กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน จับตาการพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว” โดย PWC .

โดย
PWC .

:PWC
.

จับตาการพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว”

โดย แกรี่ เมอร์ฟี่ย์ 
หุ้นส่วนสายงานโครงการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน
บริษัท PwC ประเทศไทย

    
    ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันมาแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหานี้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) ที่ผ่านมา มากกว่า 130 ประเทศทั่วโลกได้ตั้งปณิธานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ “Net Zero” ให้ได้ภายในปี 2593 เพื่อจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เทียบกับก่อนยุคอุตสาหกรรม 

 

    นอกจากความพยายามดังกล่าวแล้ว หนึ่งในแนวทางจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของโลกที่กำลังมีการพูดถึงกันมากอยู่ในขณะนี้ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green infrastructure)

    ทั้งนี้ รายงาน “Achieving net zero infrastructure” ของ PwC เปิดเผยว่า โครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นโรงงานไฟฟ้า ระบบคมนาคมขนส่ง อาคารและโรงงานอุตสาหกรรม ล้วนเป็นแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจก โดยคิดเป็นมากกว่า 60% ของการปล่อยก๊าซมลพิษทั้งหมดของโลก ซึ่งการจะจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยให้บรรลุตามเป้าหมายของ COP26 นั้น โลกจะต้องเปลี่ยนมาพึ่งพาการใช้พลังงานทดแทนในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

    สอดคล้องกับข้อมูลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ที่ระบุว่า การจะทำเช่นนั้นได้ โครงสร้างพื้นฐานในระบบเศรษฐกิจจะต้องถูกออกแบบใหม่ และต้องหยุดการใช้เครื่องยนต์สันดาปและโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งต้องหันมามุ่งเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่อาคารและบ้านเรือนจะต้องมีการถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม

 

    แน่นอนว่า ประเด็นเหล่านี้ล้วนสร้างความท้าทายให้กับผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และองค์กรข้ามชาติ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวนั้น ต้องอาศัยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) คาดว่า ทั่วโลกจะต้องลงทุนโดยเฉลี่ยกว่า 6.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 232.12 ล้านล้านบาท)  ต่อปีระหว่างปี 2559 ไปจนถึงปี 2573 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว แต่ในขณะที่ทุกประเทศต่างกำลังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาภาระหนี้จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงทำให้บางประเทศเลือกที่จะชะลอ หรือยุติการพัฒนาโครงการดังกล่าวไว้ชั่วคราว

 

    รายงานของ PwC ฉบับนี้ ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาและศักยภาพทางการเงินในแต่ละกลุ่มประเทศ พร้อมกำหนดบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวไว้ได้อย่างน่าสนใจ ผมจึงอยากนำข้อมูลบางส่วนมาแลกเปลี่ยนกับคุณผู้อ่าน ดังต่อไปนี้

 

ความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน

    รายงานฉบับนี้ได้ศึกษาถึงความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonisation challenge) และศักยภาพในการลงทุน (Capacity to pay) ในกลุ่มประเทศตัวอย่างจำนวน 80 ประเทศ ซึ่งปรากฏว่า มี 4 กลุ่มประเทศที่มีความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในระดับที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย

    1.ประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด แต่มีประชากรจำนวนมากที่สุด ที่ไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ๆ อย่าง ไฟฟ้า และน้ำสะอาด เป็นต้น ทำให้ผู้นำของกลุ่มประเทศเหล่านี้ จำเป็นที่ต้องลงทุนในอุตสาหกรรมที่ผลิตคาร์บอนสูงเพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประเทศในกลุ่มนี้ยังมีความสามารถเพียงเล็กน้อย หรือแทบจะไม่มีกำลังในการลงทุนเพื่อเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวเลย ดังนั้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ประเทศเหล่านี้มีเงินทุนและเทคโนโลยีเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero

    2.ประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับบน ส่วนใหญ่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำ เป็นผลมาจากการนำเทคโนโลยีพลังงานทดแทนมาผลิตไฟฟ้า โดย 45% ของแหล่งผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของกลุ่มประเทศนี้ มาจากพลังงานน้ำ และคาดการณ์ว่า ในอนาคตอุตสาหกรรมที่ใช้คาร์บอนสูงจะลดลงแปรผกผันตามสัดส่วนจีดีพีของประเทศ อย่างไรก็ดี รายได้ครัวเรือนและรายได้ของรัฐบาลที่ค่อนข้างต่ำอาจจะทำให้ประเทศในกลุ่มนี้ไม่สามารถแบกรับต้นทุนการเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวได้

    3.ประเทศที่มีรายได้สูง มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงแต่มีระดับคงที่ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่น้อยกว่ากลุ่มประเทศอื่น ๆ เนื่องจากพื้นที่ภายในประเทศมีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ข้อได้เปรียบของกลุ่มประเทศนี้คือมีแหล่งรายได้เข้าประเทศสูง และมีฐานภาษีที่ใหญ่ จึงสามารถแบกรับต้นทุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวได้ แต่ความท้าทายคือ ธุรกิจผลิตและส่งออกน้ำมันที่เป็นรายได้หลักของประเทศในกลุ่มนี้ พวกเขาจึงต้องมองหาช่องทางรายได้อื่น ๆ เพื่อทดแทนรายได้และภาษีเชื้อเพลิงฟอสซิล

    4.ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปยุโรป และประเทศชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีจีดีพีรวมกันประมาณ 47 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือราว 1,581 ล้านล้านบาท) หรือเกินครึ่งหนึ่งของจีดีพีโลก โดยกลุ่มประเทศนี้ มีศักยภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมีระบบจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลสามารถถ่ายโอนภาระต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวบางส่วนให้แก่ผู้บริโภคได้ แต่การเพิ่มภาระภาษียังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหว เพราะนั่นย่อมหมายถึง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภาระหนี้จากการกู้ยืมเงินในช่วงโควิด-19 ยังกดดันให้รัฐบาลในหลายประเทศมุ่งเน้นไปที่แก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนก่อน

 

แนวคิด “จ่ายก่อน ผ่อนทีหลัง” ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ

    คำถามสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องตระหนักในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้การดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวประสบความสำเร็จ คือ ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าของโครงสร้างพื้นฐานใหม่จะได้รับการชำระคืนอย่างไร ซึ่งความท้าทายด้านความสามารถในการจ่ายคืนเงินลงทุนที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องนำมาพิจารณามีด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่

    1.หาสมดุลของการจัดหาแหล่งเงินทุนอย่างเหมาะสม โดยจัดลำดับความสำคัญและหาสมดุลระหว่างการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และความพร้อมของเงินทุนในด้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการดูแลสุขภาพ เป็นต้น

    2.บริหารและจัดการความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยการกระจายต้นทุนให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม เช่น ผู้เสียภาษีและผู้บริโภค หรือจัดหาแหล่งทุนอื่น ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการ

    3.วางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้แน่ใจได้ว่ารายได้จะกลับคืนสู่ภาครัฐ หรือเอกชน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน นอกจากนี้ โครงการจะต้องดึงดูดนักลงทุนได้ และต้องเป็นโครงการที่สามารถสร้างและกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม
เทคโนโลยีสีเขียว ตัวแปรสำคัญในการลดต้นทุน

 

    ในระยะต่อไป การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียวจะช่วยให้ต้นทุนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวมีแนวโน้มที่จะลดลง โดยข้อมูลของทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency: IRENA) ชี้ว่า ต้นทุนของเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์และกังหันลมนอกชายฝั่ง ได้ปรับตัวลดลงถึง 82% และ 29% ตามลำดับตั้งแต่ปี 2553-2562 ขณะที่ต้นทุนของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ก็ลดลงถึง 98% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

 

     ทั้งนี้ การลดลงของต้นทุนเป็นผลมาจากการสนับสนุนในระดับนโยบายของ การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว ห่วงโซ่อุปทานที่มีการแข่งขันกันสูงขึ้น และประสบการณ์ของผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่มีมากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลจึงควรส่งเสริมโยบายด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ยิ่งมีต้นทุนที่ลดลงและสามารถลงทุนได้มากขึ้นตามลำดับ

 

    เราจะเห็นว่า ความท้าทายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวนั้นมีอยู่มาก แต่หากผู้นำประเทศและผู้กำหนดนโยบายนำทั้ง 3 แนวคิดดังกล่าว มาพิจารณาและปฏิบัติอย่างเหมาะสม และสมดุลกับภารกิจสำคัญอื่น ๆ ของประเทศก็น่าจะช่วยให้ความพยายามในการบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์สามารถเป็นจริงได้ และช่วยให้โลกสามารถจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh