ข่าวหุ้นล่าสุด

เปิดมุมมองฝั่งคริปโท,นักพัฒนา เมื่อ ธปท.ไม่สนับสนุนใช้จ่ายด้วยคริปโท

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -3 ธ.ค. 64 10:42 น.

         

             สินทรัพย์ดิจิทัลถูกจัดว่าเป็น “สินทรัพย์” ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต.แต่เมื่อมันขยับมาทาง สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แน่นอนว่ามันมากระทบแบงก์ชาติในฐานะผู้คุมกฎ “เงินตรา”

             ข่าวล่าสุดที่ออกมาจากแบงก์ชาตินั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่ออกมาบอกว่า “ธปท. ไม่สนับสนุนการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ” หากเมื่อใดที่มีข่าวลักษณะนี้ออกมาอย่างเป็นทางการจากแบงก์ชาติ นั่นแปลว่าทางวังบางขุนพรหมเริ่มเห็นสัญญาณ จึงต้องรีบออกมาเตือนในฐานะที่เป็นหน่วยงานด้านการกำกับดูแล

             ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ธปท.ย้ำไม่สนับสนุนใช้คริปโทฯ ชำระค่าสินค้า เร่งหารือก.ล.ต.ควบคุม

             ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปีนี้เริ่มมีมากขึ้นจะสังเกตได้ว่ามีหลายบริษัท ทั้งในและนอกตลาดหุ้นต่างก็ทยอยประกาศรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยคริปโทอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี แรกๆ หากบริษัทไหนประกาศรับชำระด้วยคริปโทจะเป็นที่ฮือฮามาก

             พอมาในระยะหลังดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ในการรับคริปโท (แม้ว่าจริงๆ แล้ว เมื่อร้านค้ารับคริปโทมา ก็จะแลกเป็นเงินบาทก่อนอยู่ดี ผ่าน Exchange ที่ร้านค้านั้นๆ เป็นพาร์ทเนอร์)

             ที่เห็นได้ชัดเจนคือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่ก็เข้าร่วมมาร่วมวง อยู่ที่ว่าจะจับมือกับเว็บแลกเปลี่ยนคริปโทเจ้าไหน นอกจากนี้ ก็ยังขยายไปหลายวงการทั้งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม และห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

             อย่างวงการห้างสรรพสินค้า ล่าสุด ก็เดอะมอลล์ที่ประกาศร่วมมือกับบิทคับในการใช้คริปโทสกุลต่างๆ แลกซื้อสินค้าได้ ไหนจะกับพันธมิตรชื่อดังจากหลายเซกเตอร์ นี่ยังไม่นับรวม กลุ่มเอ็กซ์สปริงร่วมกับสยามพิวรรธน์ เจ้าของสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ ที่จะเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลใน Q1/65

             แล้วในฝั่งของผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลและนักพัฒนา มีมุมมองต่อประเด็นนี้อย่างไร บ้าง และพวกเขาในฐานะที่เป็นผู้เล่นในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย อยากฝากอะไรถึงแบงก์ชาติ วันนี้ Crypto by efinanceThai รวบรวมมาให้แล้ว ตามมาเลย

             ***ธปท.อาจกังวลอนาคต คนจะใช้สเตเบิลคอยน์แพร่หลาย เช่น USDT,BUSD

             “โดม เจริญยศ” นักพัฒนาชาวไทยผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน ผู้ก่อตั้งTokenine,Thaichain และ DomeCloud กล่าวกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่าไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการที่ ธปท.ไม่สนับสนุนเรื่อง Crypto Payment เพราะ ธปท.กำกับดูแลเงินบาท และอาจกังวลว่าในระยะยาวผู้คนอาจจะเริ่มมีการจ่ายด้วยคริปโทจริงๆ แบบ "wallet to wallet" เช่น อาจจะใช้สเตเบิลคอยน์อย่าง USDT,BUSD กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง การใช้ "เงินบาท" ในตลาดก็จะน้อยลง และถึงตอนนั้นจะควบคุมอะไรได้ยาก

             "จริงๆ ที่ออกข่าวกันโครมๆ นี่ก็ไม่ใช่ Crypto Payment นะ มันคือการขายคริปโทเป็นบาทและเอาบาทไปจ่าย ซึ่งมันตลกมาก เอาจริงๆ ธปท. ไม่ควรกังวลกับที่เขาทำกันทุกวันนี้ คริปโทมันออกแบบไม่ให้มีคนกลางแต่ไม่รู้ออกแบบกันยังไงมีคนกลางมากกว่าเดิม" โดม ระบุ

             เขามองว่า แนวทางที่เหมาะสมของธนาคารกลางซึ่งก็กำลังอยู่แล้ว คือ การเร่งออกใช้สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) แต่เขาเสนอว่า ควรจะใช้บล็อกเชนแบบสาธารณะ (Public Blockchain) ใครๆ ก็เข้าถึง RPC (API ของ Blockchain) ได้ ซึ่งแบงก์ชาติอาจจะประกาศห้ามทุกเหรียญเลยก็เป็นไปได้ หากใครจะชำระให้ไปแลกเปลี่ยน (swap) เป็น CBDC ก่อน โดยแลกเปลี่ยนที่ไหนก็ได้ ไม่จำกัด Exchange

             "ถ้าเรามอง CBDC เป็น Public Blockchain ใครถือ JFIN / ETH หรือเหรียญใดๆ ก็หาที่ swap แล้วจ่ายได้เลย ไม่ต้องคอขวดที่ exchange" โดม ระบุ

             ***คาดแนวทางกำกับ อาจเป็นการจำกัดจำนวนการถือครอง-ต้องรายงานหากถือเกินลิมิต

             "หนึ่ง" ปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้ง FIRO ไพรเวซีคอยน์ และกรรมการ บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เว็บเทรด Satang Pro) กล่าวกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า แบงก์ชาติก็ไม่ได้สนับสนุนในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเอกสารเผยแพร่ที่แจ้งออกมานั้น มองว่ายังค่อนข้างกว้างและครอบคลุมเกินไป หากแบงก์ชาติอยากจะแสดงจุดยืน น่าจะระบุเฉพาะเจาะจงไปเลยว่ามีความกังวลตรงจุดไหน

             "จริงๆ แล้วร้านค้าที่รับคริปโทเคอร์เรนซี ปลายทางเค้าก็รับเป็นเงินบาทอยู่แล้ว เพราะว่าคริปโทที่รับมานั้นจะต้องแลกเป็นบาทที่ Exchange ก่อน แต่ก็จะมีบ้างบางร้านที่ประสงค์จะรับคริปโทจริงๆ ซึ่งอันนี้ก็น่าจะมีความเสี่ยงขึ้นมา แบงก์ชาติก็อาจจะระบุชัดไปเลยว่าห่วงในประเด็นร้านค้าที่รับคริปโทและถือครองไว้ เป็นต้น แต่จริงๆ ถ้าร้านค้าเลือกจะถือคริปโทไว้เลย ก็หมายความว่าพอใจที่จะรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาได้" ปรมินทร์ กล่าว

             เมื่อวิเคราะห์ถึงแนวทางที่พอจะเป็นไปได้หากแบงก์ชาติจะเข้ามากำกับดูแล “ปรมินทร์” ยกกรณีของสหรัฐฯ มาเทียบเคียง เช่น เราอาจเห็นแบงก์ชาติจำกัดการถือครองคริปโทเคอร์เรนซีของร้านค้า ซึ่งหากเทียบเคียงกฎหมายจากสหรัฐอเมริกาตามที่เป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ก็คือ หากถือครอง คริปโทเกิน 300,000 บาทต้องรายงานไปที่แบงก์ชาติ เป็นต้น

             "การสื่อสารออกมาจากแบงก์ชาติ ก็น่าจะเป็นการเตือนในทางอ้อมว่า แบงก์ชาติไม่เห็นด้วยนะ บริษัทไหนที่ค่อนข้างมีความระมัดระวัง ก็อาจจะรอดูท่าทีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทไหนที่มีความ Aggressive ในด้านสินทรัพย์ดิทัลก็น่าจะยังคงรับคริปโท"

             เขากล่าวต่อว่า ในที่สุดแบงก์ชาติก็จะออก CBDC "ซึ่งแบงก์ชาติ ก็อยากให้เราใช้ CBDC อยู่แล้ว" ปรมินทร์ ระบุ

             อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเขาเห็นว่า Crypto Payment หรือการรับชำระด้วยคริปโท เป็นการช่วยส่งเสริมให้เงินเข้าประเทศเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจะดีต่อผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 พร้อมเล่าถึงสิ่งที่ Satang เพิ่งจะทำล่าสุดคือการเปิดให้ชาวต่างชาติ สามารถจ่ายค่าสมาชิก ‘Thailand Elite Card’ ด้วยคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งจะช่วยลดค่าธรรมเนียมได้มาก แทนที่จะต้องโอนเงินเป็นจำนวน 5 แสนหรือเป็นล้านบาท เพื่อจ่ายค่าสมาชิกรายปีดังกล่าว ตรงนี้ก็จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรมท่องเที่ยวและภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อีกทางหนึ่ง

             *** บิทาซซ่า แจง​ธุรกิจ​ธุรกิจ​ ‘ไม่ได้​รับความเสี่ยง’ เพราะต้องแปลงคริปโทเป็นบาทก่อน

             "วิมลพรรณ วิบูลย์มา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อสาร บริษัท บิทาซซ่า จำกัด (Bitazza) โบรกเกอร์สินทรัพย์ดิจิทัล กล่าวกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า เรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย​มีความเป็นห่วงใยตามข่าวที่ได้ออกมาวันที่ 1 ธันวาคม โดยมีปัจจัยจาก "ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูง มีความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ ความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน" นั้น บิทาซซ่ามีความยินดีที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงความห่วงใยทั้งธุรกิจและประชาชน

             อย่างไรก็ดี บิทาซซ่าขอขยายความถึงบริการโซลูชันการรับแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีเป็นเงินบาท ซึ่ง​บริการ​โซลูชัน​นี้ บิทาซซ่า ทำหน้าที่แปลงคริปโทเคอร์เรนซี ที่รับจากผู้ใช้งาน​เป็น​เงินบาทให้ธุรกิจโดยอัตโนมัติ ​โดยอิงราคาตามแต่ละสกุลแบบเรียลไทม์​ ดังนั้น ​ธุรกิจ​ไม่ได้​รับคริปโท​ จึงไม่มีความเสี่ยง​ และไม่ต้องรับความผันผวน​ใดๆ โดยบิทาซซ่า​เป็น​แพลตฟอร์ม​ที่เดียว​ที่มีโซลูชัน​นี้

             “เรื่อง​ความปลอดภัย​ของผู้ใช้บริการ​” ผู้ใช้งานที่ถือสินทรัพย์ดิจิทัลและซื้อขายแลกเปลี่ยนทุกคนที่มีบัญชี​ขอ​งบิทาซซ่า​คือต้องผ่านการยืนยัน​ตัวตนมาแล้ว และข้อมูล​ผู้ใช้​งานถูกกำกับ​ดูแลเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง​ข้อมูล​ส่วนบุคคล และบิทาซซ่าได้หารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอยู่เป็นระยะสำหรับเรื่องดังกล่าว

             "ทั้งนี้ ทุกธุรกรรมมีการปกป้องสองขั้นตอนด้วย การยืนยัน 2FA (2 Factor Authenticator) อยู่อีกด้วย" วิมลพรรณ กล่าว

             ***JFIN ใช้เป็นกลไกในการ "ลด แลก แจก" ไม่ได้ทำตัวเป็นเหมือน เงินบาท

             "ทาโร่" ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC) ผู้ออกโทเคน JFIN เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ในฐานะที่แบงก์ชาติดูแลเสถียรภาพของระบบการชำระเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน แน่นอนแบงก์ชาติก็ไม่ได้อยากให้ใครเข้ามายุ่งกับเสถียรภาพของเงินบาท ดังนั้น หากมีใครที่สร้างอะไรขึ้นมาแล้วบอกว่าสามารถใช้จ่ายได้เหมือนเป็นเหมือนเงินบาท ก็ย่อมจะถูกเพ่งเล็งอยู่แล้ว

             "ในส่วนของ JFIN ของเรา ก็ต้องบอกว่าเรา ใช้ Token นี้เป็นกลไกในการ ลด แลก แจก ซึ่งรูปแบบในการใช้ก็ไม่ได้ ไปทำตัวว่าเราเป็นเหมือนเงินบาท" ธนวัฒน์ ระบุ

             ***ปกป้อง ควบคุมข้อกังวลต่างๆ ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเอื้อต่อนวัตกรรมด้วย

             "แบงก์" สถาพน พัฒนะคูหา ซีอีโอ SmartContract Blockchain Studio เปิดเผยมุมมองต่อประเด็นนี้ว่า เข้าใจในบทบาทของแบงก์ชาติที่เป็นหนึ่งในองค์กรสำคัญในการดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ย่อมต้องมีบทบาทเชิงรุกทั้งด้านปกป้อง และด้านสนับสนุน

             “ในด้านปกป้อง เมื่อเริ่มมีของที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเงินดิจิทัล เข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามมุมมองผู้กำกับดูแลอย่าง ธปท. ก็ย่อมจะมีความกังวล มีความเป็นห่วง ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราในฐานะ player เข้าใจและเคารพในบทบาทหน้าที่ในด้านปกป้องนี้”

             “สำหรับบทบาทด้านสนับสนุนนั้น สิ่งหนึ่งที่ ธปท. สามารถช่วย ได้คือ การแนะนำแนวทางการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ ธปท. เป็นกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความผันผวนของราคา เรื่องการฟอกเงิน หรือเรื่องความเสียหายอื่นๆ ที่ได้ประกาศไว้" สถาพน ระบุ

             ทั้งนี้ อาจจะเป็นการร่วมมือระหว่างแบงก์ชาติกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมว่า จะมีแนวทางอย่างไรที่จะควบคุมข้อกังวลเหล่านั้นให้อยู่ในขอบเขตความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยที่ผู้ต้องการสร้างนวัตกรรมทางการเงินแบบใหม่ๆ และผู้ต้องการนำเทคโนโลยีไปใช้ ก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่

             โดยสรุป สินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล) ในฐานะของการเป็นสินทรัพย์ (Asset) ที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น มีสำนักงาน ก.ล.ต.กำกับอยู่แล้ว แต่เมื่อมันถูกใช้งานในลักษณะของสื่อกลางแทนเงิน ตรงนี้มันเข้ามาเขตแดนของแบงก์ชาติ เราคงจับตาดูกันต่อไปว่า “รูปแบบการกำกับดูแลการให้บริการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล” จะออกมาเข้มข้น แค่ไหน อย่างไร

             ที่สำคัญปี ไม่เกินกลางปี 2565 เราจะได้เห็นการทดลองใช้ "บาทดิจิทัล" เกิดขึ้นแน่ๆ (ในวงจำกัดก่อน) ซึ่งมีผู้ออกคือธนาคารแห่งประเทศไทยนั่นเอง.

 

 

 




รายงาน    ชัชชญา อังคุลี 
เรียบเรียง  ชัชชญา อังคุลี 
                อีเมล์. chatchaya@efinancethai.com

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 









ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด