efinancethai

กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน ศิลปะการลงทุนระยะยาว โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โดย
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

:-
.

ศิลปะการลงทุนระยะยาว

โลกในมุมมองของ Value Investor

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 

ศิลปะการลงทุนระยะยาว

 

การลงทุนระยะยาวในแบบของ VI นั้น คือ “การลงทุนเพื่อชีวิต” ซึ่งผมเองคิดว่า นี่คือการลงทุนเพื่อเอาไว้ใช้ในวันที่เกษียณไม่สามารถทำงานหาเงินจากน้ำพักน้ำแรงได้แล้ว

หรือไม่ก็ลงทุนเพื่อให้ลูกหลานได้ใช้เป็นเงินมรดกในวันที่เราตายไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมก็คือ ลงทุนเพื่อ “ความมั่นคงทางการเงิน” ของตนเองในระหว่างที่ยังมีชีวิต

นั่นก็คือ เมื่อเราลงทุนจนมีเงินก้อนโตพอสมควรหรือรวยแล้ว เราก็จะรู้สึกปลอดภัยและมีความมั่นคงในชีวิตว่า ยังไงเราก็จะไม่ลำบากถ้าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในชีวิตของเราหรือครอบครัว เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วยรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นต้น

 

การลงทุนระยะยาวนั้น ความหมายแรกที่คนจะคิดถึงก็คือ การลงทุนในหุ้นแต่ละตัวที่จะถือไว้ “ยาวนาน”

แต่คำว่ายาวนานสำหรับบางคนก็อาจจะเป็นแค่ไม่กี่เดือนหรือปีเดียว ถ้าเป็นแนวคนที่เรียกตัวเองว่า “VI” ผมคิดว่าส่วนใหญ่น่าจะมองเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป

โดยคนที่ถือยาวขึ้นมาหน่อยก็อาจจะถึง 2-3 ปีขึ้นไป ในขณะที่ VI ที่สูงอายุขึ้นมาก็มักจะถือยาวกว่านั้น และก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของ VI ด้วย

อย่างตัวผมเอง ในช่วงซักประมาณ 10-15 ปีแรกของการลงทุนแบบ VI ผมก็ถือประมาณ 1-3 ปี แต่หลังจากนั้นที่เปลี่ยนมาลงทุนในหุ้น “ซูเปอร์สต๊อก” เป็นหลัก ระยะเวลาเฉลี่ยในการถือหุ้นก็สูงขึ้นมากเป็น 5-10 ปีขึ้นไป

 

ความหมายของการลงทุนระยะยาวอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การลงทุนตลอดเวลาโดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ และมีหุ้นในสัดส่วนที่มากเกิน 50% ของทรัพย์สินทั้งหมด

คนที่เข้าๆ ออกๆ จากตลาดตามสถานการณ์ตลาดหุ้นและการเงินนั้น จะไม่ถือว่าเป็นนักลงทุนระยะยาวและเพื่อชีวิต แต่น่าจะเป็น “นักเก็งกำไร” มากกว่า และ “ชีวิต” ก็มักจะ “ไม่เปลี่ยน” เพราะการลงทุน

 

การลงทุนระยะยาวของผมในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่ามีแนวทางหรือการปฏิบัติที่ชัดเจนและมั่นคงขึ้นมาก

และถ้าจะพูดก็คือ มีส่วนคล้ายกับแนวทางของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ผมทำตามโดย “ไม่รู้ตัว” เหตุผลอาจจะเป็นว่า

ผมอ่านและศึกษาเรื่องราวและชีวิตของเขาต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่เริ่มลงทุนแบบ VI เมื่อ 30 ปีก่อน และต่อไปนี้ก็คือสิ่งที่ผมใช้ในการลงทุน

 

ข้อ1 เป็นกิจการที่ดีจริง มีความมั่นคงของผลประกอบการสูง

การเลือกหุ้นที่จะลงทุนนั้น จะต้องวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ว่าเป็นกิจการที่ดีจริง มีความมั่นคงของผลประกอบการสูง

ไม่ถูกดิสรัปหรือถูกทำลายด้วยเทคโนโลยีหรือกระบวนการทำธุรกิจแบบใหม่ๆ ได้ง่าย และที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ

ราคาหุ้นต้องไม่แพงเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นฐานระยะยาวของบริษัท

 

และนั่นก็นำไปสู่การซื้อหุ้นลงทุนว่า ผมจะไม่ซื้อหุ้นที่กำลังปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ไม่ต้องพูดถึงหุ้นที่ขึ้นอย่าง “บ้าคลั่ง”

เพราะมีคนเข้าไปเล่นตามข่าวหรือผลประกอบการรายไตรมาสที่พุ่งขึ้นอย่าง “ไม่คาดคิด” เป็นหลาย ๆ สิบหรือร้อย ๆ เปอร์เซ็นต์

เพราะผมไม่เชื่อเรื่องราวที่ว่าบริษัทกำลังจะเปลี่ยนจากม้าเป็นยูนิคอร์น หรือเปลี่ยนจากกบเป็นเจ้าชายเมื่อถูกเจ้าหญิงจุมพิต

ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแบบ “ไม่คาดคิด” นั้น มักจะเป็นเรื่อง “ชั่วคราว” และเป็นเรื่องของความเชื่อมากกว่าความจริง

ผมชอบบริษัทเก่าๆ ที่มีสถิติหรือผลงานที่ดีต่อเนื่องมายาวนาน จ่ายปันผลมาแทบจะตลอดทุกปีและค่อยๆ ขยับขึ้น เป็นบริษัทที่ “ผ่านร้อนผ่านหนาว” มาหลายรอบวัฏจักรเศรษฐกิจ

 

ข้อ2 ซื้อเหมือนกับมันเป็น “ธุรกิจ” หนึ่งของตนเอง

ไม่มี “Exit Strategy” หรือซื้อแล้วไม่มีกลยุทธ์ในการขาย ซื้อเหมือนกับมันเป็น “ธุรกิจ” หนึ่งของตนเอง ไม่ใช่หุ้น

สิ่งที่เฝ้าติดตามอย่างน้อยทุกไตรมาสก็คือ รายได้และกำไรเป็นเท่าไร อนาคตยังดีต่อไปไหม ไม่เคยคิดว่าราคาหุ้นเท่าไรจะขาย

แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ขายหุ้นเลย การที่จะขายหุ้นต้องดูปัจจัยอย่างอื่นอีกมาก รวมถึงว่าราคาหุ้นสูงเกินพื้นฐานไปมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับหุ้นที่ผมเลือก

 

ข้อ3 หลีกเลี่ยง “ความเสี่ยง” ที่พอร์ตจะขาดทุนเป็น “รายปี”

เพราะในระยะยาวมากนั้น ผมจะวัดผลตอบแทนเป็นรายปีเป็นหลัก วิธีที่จะลดความเสี่ยงนี้ก็คือ การลดความเสี่ยงหุ้นแต่ละตัว

ซึ่งจะต้องเป็นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำของกำไรของบริษัท ดังนั้น ผมมักจะหลีกเลี่ยงหุ้นที่เป็นโภคภัณฑ์ล้วนๆ เช่น ปิโตรเคมี โลหะเช่น เหล็ก หรือหุ้นของพืชผลการเกษตร

โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาของสินค้าขึ้นแรงและทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปแรงมากอย่างพวกยาง หรือสินค้าบริการที่ราคาผันผวนอย่างค่าระวางเรือ เป็นต้น

เพราะหุ้นพวกนี้ มักจะมี “Negative Surprise” หรือผลประกอบการลดลงมากอย่างไม่คาดคิด หลังจากที่คนมักจะซื้อหุ้นตอนที่ราคาวิ่งขึ้นมาก ๆ

 

ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเราถือหุ้นที่มีมูลค่ามาก 6-7 ตัวที่มีมูลค่าประมาณ 70-75% ของพอร์ต

โดยที่หุ้น 6-7 ตัวนั้นไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงกันและตัวใหญ่สุดไม่เกิน 40-50% ของพอร์ต บางคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญมากอาจจะถือได้ถึง 10 ตัว

แต่นั่นก็จะทำให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศอาจจะลดลง โดยที่หุ้น 6-7 ตัวดังกล่าวนั้น ก็ไม่ได้เป็นตัวเดิมทั้งหมด

แต่จะมีการเปลี่ยนตัวไปบ้างในแต่ละปีที่อาจจะมีหุ้นเดิมหายไป 1 ตัวและมีหุ้นใหม่เข้ามาเพิ่ม 1 ตัว เป็นต้น

 

ข้อ4 เป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนต่อปีของพอร์ตลงทุน

เป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนต่อปีของพอร์ตลงทุนก็คือ ประมาณปีละ 10% แบบทบต้นในระยะยาว

ซึ่งนี่ก็เป็นผลตอบแทนที่ไม่ง่ายและไม่ยากเกินไปถ้าเราเลือกตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทน “ดีเลิศ” คือปีละ 10% แบบทบต้น

ข้อเตือนใจของผมก็คือ อย่าไปเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยในอนาคตระยะยาวอีกอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้าจะให้ผลตอบแทนได้ถึง 10% ต่อปี

ว่าที่จริง ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจของไทยโตเร็วเป็น “ดารา” ของโลกนั้น ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้นของตลาดก็อยู่ที่ประมาณ 8.5% เท่านั้น

ดังนั้น ในยามที่เศรษฐกิจโตช้าลงมาก การลงทุนตลาดหุ้นไทยโดยซื้อหุ้นอิงดัชนีอาจจะได้ผลตอบแทนปีละ 6-7% เท่านั้น

 

การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ไม่สมเหตุผลจะทำให้แผนการลงทุนหรือกลยุทธ์การลงทุนผิดพลาดและเกิดความเสียหายจนทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจที่จะลงทุนเพื่อชีวิตไปได้เลย

 

ข้อ5 เงินเก็บออมทั้งหมดนำไปลงทุนตลอดเวลา

เงินทั้งหมดที่เราเก็บออมได้นั้น ต้องเข้าใจว่าจะถูกนำไปลงทุนตลอดเวลา ไม่มีใครเก็บเป็น “เงินสด” ที่เป็นแบงก์ 

ดังนั้น การฝากเงินกับธนาคารก็ถือเป็นการลงทุนเหมือนกัน แต่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำมากเพียงไม่เกิน 1-2% ต่อปี

ซึ่งถ้าเราฝากมากเกินไป โอกาสที่พอร์ตโดยรวมจะโตขึ้นปีละ 10% จึงเป็นไปได้ยาก

ผมเองคิดว่า การลงทุนระยะยาวนั้น จำเป็นที่จะต้องให้เงินอยู่ในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งก็คือหุ้น ผมจึงลงทุนในหุ้นแทบจะ 100% ตลอดเวลา ยกเว้นก็แต่ว่าจะกันเงินสดไว้ซัก 5-6% ในช่วงเวลานี้ที่ยังหาหุ้นลงทุนที่เหมาะสมไม่ได้

 

ข้อ6 ภาพยาวของบริษัทและภาพยาวของภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งอยู่

การลงทุนระยะยาวนั้น ผมจะมองดูเป็นภาพยาวของบริษัทและภาพยาวของภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งอยู่

โดยไม่ค่อยสนใจภาพในระยะสั้นที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราว เดี๋ยวก็จะผ่านไป

ภาพของบริษัทนั้น การเติบโตรายปีหรือรายไตรมาสที่นักลงทุนแทบทุกคนจะสนใจและมักจะมีการ “Take Action” หรือซื้อขาย

แต่ผมเองจะสนใจเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของบริษัทมากกว่า ตราบใดที่บริษัทยังแข็งแกร่ง กำไรยังใช้ได้ และราคาหุ้นยังถูก

ผมก็มักจะไม่ทำอะไร การนั่งเฉย ๆ นั้น เป็นศิลปะในการลงทุนที่ทำได้ยากกว่าการลงมือทำมาก

 

ข้อสุดท้ายก็คือ การลงทุนระยะยาวนั้น ต้องการความสงบเยือกเย็น

การเคลื่อนไหวที่ช้า ไม่ต้องการความตื่นเต้นกับเหตุการณ์รายวันในตลาดหุ้น ดังนั้น ผมจึงมักจะตัดกิจกรรมที่ไม่ใช่เรื่องหลักของการมุ่งหน้าสู่เป้าหมายระยะยาว แม้แต่การจองหรือเล่นหุ้น IPO ที่เป็น “Sure Bet” หรือ “ของตาย” สำหรับหลายคน ผมก็ไม่สนใจเล่น ไม่ต้องพูดถึงหุ้นที่กำลังถูก “Corner” ที่ราคากำลัง “วิ่งทะลุฟ้า” และผมก็เชื่อว่าถ้าเข้าไปเล่นก็ได้กำไรแน่ ก็จะหลีกเลี่ยง ผมคิดว่า ทำอย่างที่วางแผนระยะยาวอย่างมั่นคงก็พอแล้ว อย่าว่อกแว่กไปกับเทรนด์หรือสถานการณ์ชั่วคราวที่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราจะดีกว่า







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh