efinancethai

ข่าวหุ้นล่าสุด

KKP ยอมรับแบงก์เข้าสู่โหมดหลบภัย-คุมเข้มสินเชื่อรายย่อย หลังศก.ยังไม่ฟื้น-หนี้ครัวเรือนสูง

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 พ.ค. 67 14:54 น.

 

KKP ชี้แบงก์เข้าสู่โหมดหลบภัย เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อรายย่อย เพราะถือเป็นกลุ่มเปราะบาง หลังเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนสูง หวั่นเกิดปัญหา คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/67 ทรงตัวเมื่อเทียบจากไตรมาส 1/67 พร้อมเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ จัดสินเชื่อยั่งยืนเน้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์-ก่อสร้าง หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

 

นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/67 จะทรงตัวจากไตรมาส 1/67 ที่ธนาคารมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 1,506 ล้านบาท ซึ่งธนาคารมีการพิจารณาปล่อยสินเชื่ออย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และ หนี้ครัวเรือนสูง เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารหันมาโฟกัสกลุ่มที่มีความสามารถซื้อบ้านราคาเกิน 5-7 ล้านบาท ขึ้นไป ปัจจุบันมีสินเชื่อรายย่อย อยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท หรือ คิดเป็น 15% ของพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคารที่อยู่ 4 แสนล้านบาท

 

"การหันมาเจาะกลุ่มบนมากขึ้นยอมรับว่า กลุ่มนี้มีการแข่งขันด้านราคา และ ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง แต่เป็นการแข่งขันบนดอกเบี้ยลอยตัว ไม่ได้ช่วงโปรโมชั่น หรือ Fix Rate ในช่วง 3 ปีแรก ดังนั้นแม้ดอกเบี้ยแข่งขันสูง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่มาก แต่ไม่ขาดทุนก็เป็นสิ่งที่รับได้ และ เวลานี้แบงก์อยู่ในโหมดหลบภัย อย่าเพิ่งไปเน้นโตกำไร"นายอภินันท์ กล่าว

 

ในขณะที่ผลขาดทุนรถยึดในช่วงไตรมาส 2/67 คาดว่าจะน้อยลง ซึ่งไม่ได้จากการขายได้ในราคาดีขึ้น แต่ต้นทุนธนาคารลดลง เนื่องจากเวลาที่ทุกธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรถมากขึ้นจึงมีการให้ LTV ต่ำลง

 

สำหรับภาพรวมสินเชื่อเอสเอ็มอียอมรับว่า มีความเปราะบางมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ และ ส่วนใหญ่เอสเอ็มอี ก็ไม่มีหลักประกันที่สามารถรักษามูลค่าได้ โดยหลักประกันที่ผ่านมา คือเครื่องจักร โรงงาน แต่เอสเอ็มอีที่ยังไปได้ที่มีโรงงาน ที่ดิน สามารถใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้

 

“ตอนนี้แบงก์เข้มทุกสินเชื่อ ยกเว้นสินเชื่อที่ยังแข็งแรง เช่น กลุ่มบน และ บรรษัทขนาดใหญ่ที่ยังไปได้ แต่หากเป็นบริษัทขนาดกลางก็ต้องระวัง โดยเฉพาะการชำระคืนหุ้นกู้ต่างๆ ในยามที่เศรษฐดีก็ไม่มีปัญหา สามารถออกระยะสั้นได้ ดังนั้นก็ต้องระมัดระวัง”นายอภินันท์ กล่าว

 

ทางด้านหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คาดว่า จะทรงตัว หากเทียบกับที่ผ่านมา เนื่องจากธนาคารมีการเริ่มระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากพอร์ตของธนาคารมีความเปราะบางมากกว่าธนาคารอื่น ๆ เพราะมีพอร์ตเช่าซื้อเกิน 50% ของพอร์ต ขณะที่ธนาคารอื่น ๆ อาจมีเพียง 20% ดังนั้น เวลามีผลกระทบธนาคารจะได้รับผลกระทบมากกว่าคนอื่นทำให้ระมัดระวังก่อน

 

“ภาพรวม NPL ไม่ได้บอกภาพหมด เพราะสินเชื่อบ้านเวลาเป็นหนี้เสียจะค้างอยู่นาน เพราะไรท์ออฟไม่ได้ แต่สินเชื่อบางประเทภยึดเร็ว ไรท์เร็ว ทำให้หนี้เสียไม่มาก หนี้สินเชื่อรถ หรือ พีโลน ไม่มีหลักประกันค้างหนี้ 120-150 วัน ก็ไรท์ออฟออกไปแล้ว ดังนั้นไม่ได้แปลว่าแบงก์ที่มี NPL ต่ำแล้วสถานการณ์จะดี แต่ต้องดู credit cost หรือ ต้นทุนทางการเงินของแบงก์ด้วยที่จะเห็นภาพรวมแบงก์มากกว่า”นายอภินันท์ กล่าว

 

ทางด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐ มองว่ายังมีความจำเป็นแต่ภายใต้ทรัพยากรจำกัดมองว่า ต้องแบ่งเป็นส่วนที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ และ แบ่งไว้สำหรับการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย เนื่องจากหากกระตุ้นเพียงอย่างเดียว เศรษฐกิจอาจเติบโตขึ้นบางช่วง แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจจะกลับมาแผ่วได้ ดังนั้นประเทศอาจล้าหลังมากขึ้นเรื่อยๆ หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งมองว่า การกระตุ้นไม่ผิด แต่ต้องแบ่งไว้ใช้กับเรื่องระยะยาวด้วย

 

"ไม่เฉพาะความสามารถในการทำโครงการระยะยาว แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย โดยมองว่ามาตรการที่จำเป็นอาจไม่ได้โครงการเดียวที่จำเป็น เช่น โครงสร้างพื้นฐาน R&D โครงการด้านการศึกษาต่าง ๆ ที่ต้องทำจริงจังมากขึ้น รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มที่ช่วยเพิ่มความแข่งขันของประเทศได้ เช่น การท่องเที่ยว"นายอภินันท์ กล่าว

 


นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจสินเชื่อ KKP เปิดเผยในงานเสวนามุมมองความยั่งยืนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งตามแผนของประเทศที่จะเป็น Net Zero ในปี 2065 ดังนั้น โดยธนาคารให้น้ำหนักในกลุ่มก่อสร้าง เนื่องจากเชื่อว่า จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับระบบได้ และ มีความเกี่ยวพันทั้งในส่วนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ , ผู้ผลิตวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง จนกระทั่งถึงผู้พักอาศัย

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธนาคารมียอดคงค้างสินเชื่อธุรกิจรวม อยู่ที่ 58,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ 25,000 ล้านบาท หรือ คิดเป็นสัดส่วน 45% ของพอร์ตรวม หรือ มีประมาณ 250 โครงการ โดยเฉลี่ยบ้านแต่ละหลังปล่อยก๊าซคาร์บอน 3.5 ตันต่อหลัง หากร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งในด้านวัสดุ และ การก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้เป็น 100,000 ตัน

 

นายร่มไทร ตัณฑโภไศย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตสินเชื่อ KKP กล่าวในหัวข้อ Credit Risk with Climate ว่า ในฐานะของสถาบันการเงินที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และ ผู้ซื้อบ้านตระหนักว่า การปรับตัวเพื่อรองรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศมีความสำคัญมากขึ้น ในมุมมองของผู้ซื้อจะมีความต้องการที่อยู่อาศัยที่ต่อสู้กับภาวะโลกร้อนได้ และ ประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะมี Demand มากขึ้น

 

ดังนั้น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็จะต้องปรับตัวที่จะทำที่อยู่อาศัยที่อยู่ใน Demand เพื่อให้สามารถปิดการซื้อขายได้เร็ว สร้างวงจรธุรกิจที่เร็ว และ สร้างกำไรได้ และ ในส่วนของสถาบันการเงินก็มุ่งหวังที่จะให้ผู้ประกอบการปรับตัวและ พัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพื่อให้โอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและ มีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้นทั้งในฝั่งของผู้ประกอบการ และ ผู้ซื้อ

 

สำหรับการปรับเปลี่ยนไปสู่สังคม Climate change ต้องใช้ต้นทุนไม่น้อย แต่ถ้าทำไปพร้อม ๆ กันต้นทุนก็จะลดลง ในขณะเดียวกันธนาคารก็พร้อมที่จะ Take Action เพื่อสนับสนุนให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยสินเชื่อ หรือ โซลูชั่นต่าง ๆ และ ธนาคารยังมีการศึกษาในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จะเป็นตัวช่วยในการเปลี่ยนผ่านในทุก ๆ ด้านของ Ecosystem นี้

 

 

 

 




รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. [email protected]

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

LATEST NEWS

ข่าวที่เกี่ยวข้องล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh