efinancethai

กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน วิเคราะห์แนวโน้มต้นทุนการผลิต ‘ไฮโดรเจนสีเขียว’ พลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดย PWC .

โดย
PWC .

:PWC
.

วิเคราะห์แนวโน้มต้นทุนการผลิต ‘ไฮโดรเจนสีเขียว’ พลังงานสะอาดแห่งอนาคต

โดย อมรรัตน์ เพิ่มพูนวัฒนาสุข
หัวหน้าสายงานตรวจสอบบัญชี และหัวหน้ากลุ่มธุรกิจพลังงาน
บริษัท PwC ประเทศไทย

 

ไฮโดรเจนสีเขียว (Green hydrogen) ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงทางเลือกที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรม พร้อมช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถลดก๊าซคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจของตน สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) แม้ว่าพลังงานประเภทนี้จะยังมีความไม่แน่นอนสูงทั้งในแง่ของอุปสงค์และต้นทุนการผลิต

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ PwC ได้นำเสนอบทความ ‘Analysing the future cost of green hydrogen’ ที่วิเคราะห์ถึงการการปฏิวัติไฮโดรเจนสีเขียวในตลาดโลก รวมทั้งคาดการณ์แนวโน้มต้นทุนการผลิตพลังงานประเภทนี้ไปจนถึงปี 2593 ดิฉันจึงอยากนำข้อมูลที่น่าสนใจจากบทชิ้นนี้มาแลกเปลี่ยนกับคุณผู้อ่าน ดังต่อไปนี้ 

 

จากไฮโดรเจนสีเทา สู่ไฮโดรเจนสีเขียว

 

เราทราบดีว่า ไฮโดรเจนสีเทา (Grey hydrogen) ถูกผลิตจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม โดยสร้างขึ้นจากพลังงานจากถ่านหิน อย่างก๊าซธรรมชาติ หรือมีเทน ซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas emission: GHG) ออกมา และเป็นสาเหตุของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ไฮโดรเจนสีเทา ถูกพบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน และมีราคาถูกอยู่ที่ราว 1 ถึง 2 ยูโรต่อกิโลกรัม (37 ถึง 74 บาทต่อกิโลกรัม)

 

ในทางตรงกันข้าม ไฮโดรเจนสีเขียวถูกผลิตจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม และอื่น ๆ ที่เป็นพลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม แต่ในปัจจุบันไฮโดรเจนสีเขียวยังคงมีราคาแพงกว่าไฮโดรเจนสีเทาอยู่มาก โดยมีราคาอยู่ที่ราว 3 ถึง 8 ยูโรต่อกิโลกรัม (111 ถึง 297 บาทต่อกิโลกรัม)

 

ส่องแนวโน้มต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวในตลาดโลก

 

ทั้งนี้ บทความของ PwC คาดการณ์ว่า หากต้นทุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolyser) ปรับตัวลดลงถึง 50% ในปี 2573 ก็มีแนวโน้มที่ไฮโดรเจนสีเขียวที่ว่านี้ จะกลายมาเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สามารถแข่งขันได้ และนำไปสู่การใช้งานที่กว้างขวางมากขึ้น ตั้งแต่การผลิตพลังงาน การขนส่ง ไปจนถึงกระบวนทางอุตสาหกรรมต่าง ๆ 

 

เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงต้นทุนการผลิตของพลังงานหมุนเวียนในอนาคตได้ดีขึ้น PwC ยังได้คาดการณ์ต้นทุนการผลิตในตลาดของประเทศต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
 

-ต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว จะลดลงราว 50% ภายในปี 2573 จากนั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่องในอัตราที่ช้าลงเล็กน้อยจนถึงปี 2593

 

-ภายในปี 2593 ต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวในบางภูมิภาคของตะวันออกกลาง แอฟริกา รัสเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียจะอยู่ที่ราว 1 ยูโรต่อกิโลกรัม (ราว 37 บาทต่อกิโลกรัม)

 

-ในช่วงเวลาเดียวกัน ต้นทุนการผลิตในภูมิภาคที่มีทรัพยากรหมุนเวียนจำกัด เช่น บางภูมิภาคของยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลี จะสูงกว่า 2 ยูโรต่อกิโลกรัม (ราว 74 บาทต่อกิโลกรัม) ทำให้ตลาดของประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะนำเข้าไฮโดรเจนสีเขียวจากแหล่งอื่น ๆ 

 

-หรือแม้แต่ภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นและมีทรัพยากรหมุนเวียนที่ดี ก็จะหันมานำเข้าไฮโดรเจนสีเขียวเช่นกัน เพราะมีข้อจำกัดของที่ิดินที่ไม่เพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าสีเขียวเพื่อการใช้งานโดยตรง และกระบวนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว

 

ภารกิจสำคัญของภาครัฐและเอกชนในการผลักดันโครงการไฮโดรเจนสีเขียว

 

ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมมือกันในการริเริ่มโครงการนำร่องไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และประสิทธิภาพผ่านการเรียนรู้ผลกระทบจากการปรับขนาด นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องวางกรอบการกำกับดูแลที่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐศาสตร์ของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้

เราจะเห็นว่า แนวโน้มความต้องการไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ในขณะที่ตลาดจะยังคงมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้นต้องใช้เวลาและการวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ ฉะนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนควรเริ่มลงมือปฏิบัติและร่วมกันกำหนดแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อช่วยขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านความยั่งยืนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ในเร็ววัน

 

อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 37.11 บาท ณ วันที่ 14 มีนาคม 2566







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh