efinancethai

กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน ทำไม Fitch ลดอันดับเครดิตสหรัฐ และ มีผลกระทบอย่างไร โดย ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

โดย
ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

:.
.

ทำไม Fitch ลดอันดับเครดิตสหรัฐ และ มีผลกระทบอย่างไร

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

[email protected]

 

ทำไม Fitch ลดอันดับเครดิตสหรัฐ และ มีผลกระทบอย่างไร

 

บทความนี้ จะขอแชร์มุมมองว่าเพราะเหตุใด Fitch จึงลดอันดับเครดิตสหรัฐ และ จะมีผลกระทบอย่างไร รวมถึงต้องจับตาอะไรต่อไปบ้าง ดังนี้

 

ขอเริ่มจากคำถามที่ว่า ทำไม Fitch ลดอันดับเครดิต US?

ผมมองว่า เหตุผลของ Fitch มีอยู่ 2 ประการ ได้แก่

     1. สถานการณ์การคลังสหรัฐมีปริมาณหนี้สูงเมื่อเทียบกับจีดีพีและมองแผนการก่อหนี้ของรัฐบาลออกไปข้างหน้า ไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวได้

     2. ระบบ Governance ด้านการคลังของสหรัฐ ไม่มีเสถียรภาพ จนเกิดความเสี่ยงต่อการ Default เมื่ออาจไม่สามารถขึ้นเพดานหนี้ได้ทัน

 

 แล้วการที่ Fitch ลดอันดับเครดิต US จะมีผลกระทบต่อภาพรวมอย่างไรบ้าง?

     ในทางทฤษฎีแล้ว การลดอันดับเครดิตของสถาบันจัดอันดับเครดิตต่อสหรัฐ จะมีผลดังนี้

     หนึ่ง ทางการสหรัฐจะทำหน้าที่เป็นแหล่งสุดท้ายในการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องทางการเงิน (Lender of Last Resort) ให้กับตลาดการเงิน จริงอยู่ที่ว่าตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถือว่าเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงมาก อาจจะกล่าวได้ว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อย่างไรก็ดี การลดอันดับเครดิตของสหรัฐที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อาจจะทำให้นักลงทุนในตลาดจะพากันถือครองพันธบัตรที่มีคุณภาพดี โดยขายพันธบัตรคุณภาพปานกลางทิ้งแล้วหันไปซื้อพันธบัตรที่มีคุณภาพดี จนเกิดปัญหาสภาพคล่องในตลาดบาง segment หรือบางจุด

 

     สอง รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลกองทุนที่เกี่ยวข้องกับตราสารในตลาดเงิน (US money market funds) คล้ายกับกองทุน SFF ในบ้านเรา เนื่องจากอย่างที่ทราบกันว่ากองทุนที่นักลงทุนหรือประชาชนสามารถไถ่ถอนคืนได้ทุกวันเหล่านี้ถือพันธบัตรรัฐบาลไว้เยอะมาก เนื่องจากปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงมาก หากประชาชนตื่นตระหนกแห่กันไปไถ่ถอนตราสารดังกล่าวเยอะๆ ขึ้นมา จะคล้ายๆ กับ bank run ซึ่งรัฐบาลต้องให้สถาบันประกันเงินฝากมาคอยเป็น back up ให้ แน่นอนว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ อะไรที่เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่สอง มักจะคาดการณ์ปริมาณที่จะเกิดขึ้นจริงได้ยากเสมอ

 

     สาม การลดอันดับเครดิตของสหรัฐในครั้งนี้ ยังมีผลต่อสมมติฐานที่ตลาดการเงินและวงการธนาคารใช้ในการวิเคราะห์ อาทิ น้ำหนักความเสี่ยงของพันธบัตรสหรัฐ รวมถึงหลักประกันที่ใช้พันธบัตรดังกล่าว ว่ายังมีน้ำหนักเป็นศูนย์จริงหรือไม่ ที่สำคัญ อัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยง ยังจะใช้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐต่อไปได้หรือไม่ คำถามที่จะเกิดตามมาคือ ในทางเทคนิคแล้ว การใช้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐเป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการตั้งราคาตราสารการเงินต่างๆ ยังใช้ได้ต่อไปอีกหรือไม่

 

     ท้ายสุด เมื่อมีความไม่แน่นอนในตราสารทางการเงินสำคัญๆ จนเกิดความไม่มั่นใจขึ้นในตลาด สิ่งที่มักจะตามมาคือการโยกย้ายเงินทุนจากสถาบันการเงินที่เสี่ยงกว่าไปแบงก์ที่ปลอดภัยกว่า หากปริมาณเงินทุนเคลื่อนย้ายดังกล่าวมีมากเข้า งบดุลของแบงก์ที่มีคุณภาพดีก็จะโป่งขึ้น จนอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงไม่เป็นไปตามอัตราส่วนตามกฎหมาย เนื่องจากสินทรัพย์มีปริมาณเพิ่มขึ้นแต่เงินกองทุนมีขนาดไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

 

คำถามต่อไป คือ น่ากังวลแค่ไหน และจะส่งผลกระทบมาถึงไทยไหม?

     หากพิจารณาแนวโน้มของระดับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐหลังการลดอันดับเครดิตของ Fitch ถือว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตสหรัฐที่เหมือนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี Fitch เป็นสถาบันจัดอันดับเครดิตที่ผมมองว่าทรงอิทธิพลน้อยกว่า S&P และ Moody’ s ค่อนข้างมากพอสมควร ทำให้ผลกระทบน่าจะมีไม่มากนัก

 

     โดยหากพิจารณาจากการที่ S&P ลดอันดับเครดิตสหรัฐจาก AAA เหลือ AA+ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2011 ปรากฏว่า หลังจากนั้น 1 เดือน ตลาดหุ้นไทยลดลงเกือบ 4% ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ราว 4% ซึ่งถือว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อการลงทุนมากนัก ส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจถือว่าน้อยมาก เนื่องจากไทยจัดว่ามีปัจจัยพื้นฐานเชิงเศรษฐกิจมหภาคของไทยที่เข้มแข็งมาก

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาให้ละเอียดลงไปในตลาดหุ้นไทย จะพบว่า

     หลังจากที่ S&P ลดอันดับเครดิตสหรัฐ ในปี 2011 ปรากฏว่าอัตราผลตอบแทนของ SET ระยะเวลา 2 วันหลังจากนั้น ลดลง -4.65% ทว่าอัตราผลตอบแทนติดลบน้อยลงเหลือราว -2% จากนั้นกลับไปติดลบ -4% หลังจากนั้น 1 เดือน

 

     โดยเซกเตอร์ที่ได้รับอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET หลังจากที่ S&P ลดอันดับเครดิตสหรัฐ ได้แก่ พาณิชย์ (Commerce) และธุรกิจเกษตรกรรม และ REIT อสังหาริมทรัพย์

 

     ในขณะที่เซกเตอร์ที่ได้รับอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET หลังจากที่ S&P ลดอันดับเครดิตสหรัฐ ได้แก่ ICT ด้านเซกเตอร์ที่ให้อัตราผลตอบแทนใกล้เคียงกับ SET ได้แก่ ธนาคาร การเงิน และรถยนต์

 

     สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือ ต้องดูว่า S&P และ Moody’ s จะลดอันดับเครดิตสหรัฐหรือไม่ ในช่วงเวลาถัดจากนี้ ซึ่งผมมองว่าโอกาสมีอยู่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากทั้งคู่มีปรัชญาการประเมินเครดิตต่อกรณีสหรัฐแตกต่างจากแนวทางของ Fitch ค่อนข้างมาก







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh