเป็นบวก โดย ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

โดย
ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

:.
.

ภาพตลาด... หลัง BOJ ขยับดอกเบี้ยเป็นบวก

 

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

 

บทความนี้ จะขอประเมินสิ่งที่ต้องจับตา สำหรับการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งสำคัญนี้ จาก -0.1% เป็น +0.1% ของแบงก์ชาติญี่ปุ่น หลังจากใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบติดลบมากกว่า 17 ปี ดังนี้

 

หนึ่ง การออกจากนโยบายควบคุมอัตราผลตอบแทนเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ย (Yield Curve Control) หรือ YCC ของแบงก์ชาติญี่ปุ่นสำหรับอายุพันธบัตร 10 ปีนั้น แล้วสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ?

 

จะว่าไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายนักสำหรับการทำ YCC ให้สำเร็จผ่านพ้นไปได้ แบบไม่กระทบต่อระดับอัตราดอกเบี้ยในช่วงถัดจากนี้

 

ตัวอย่างที่การออกจากมาตรการ YCC แล้วกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยจนมีระดับที่สูงขึ้นเกินเป้าหมายค่อนข้างมาก ได้แก่ แบงก์ชาติออสเตรเลีย ที่ได้ใช้มาตรการ YCC ในเดือนมีนาคม 2020 สำหรับพันธบัตรออสเตรเลียอายุ 3 ปี ที่อัตราดอกเบี้ยเป้าหมาย 0.1% โดยหลังจากยกเลิก YCC ในไตรมาส 4 ปี 2021 อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรออสเตรเลียอายุ 3 ปี ขยับขึ้นมาถึง 0.775% โดยสาเหตุหลักมาจากนโยบายการเงินออสเตรเลียที่ขยับไม่ทันกับภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด และสภาพคล่องของพันธบัตรออสเตรเลียอายุ 3 ปีที่น่าจะมีไม่เพียงพอต่อผู้เล่นในตลาด

 

ดังนั้น น่าจับตาว่าการออกจากมาตรการ YCC ของพันธบัตรอายุ 10 ปีของแบงก์ชาติญี่ปุ่น หรือบีโอเจ จะผ่านพ้นไปได้แบบราบรื่นไหมในช่วง 3-4 เดือนถัดจากนี้

 

สอง ผลกระทบจากมาตรการอัตราดอกเบี้ยแบบเป็นบวกต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงเปลี่ยนผ่าน จะเป็นอย่างไร?

 

แน่นอนว่าการที่บีโอเจขยับขึ้นดอกเบี้ยให้เป็นบวกและการหยุดซื้อ ETF หุ้นญี่ปุ่น และ J-REIT ย่อมน่าจะทำให้ Wealth Effect ของชาวญี่ปุ่นลดลง เนื่องจากต้องมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและการไม่มีแรงหนุนผ่านการซื้อ ETF หุ้นต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นของบีโอเจ

ย่อมจะทำให้มีผลในเชิงลบต่อการบริโภคของชาวญี่ปุ่นในช่วงสั้น รวมถึงภาคที่อยู่อาศัยและการลงทุนแบบ Fixed Investment ในบางจังหวะเวลา อาจจะลดระดับลงมา ซึ่งอาจทำให้ในบางไตรมาส อัตราการเติบโตของจีดีพีญี่ปุ่นยังเสี่ยงต่อการหดตัวหรือทรงตัวอยู่เช่นกัน โดยแบงก์ชาติญี่ปุ่นประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปี 2024 ที่ร้อยละ 1 กว่าๆ

 

สาม แม้ผลการเจรจาระหว่างนายจ้างและลูกจ้างจะออกมาแบบอัตราค่าจ้างขึ้นสูงขึ้นมากที่สุดในรอบหลายปี รวมถึงตัวเลขอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นในเดือนกุมภาพันธ์ล่าสุด ออกมาเกินคาดที่ 2% ปลายๆ ทว่าอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นในปีนี้ ก็น่าจะยังค่อนข้างผันผวนอยู่ จากการที่ผลกระทบของนโยบายดอกเบี้ยเป็นบวกของบีโอเจต่อเศรษฐกิจยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามว่าจะก่อให้เกิดการชะลอตัวของอัตราการเติบโตของจีดีพีญี่ปุ่นในช่วงที่เหลือของปีนี้หรือไม่ รวมถึงจะส่งผลกระทบให้เกิดความผันผวนของ อัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินเยนหรือไม่

 

นั่นหมายความว่ายังคงต้องจับตาการขึ้นดอกเบี้ยให้เป็นบวกของบีโอเจในรอบนี้อีกต่อไป ว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบายในช่วงถัดไปเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีของญี่ปุ่นเกิดปรับตัวสูงขึ้นมากจนเกินไป

 

สี่ ณ ตรงนี้ ถือว่า แบงก์ชาติญี่ปุ่นออกจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายแบบสุดขั้ว (Unconventional Policy) หรือยัง?

 

หลังผลการประชุมของคณะกรรมการของบีโอเจ ที่ปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยมาเป็นบวก รวมถึงยกเลิกการซื้อ ETF หุ้น และ J-REIT แล้ว ทว่าต้องถือว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ได้ใช้นโยบายการเงินแบบสถานการณ์ปกติเหมือนกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อยู่ดีในขณะนี้ บีโอเจยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) หรือ QE นั่นคือยังคงซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นและหุ้นกู้ภาคเอกชนจากสถาบันการเงิน โดยยังคงแผนตารางการซื้อดังกล่าวไว้แบบเหมือนเดิมระหว่างเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินแบบที่ไม่ได้เห็นกันในภาวะเศรษฐกิจแบบปกติ

 

ซึ่งเหมือนเบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐเคยทำไว้เป็นคนแรกในช่วงหลังวิกฤตซับไพร์มของสหรัฐใหม่ๆ เมื่อปลายปี 2008

 

ท้ายสุด ประเมินทิศทางตลาดหุ้นญี่ปุ่นหลังจากนโยบายดอกเบี้ยใหม่นี้ ว่าจะเป็นเช่นไร?

 

ผมมองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นญี่ปุ่น น่าจะแบ่งเป็น 2 ช่วงจังหวะ ดังนี้

 

ช่วงที่หนึ่ง จะปรากฏจังหวะการเฉลิมฉลองจากตลาดหุ้น จากนั้นตามด้วยการรอประเมินผลข้างเคียงจากนโยบายใหม่นี้ ซึ่งน่าจะกินเวลา 2-4 เดือนต่อจากนี้ โดยเมื่อประกาศนโยบายใหม่ แน่นอนว่าย่อมจะต้องมีโมเมนต์การร่วมยินดีจากตลาด จากนั้น เมื่อตัวเลขดอกเบี้ยต่างๆ ค่าเงิน และด้านเศรษฐกิจในช่วงถัดไปออกมา ก็จะถึงเวลาการประเมินว่ามีความเสี่ยงจากมาตรการใหม่นี้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากไม่มี ก็น่าจะมีการอัตราผลตอบแทนจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มเติม ทว่าหากมีความไม่ปกติเกิดขึ้น ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็น่าจะย่อลงเพื่อแสดงความกังวลดังกล่าว โดยการยกเลิกการซื้อ ETF หุ้นญี่ปุ่นราว $9 หมื่นล้านต่อปีของบีโอเจในครั้งนี้ ถือว่าน่าจะมีผลในเชิงจิตวิทยาต่อตลาดหุ้นบ้างในอนาคต

 

ช่วงที่สอง หากผลลัพธ์ของการเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยใหม่ของบีโอเจดังกล่าว ปรากฏว่าผ่านไปได้แบบเรียบร้อย หรือค่อนข้าง smooth หลังจากนั้น ผมมองว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นน่าจะสามารถขึ้นไปในอีกระดับหนึ่ง ทว่าหากผลลัพธ์ออกมาแล้วเกิดปัญหาค่อนข้างแรง จนบีโอเจต้องกลับไปลดดอกเบี้ยใหม่อีกครั้ง แน่นอนว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็น่าจะผันผวนและมีทิศทางแบบขาลงต่อไป







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh