ข่าวหุ้นล่าสุด

ข่าวด่วน


 
ข่าวนี้ที่ 1 : เงินฝรั่งไหลเข้า ดันหุ้นไทยทะยานกว่า 36 จุด 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -5 มิ.ย. 63 7:33: น.

 

  ดัชนีหุ้นไทยทะยานบวกกว่า 30 จุด ก่อนปิดที่ 1,411.01 จุด เพิ่มขึ้น 36.83 จุด (+2.68%) วอลุ่มทะลัก 1.22 แสนลบ. หลังเห็นสัญญาณเม็ดเงินไหลเข้า 4 วันติดต่อกันกว่า 1.13 หมื่นลบ. ชี้ฝรั่งเข้าเก็งเศรษฐกิจ - กำไรบจ.ฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง รับอานิสงส์ปลดล็อกดาวน์  ดอกเบี้ยลดและสภาพคล่องสูง แต่โอกาสการปรับขึ้นของดัชนีเริ่มน้อยเพราะเข้าใกล้เป้าปลายปีที่ 1,420 จุด ด้าน ทิสโก้ คัด 9 หุ้นเด่น เป้าต่างชาติซื้อคืน ADVANC-BDMS-CPALL-KBANK-PTTGC-SCB-SCC-CK-STEC


*** หุ้นไทยบวก 36.83 จุด เม็ดเงินต่างชาติเข้า
    
    ตลาดหุ้นไทย วานนี้ (4 มิ.ย.63) ปิดที่  1,411.01 จุด เพิ่มขึ้น 36.83 จุด (+2.68%) มูลค่าการซื้อขาย 122,562 ล้านบาท หุ้นไทยยังปรับขึ้นต่อเหนือระดับ 1,400 จุด หลังเม็ดเงินจากต่างชาติเข้าต่อเนื่อง โดยต่างชาติซื้อสุทธิ 2,469.58 ล้านบาท โดยมีแรงซื้อนำในกลุ่มธนาคาร ท่องเที่ยว  นำโดย 
    1.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BBL ปิดที่ 128.00 บาท เพิ่มขึ้น 12.50 บาท (+10.82%) มูลค่าซื้อขาย 8,950 ล้านบาท
    2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT ปิดที่ 67.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท (+6.30%) มูลค่าซื้อขาย 6,211 ล้านบาท
    3.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) KBANK ปิดที่ 115 บาท เพิ่มขึ้น 15 บาท (+15%) มูลค่าซื้อขาย 5,958 ล้านบาท
    4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) SCB ปิดที่ 87.75 บาท เพิ่มขึ้น 11.25 บาท (+14.71%) มูลค่าซื้อขาย 5,592 ล้านบาท

 

*** บล.ทิสโก้ ชี้หุ้นไทยพุ่ง ฝรั่งเข้าซื้อเก็งเศรษฐกิจ- กำไรบจ.ฟื้นครึ่งปีหลัง
        นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ (TISCO) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนี้ (YTD) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 1.9 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้า โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกมาซื้อสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ 3 วันติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.-2 มิ.ย.63 รวมกว่า 8,900 ล้านบาท นับเป็นการซื้อสุทธิ 3 วันติดต่อกันครั้งแรกในรอบ 5 เดือน
    จากการตรวจสอบเงินทุนต่างประเทศ (Foreign Funds Inflow) ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้มีทิศทางเป็นบวกเกือบทุกตลาดเหมือนประเทศไทย โดยในสัปดาห์นี้ (WTD) เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสุทธิแล้วกว่า 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นการไหลเข้าสูงสุดในรอบ 22 สัปดาห์ หรือประมาณ 6 เดือน โดยเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียมากที่สุด 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามด้วยตลาดหุ้นไต้หวัน และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 178 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ
    ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียมีเม็ดเงินไหลเข้า 166 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลาดหุ้นไทยมีเม็ดเงินไหลเข้า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และตลาดหุ้นฟิลิปปินส์มีเม็ดเงินไหลเข้า 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  มีเพียงตลาดหุ้นมาเลเซียเท่านั้นที่มีเม็ดเงินไหลออก 86 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
    สำหรับสาเหตุที่เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาซื้อหุ้นในภูมิภาคนี้อีกครั้ง มองว่าเป็นผลจากนักลงทุนคาดหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลัง จากการทยอยคลายล็อกดาวน์ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และสภาพคล่องในระบบที่เพิ่มขึ้นมหาศาลจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางหลักในต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนกลับมาแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น (Search for Yield)
    "สัญญาณบวกเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าหุ้นทั่วภูมิภาค เป็นความเสี่ยงด้านบวก (Upside Risk) ต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น โดยจากการประเมินของบล.ทิสโก้พบว่า เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้า หรือไหลออก ทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท จะมีผลให้ดัชนีหุ้นไทยเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือลง ราว 29 จุด เพราะฉะนั้นหากเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ารอบนี้มีความต่อเนื่อง คาดจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบ 1,390-1,400 จุดได้ไม่ยาก ซึ่งเป็นการปิดช่อง (GAP) ทางเทคนิคอีก 1 GAP

 

*** มองโอกาสดัชนีขึ้นต่อจำกัด หลังใกล้เป้าสิ้นปีนี้ที่ 1,420 จุด
         อย่างไรก็ดี ต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนเพิ่มขึ้นอีก เพราะ บล.ทิสโก้มองว่าโอกาสการปรับขึ้นหลังจากนี้น่าจะมีจำกัดแล้ว จากระดับการประเมินมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวมาก โดยระดับดัชนีปัจจุบันเริ่มเข้าใกล้เป้าหมายหุ้นไทยสิ้นปีนี้ที่ บล.ทิสโก้ประเมินว่าจะดัชนีสิ้นปีจะอยู่ที่ 1,420 จุด และหากใช้วิธีคำนวณเป้าหมายโดย Bottom-up จะได้เป้าหมายดัชนีปลายปี 2563 ที่ 1,433 จุด

 

***คัด 9 หุ้นเด่น เป้าต่างชาติซื้อคืน

    สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะเป็นเป้าซื้อคืนของนักลงทุนต่างชาติ มองควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1. เป็นหุ้นขนาดใหญ่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง ซึ่งเราจะให้ความสำคัญกับหุ้นที่อยู่ใน SET100 และ MSCI Global Standard Index 2. เป็นหุ้นที่ต่างชาติลดการถือครองลงในปีนี้ (Under-owed) เมื่อเทียบกับปลายปีที่แล้ว และที่สำคัญเพิ่งเริ่มมีสัญญาณบวกจากแรงซื้อต่างชาติเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญสัปดาห์นี้ และ 3. ระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไม่แพง โดยราคาหุ้นปัจจุบันยังมีโอกาสปรับขึ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐาน
    จากการพิจารณาหุ้นตามเกณฑ์คุณสมบัติทั้งหมดข้างต้น มองหุ้นที่คาดว่าจะเป็นเป้าซื้อคืนของนักลงทุนต่างชาติ คือ SET50 แนะนำ ADVANC (คำแนะนำ "ซื้อ", เป้าพื้นฐาน 208 บาท), BDMS ("ซื้อ",เป้าพื้นฐาน 25 บาท), CPALL ("ซื้อ",เป้าพื้นฐาน 86 บาท), KBANK ("ซื้อ",เป้าพื้นฐาน 118 บาท), PTTGC ("ซื้อ",เป้าพื้นฐาน 55 บาท), SCB ("ซื้อ",เป้าพื้นฐาน 96 บาท) และ SCC ("ซื้อ",เป้าพื้นฐาน 372 บาท) และ SET100 แนะนำ CK ("ซื้อ",เป้าพื้นฐาน 23.8 บาท), STEC ("ซื้อ",เป้าพื้นฐาน 22 บาท)

 

*** บล.ฟิลลิป เผยหุ้นไทยขึ้นแรงจากกระแสเงินทุนต่างชาติ

    นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้าอาจะเกิดภาวะแรงขายทำกำไร และจะส่งผลให้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลง ถึงแม้ว่าในช่วงสัปดาห์นี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหลักมาจากกระแสเงินทุนจากต่างชาติ
    อย่างไรก็ตามจะต้องรอดูกระแสเงินทุนจากต่างชาติว่าจะยังคงเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันยังเป็นสถานะขายสุทธิ แต่ในช่วง 3 วันทำการล่าสุดมีการซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องที่มีผลนัยสำคัญต่อดัชนี สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามคือสงครามกาาค้าระหว่างสหรัฐ และจีน รวมถึงปัจจัยการเมืองภายในประเทศ โดยประเมินกอบแนวรับไว้ที่ระดับ 1,360 และแนวต้านที่ระดับ 1,420 จุด ขณะที่เป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้
เฉลี่ยว่าจะอยู่ที่ระดับ 1,360 จุด 

 

*** เตือนเชิงพื้นฐานหุ้นไทยแพง ยืนได้เพราะ Flow ที่เข้ามา
       "ในมุมมองพื้นฐานถือว่าตลาดหุ้นไทยแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ที่ยังยืนอยู่ได้เพราะ Flow ที่เข้ามา ซึ่งก็ต้องดูว่า จะเข้ามาต่อเนื่องอีกมากแค่ไหน ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการที่ MSCI มีการปรับพอร์ท และการที่สถานการณ์โควิดของเอเชียรวมถึงไทยดูดีกว่าฝั่งสหรัฐ และยุโรป

 

*** ต่างชาติซื้อติดต่อกัน 4 วัน กว่า 1.13 หมื่นลบ.
          โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกมาซื้อสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ 4 วันติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.-4 มิ.ย.63 รวมกว่า 1.13 หมื่นล้านบาท นับเป็นการซื้อสุทธิ 4 วันติดต่อกัน


เรียบเรียง  ประน้อม บุญร่วม 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด