ข่าวหุ้นล่าสุด

ข่าวด่วน


 
ข่าวนี้ที่ 1 : `ค้าปลีก-รับเหมาฯ-ท่องเที่ยว`เฮ! รัฐอัด 3.5 แสนลบ.ฟื้นศก. 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 ก.ค. 62 8:01: น.

 

    "โบรกเกอร์"เปิดโผหุ้นเด่นรับอานิสงส์ครม.ใหม่เร่งอัดฉีดงบกระตุ้นศก. คาดมีเงินเข้าสู่ระบบกว่า 3.5 แสนลบ. มองกลุ่มค้าปลีก-รับเหมาฯ-นิคมฯ-ท่องเที่ยว รับประโยชน์มากสุด นำโดย CPALL-CPF-BJC-ROBINS-HMPRO-GLOBAL-CK-STEC-ITD-UNIQ-SEAFCO-PYLON-AMATA-WHA-ROJNA ชี้โฉมหน้าครม.ชุดใหม่ เป็นไปตามที่ตลาดคาด เชื่อสานต่อนโยบายรัฐบาลเดิม และเดินหน้านโยบายใหม่ตามที่หาเสียงไว้

*** รัฐบาลใหม่เร่งออกนโยบายกระตุ้นศก.
    บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)  ออกบทวิเคราะห์ ระบุ ครม. พล.อ. ประยุทธ์ ชุดที่ 2 ได้รับการโปรดเกล้าฯเรียบร้อยแล้ว เกือบทุกตำแหน่งเป็นไปตามที่สื่อการเมืองคาด รองนายกฯทั้ง 3 ท่าน คือ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ/ ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์/ และนายวิษณุ เครืองาม ยังดำรงตำแหน่งต่อ นั่นหมายความว่านโยบายที่ดำเนินมาตั้งแต่ชุด คสช. ยังไม่หายไปไหน ส่วนนโยบายใหม่จะมาจาก 3 พรรค คือ (1) พรรคพลังประชารัฐคุมกระทรวงการคลัง/ อุตสาหกรรม/ พลังงาน/ ดิจิทัล (2) พรรคประชาธิปัตย์คุมกระทรวงพาณิชย์/ เกษตร (3) พรรคภูมิใจไทยคุมกระทรวงคมนาคม/ สาธารณสุข/ ท่องเที่ยว ที่ผสานกันได้ชัดเจนสุดคือ การเพิ่มกำลังซื้อและดูแลสินค้าเกษตร  จึงน่าจะเป็นภารกิจเร่งด่วนหลังแถลงนโยบายต่อสภาฯ 24-26 ก.ค. 62 ขณะที่ การถวายสัตย์ฯเพื่อเป็นการนับหนึ่งสถานะของรัฐบาลน่าจะเกิดขึ้นสัปดาห์หน้า
    ฝั่งรัฐบาลทราบดีถึงจุดอ่อนด้านเสียงในสภาฯที่ปริ่มน้ำ ทางเดียวที่ทำได้คือ ต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่เพื่อเพิ่มเสียงนอกสภาฯ กำลังซื้อที่ชะลอตัวสะท้อนมายังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มิ.ย. 62 ที่ลดลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันเหลือ 76.4 จุด ต่ำสุดในรอบ 21 เดือน ประกอบกับ ดัชนีรายได้เกษตรกรที่ทรงตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ มี.ค. 62 เพราะผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น มาตรการอัดฉีดเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการดูแลสินค้าเกษตรจะถูกดำเนินการก่อนเป็นลำดับแรก และด้วยความที่อายุของรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสั้นหรือยาว ความเข้มข้นของนโยบายที่จะตามมาย่อมมากกว่าชุดก่อนที่มีกำหนดเวลาแน่นอน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
 
***  สานต่อนโยบายเดิม หนุน ก่อสร้าง-นิคมฯ-ค้าปลีก
     อีกหนึ่งนโยบายที่สร้างชื่อให้กับรัฐบาล คสช. คือ โครงการ EEC และโครงการเกี่ยวเนื่อง เช่น รถไฟความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภา และท่าเรือขนาดใหญ่ คาดว่าจะดำเนินการเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลชุดนี้ ถือเป็นผลดีต่อกลุ่มรับเหมา วัสดุก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มรับเหมาถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ Underperform ของยุครัฐบาล คสช. ซึ่งนับตั้งแต่กลางปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยให้ผลตอบแทนเป็นลบอยู่ 18% ขณะที่ SET Index ให้ผลตอบแทนเป็นบวก 24% 
     หุ้นที่เชื่อมโยงการเมืองมากที่สุดในช่วงก่อนหน้านี้คือ STEC/ STPI ของกลุ่มชาญวีรกูลพรรคภูมิใจไทย ถ้าอิงจากข้อมูลในปีอดีตระหว่าง 6 ก.พ. 51 – 9 ส.ค. 54 ที่คุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล มีตำแหน่งทางการเมือง ราคาหุ้น STEC เพิ่มขึ้น 72% ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ STPI ปรับตัวลง -33% ขณะที่ CK -16%/ ITD -54%/ SEAFCO -39%/ UNIQ -26% ส่วน PTG/ AMA ของกลุ่มรัชกิจประการ ที่ผู้บริหารได้ตำแหน่ง รมว. ท่องเที่ยวฯ ตามโควต้าพรรคภูมิใจไทย ไม่มีข้อมูลในอดีตให้อิง แต่เราคาดว่าหุ้นเหล่านี้จะยังมีสีสันต่อเนื่องไปจนถึงวันแถลงนโยบาย
    เราได้รวบรวมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของทั้ง 3 พรรคไว้แล้วในตารางหน้าถัดไป ซึ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกำลังซื้อและสินค้าเกษตร CPALL BJC ROBINS CPF TACC GGC จะได้ประโยชน์ก่อน ส่วนรับเหมาและนิคมฯ SEAFCO STEC CK AMATAจะได้ประโยชน์ลำดับถัดไป Top Pick รอบนี้คือ BJC และ AMATA เพราะราคาหุ้นยังไม่รับผลบวกเท่าที่ควร และให้จับตาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว (AAV/ ERW) ที่อาจมีมาตรการช่วยเหลือเชิงรุก เพราะเป็นกลุ่มที่ Underperform มากในรัฐบาลชุดก่อน และมีสัดส่วนสูง 20% ของ GDP
    ด้าน บล.กรุงศรี ระบุ หลังจากนี้รัฐบาลจะเร่งรวบรวมนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมืองเพื่อสรุปเป็นแผนเศรษฐกิจร่วมกันก่อนจะประกาศเป็น Action plan หรือ Road Map ในการพัฒนาประเทศต่อไป เบื้องต้นคาดว่าสัปดาห์หน้ารัฐบาลใหม่จะเร่งประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนออกมาก่อนเพื่อเรียกความเชื่อมั่นและเป็นการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะในระดับรากหญ้า อาทิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สวัสดิการผู้สูงอายุ และนโยบายประกันสินค้าเกษตร ส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก (CPALL, HMPRO, GLOBAL) ส่วนนโยบายต่อเนื่อง คือ EEC และ Mega Project ส่งผลบวกต่อกลุ่มนิคมฯ (AMATA, WHA, ROJNA) และกลุ่มรับเหมาฯ (CK, STEC, ITD, UNIQ และ STPI)

***  ครม.ใหม่ ช่วยหนุนเครดิตไทย
    ด้าน บล.เอเซีย พลัสการได้มาของ ครม.ชุดใหม่ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญทางการเมือง รวมถึงสถานะทางการเงินของไทยที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท เติบโตมากว่า 10 เท่า จากปี 2549 (สูงเป็นระดับต้นๆในเอเชีย) ถือเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีการเริ่มพูดถึงโอกาสที่ประเทศไทยมีโอกาสถูกปรับลำดับ Credit Rating ให้สูงขึ้น หลังจากยืนอยู่ที่ระดับเดิมมาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งในปีดังกล่าว S&P ได้ยกระดับ Credit Rating ไทยขึ้นจาก BBB เป็น BBB+ (ระดับ Low Medium Grade) จากนั้นคงอันดับมาตลอดจนถึงปัจจุบัน แต่หากยกระดับ Credit Rating ไทยครั้งนี้ขึ้น 1 ระดับจะเป็น A- (ระดับ Upper Medium Grade)
      หากการยกระดับ Credit Rating ประเทศขึ้นเกิดขึ้น เป็นการเพิ่มความน่าเชือถือ หนุนให้ต่างชาตินำเงินมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้งต้นทุนการกู้ยืมเงินของประเทศจะลดลง ช่วยหนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น แต่ในอีกทางหนึ่งก็ทำให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ลดต่ำลงด้วย ซึ่งภาวะดังกล่าวจะช่วยเสริม Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น  
     อย่างไรก็ตามนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ประเทศไทยจะถูกเพิ่มระดับ Credit Rating หรือไม่ ซึ่งเหตุผลที่ใช้ในการพิจารณาน่าจะให้น้ำหนักไปทางสถานะทางการเงินของประเทศเป็นส่วนสำคัญ 

*** เร่งเดินเครื่องกระตุ้นการบริโภค
      ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงปลายเดือน ก.ค. หรือต้น ส.ค.นี้ และเชื่อว่าจะเดินหน้าสานต่อนโยบายต่างๆที่เคยหาเสียงไว้ก่อนหน้า  โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะกระตุ้นการบริโภคครัวเรือน โดย ASPS แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
     - นโยบายที่ส่งผลในระยะสั้น: เชื่อว่าจะเริ่มจากการต่อยอดบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยให้ครอบคลุมทั้งจำนวนหรือ วงเงิน และสิทธิประโยชน์  จากปัจจุบันที่ให้เงิน  300-500 บาท/เดือน จนถึงสิ้นปี,  การลดภาษีกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย อาทิ ช็อปช่วยชาติ เป็นต้น  และมาตรการสวัสดิการอื่นๆ เช่น มารดาประชารัฐ (อุดหนุนค่าคลอดและค่าดูแลบุตร), การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, ผู้พิการ, ผู้ยากไร้ เป็นต้น ส่งผลดีต่อหุ้น BJC, ROBINS, CPALL, DCC
     - นโยบายที่จะส่งผลในระยะกลาง : คาดว่า การประกันราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา, อ้อย, ข้าว, มันสำปะหลัง, ปาล์ม เป็นต้น ส่งผลดีต่อหุ้น STA 
     - นโยบายที่จะส่งผลในระยะยาว: มาตรการปฎิรูประบบภาษี (กำลังพิจารณา) คาดคือ  การลดภาษีบุคคลธรรมดาลง 10%, การลดภาษีสำหรับผู้ขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น เนื่องจากการปฎิรูปภาษีจะส่งผลให้รายได้ภาษีของรัฐลดลง ซึ่งอาจกระทบต่องบประมาณปี 2563 ให้ขาดดุลมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงให้งบประมาณปี 2563 อาจล่าช้ากว่าเดิม จึงมองว่าการปฎิรูปภาษีเป็นในเชิงระยะยาว
    โดยรวมเชื่อว่านโยบายที่ภาครัฐจะนำมาใช้เป็นอันดับๆแรก จะเป็นนโยบายที่สามารถทำได้ในระยะสั้นอาทิเช่น การต่อยอดโครงการบัตรสวัสดิการแห่ง และการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งคาดว่านโยบายดังกล่าวจะเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน และจะดีต่อหุ้นค้าปลีก เลือก BJC( FV@B 61.00) คาดกำไรจากการดำเนินงาน (Operating profit) ทรงตัว yoy จากยอดขายรวมเติบโต 3.3% yoy จากทั้งธุรกิจค้าปลีก Big C (70% ของรายได้) ที่เปิดสาขาใหม่ 4 แห่ง รวมถึงธุรกิจรองอุปโภคบริโภคที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อดังกล่าวข้างต้น และขยายสาขาใหม่ (ปีนี้รวม 8 แห่ง) จะหนุนยอดขายสาขาเดิม(SSSG) เติบโตสูงขึ้นจาก 1H62 ที่ 0.5% yoy (สมมติฐาน SSSG ทั้งปีที่ 1.8%) บวกกับ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่จะมีคำสั่งซื้อกระป๋อง จาก SABECO และรายอื่นๆ ราว 400 ล้านกระป๋อง ในปีนี้ ทำให้เชื่อว่ากำไรตั้งแต่ 2H62 จะพลิกกลับมาเติบโตดี ฝ่ายวิจัยยังคงคาดกำไรทั้งปี 2562 เติบโต 7.1% เท่ากับ 7.1 พันล้านบาท ขณะที่ภาพระยะยาวยังมั่นคง พร้อมต่อยอดธุรกิจใน CLMV ในส่วนราคาหุ้นปัจุบันมี Upside  20.2% จากมูลค่าพื้นฐานที่ 61 บาท และยัง Laggard กลุ่มฯ จึงคงคำแนะนำซื้อ 

*** คาดเร่งอัดเงินเข้าระบบ 3.5 แสนลบ.
     นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด   เปิดเผยว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี ‘ประยุทธ์ 2/1’ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว คาดว่านโยบายเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะแถลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จะเกี่ยวข้องกับนโยบายหลักของ 3 พรรคร่วมรัฐบาล เช่น การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, การดูแลราคาสินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าว ยาง ปาล์ม, การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ เป็นต้น รวมทั้งจะดำเนินการเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะโครงการใน EEC ให้มีความคืบหน้ามากยิ่งขึ้น
     อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าเมื่อรวมทุกนโยบาย จะสามารถคำนวณเป็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 3.5 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 2% ต่อ GDP โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือรัฐบาลจะสามารถเดินหน้านโยบายได้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะอาจมีข้อจำกัดในการขาดดุลงบประมาณ อีกทั้งต้องจับตาว่า รัฐบาลจะสามารถผลักดันโครงการต่างๆ ให้เห็นผลในเชิงประจักษ์ได้มากน้อยแค่ไหน
      “หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายได้ทั้งหมดจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 3.5 แสนล้านบาทต่อปี แบ่งเป็น 1. การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและโครงการมารดาประชารัฐ 7.2 หมื่นล้านบาทต่อปี 2. การดูแลราคาสินค้าเกษตร 1 แสนล้านบาทต่อปี และ 3. การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% สำหรับคนชั้นกลาง 1.7 แสนล้านบาท แต่ด้วยข้อจำกัดของการขาดดุลงบประมาณภายใต้กฎหมายและการเติบโตของ GDP ในปัจจุบัน คาดว่าจะขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 6.3 - 7.2 แสนล้านบาทต่อปี จึงทำให้รัฐบาลอาจจะต้องต้องลดทอนนโยบายบางอย่าง หรือหั่นมาตรการที่มีอยู่เดิม” นายอภิชาติกล่าว
     อย่างไรก็ตาม หลังจากการประกาศนโยบายและเริ่มเดินหน้าโครงการต่างๆ แล้ว คาดว่าเม็ดเงินรัฐบาลที่จะอัดฉีดเข้ามาในระบบจะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายในไตรมาส 4/2562 อย่างไรก็ดี ภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน และแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก บล.ทิสโก้ยังชอบหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งในแง่ของการบริโภค และการลงทุน
     ด้วยดัชนีหุ้นไทยปีนี้ปรับขึ้นมาถึง 11% ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายหุ้นไทยในปี 2562 ที่ 1,790 จุดแล้ว ดังนั้น จึงต้องเลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์กับการบริโภคในประเทศแต่ราคายังขึ้นช้า และมี Upside ข้างหน้าอยู่ สำหรับหุ้นที่แนะนำเกี่ยวกับการบริโภค ได้แก่ BJC, ROBINS และ AEONTS หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุน ได้แก่ AMATA, ROJNA, WHA, EASTW, CK, STEC, SEAFCO และ PYLON ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่คาดจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า ได้แก่ BBL, INTUCH, MINT และ TU


เรียบเรียง  ประน้อม บุญร่วม 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด