ข่าวหุ้นล่าสุด

EIC SCB หั่นเป้าจีดีพีปีนี้ติดลบ 7.3% หวังปีหน้ากลับมาโต 5-6%

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -5 มิ.ย. 63 11:37 น.

   EIC SCB หั่นเป้าจีดีพีปีนี้ติดลบ 7.3% ด้านส่งออกคาดติดลบ 10.4% ส่วนปี 64 คาดกลับมาโต 5-6%  ปี 65 โต 4-5%  พร้อมคาดกนง.คงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% จนถึงสิ้นปี

   นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EIC SCB เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้ เป็นติดลบ 7.3% จากเดิมคาดติดลบ 5.6% และคาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้เท่าปี 62 หรือ ช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2565

   สำหรับในปี 64 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 5-6% และในปี 65 คาดว่าจะเติบโตได้ 4-5% ซึ่งการฟื้นตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งด้านอุปสงค์ต่างประเทศและตามภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และอุปสงค์ในประเทศที่มีความเปราะบางจากภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

   ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในรายไตรมาส คาดว่า ไตรมาส 2 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในระดับต่ำที่สุด โดยคาดว่าจะติดลบ 12.1% ขณะที่ไตรมาส 3 คาดว่าจะติดลบ 9.2% และติดลบ 6.7% ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

   ด้านการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 10.4% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 12.9% ขณะที่นำเข้า คาดว่าจะติดลบ 18.6% จากเดิมคาดติดลบ 21.5% ส่วนท่องเที่ยวในปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 9.8 ล้านคน จากเดิมคาด 13.1 ล้านคนขณะที่การบริโภคภาคเอกชนในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 1.8% การบริโภคภาครัฐขยายตัว 2.5% การลงทุนภาคเอกชนคาดติดลบ 10.7% การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 4.6% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 1.1% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 0.1%

   สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวช้าๆในช่วงครึ่งหลังของปี โดยที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจหลายช่องทาง แต่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวหลังมีมาตรการผ่อนคลาย

   “EIC SCB มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ U-Shape จากการฟื้นตัวช้าของอุปสงค์ต่างประเทศ และในประเทศ ที่มีความเปราะบางจากครัวเรือน และภาคธุรกิจ การท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า จากมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด ด้านการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวสูง จากภาวะเศรษฐกิจโลกหดตัว ปัญหาsupply chain disruption ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการปรับตัวแย่ลงของการจ้างงานและรายได้ เป็นต้น”นายยรรยง กล่าว

   นายยรรยง กล่าววว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ได้ส่วนหนึ่ง โดย EIC SCB คาดว่าจะมีเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐประมาณ 600,000 ล้านบาท ที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจในปีนี้ โดยแบ่งเป็นวงเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ 4.95 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เบิกจ่ายในไตรมาส 2 และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีก 1 แสนล้านบาท โดยเน้นกระตุ้นในครึ่งปีหลัง

   ด้านภาวะการเงินไทยในปีนี้ ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% จนถึงสิ้นปีนี้ โดยมองว่าในช่วงครึ่งปีหลัง กิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 จากแรงสนับสนุนของมาตรการขนาดใหญ่ที่ออกมาก่อนหน้า และการทยอยเปิดเมือง รวมถึงระยะหลังภาวะการเงินเริ่มผ่อนคลายลงบ้างแล้วในบางมิติ

   อย่างไรก็ตาม ในกรณีความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น EIC คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เช่น ลด FIDF Fee ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ปรับเกณฑ์มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย เป็นต้น

   ด้านค่าเงินบาทในปีนี้ คาดว่าจะเฉลี่ยที่ 31.5-32.5 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง จากเงินดอลลาร์ที่คาดว่าจะยังแข็งค่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะฟื้นตัวช้า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ปรับลดลงมาก โดย EIC คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกมาในช่วงก่อนหน้าจะชะลอลง ทำให้ค่าเงินบาทจะไม่อ่อนค่ามากนักในช่วงปลายปี

   นายยรรยง กล่าวว่า ด้านเศรษฐกิจโลก EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะติดลบ 4% จากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 3% และประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเป็นรูปตัว U เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ยังต่ำ อัตราการว่างงานยังคงสูง ทำให้การบริโภคและการลงทุนไม่สามารถฟื้นได้เร็ว

   อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา ประกอบด้วย ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน กลับมาอีกครั้งในช่วงพ.ค. หลังสหรัฐออกมาตรการกดดันจีนในด้านต่างๆ เพื่อให้จีนทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ รวมถึงทำตามเป้าหมายข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ด้วยนอกจากนี้โอกาสผิดนัดชำระหนี้ของภาคเอกชนสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้สูงขึ้นทั้งในเศรษฐกิจหลักและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

   รวมถึงมาตรการภาครัฐขนาดใหญ่และการหดตัวของเศรษฐกิจที่ทำให้หนี้ภาครัฐทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความกังวลในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ สะท้อนจากหลายประเทศถูกปรับอันดับเครดิตลงในช่วงนี้

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด