ข่าวหุ้นล่าสุด

TISCO ลุ้นรัฐบาลใหม่ช่วยกระตุ้นใช้จ่าย หวังดันสินเชื่อปีนี้โต 2-3%

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 ก.ค. 62 11:24 น.

  นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ระบุ ลุ้นรัฐบาลใหม่คลอดมาตรการกระตุ้นใช้จ่าย หวังเข็นสินเชื่อปีนี้โตตามเป้า 2-3% จาก 6 เดือนแรก หดตัว 3.7% พร้อมมองผลงานครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก จากตั้งสำรองลดลง และธุรกิจใหม่หนุน มีสาระสำคัญดังนี้

  - แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 62 เชื่อว่า ดีกว่าครึ่งปีแรก ที่มีกำไรสุทธิ 3,528 ล้านบาท เป็นผลมาจากการตั้งสำรองที่ลดลง และ การเติบโตของ 2 ธุรกิจใหม คือ สมหวัง เงินสั่งได้ ซึ่งเป็นธุรกิจสินเชื่อสินเชื่อจำนำทะเบียนรถทั้งรถยนต์ และ รถจักรยานยนต์ ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 15-20% จาก 6 เดือนแรก เติบโตแล้ว 4.9% และ ธุรกิจสมหวังกันภัย ซึ่งเป็นธุรกิจประกันครบวงจร ที่ปีนี้ตั้งเป้ามีเบี้ยรับ 500 ล้านบาท และ ภายใน 3 ปี จะมีเบี้ยรับ 6,000 ล้านบาท

  - สำหรับสินเชื่อรวมปีนี้ คาดหวังเติบโตได้ตามเป้าที่ 2-3% จาก 6 เดือนแรก สินเชื่อหดตัว 3.7% มาจากการชำระคืนหนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี แต่สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังเติบโต จากการลงทุนในโครงการที่กำลังดำเนินการในปัจจุบัน และ สินเชื่อธุรกิจรายย่อย ที่ยังเติบโตจากสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลัก ทั้งนี้คาดหวังครึ่งปีรัฐบาลเชื่อว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งจะมีผลระยะสั้นต่อประชาชนฐานราก และ มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเห็นผลชัดเจนในปี 63 ขณะที่ธุรกิจใหม่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ โดยเฉพาะ สมหวัง เงินสั่งได้ ที่คิดดอกเบี้ย 13-15% ต่อปี จากเพดานที่บริษัทอื่นเรียกเก็บอยู่ที่ 28%

  -ปัจจุบันสินเชื่อรวมของธนาคาร ประกอบด้วย สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ มียอดสินเชื่ออยู่ที่ 33,654.18 ล้านบาท และ มีสัดส่วน 11.5% ซึ่งไตรมาส 2/62 มีการเติบโต 2.1% เป็นผลมาจากการขยายตัวของสินเชื่อในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และ การก่อสร้าง , สินเชื่อรายย่อย มียอดสินเชื่ออยู่ที่ 193,156.93 ล้านบาท และ มีสัดส่วน 66.1% เติบโต 0.5% โดยสินเชื่อรายย่อย ประกอบด้วย สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และ รถจักรยานยนต์ 73% สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ 17.3% สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 9.7% และ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มียอดสินเชื่ออยู่ที่ 12,568.52 ล้านบาท และ มีสัดส่วน 4.3% ลดลง 12.5% สาเหตุหลักมาจากการชำระหนี้คืนในกลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์

  "6 เดือนสินเชื่อยังติดลบ เพราะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ และ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ตลอดจนสงครามการค้า ส่วนครึ่งปีหลังเราเชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมา ซึ่งจะทำให้สินเชื่อเรากลับมาเป็นบวกอ่อนๆได้ประมาณ 2-3% โดยตัวนำจะมาจาก สมหวัง เงินสั่งได้ ที่ช่วยคนที่ต้องการใช้เงิน ดอกเบี้ยถูก เพียงเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ส่วนธุรกิจ สมหวังกันภัย ก็จะเติบโต เพราะที่ผ่านมาธุรกิจประกันของเรามีการเติบโตที่ดี นอกจากนี้ เราจะเน้นให้คำปรึกษากับลูกค้าเพื่อหาการลงทุนที่เหมาะกับเงิน และ ลูกค้าเป็นรายบุคคล ซึ่งที่จริงแล้วเราเน้นเพิ่มจำนวนราย หรือ จำนวนลูกค้า มากกว่าการเติบโตของสินเชื่อ"

  - นอกจากนี้ในครึ่งปีหลัง คาดว่าจะตั้งสำรองลดลงจากครึ่งปีแรก ที่ตั้งสำรองเป็นไปตามคุณภาพสินเชื่อ และ รอความชัดเจนของนโยบายทางการเกี่ยวกับสำรองส่วนเกินตามแนวทางของมาตรการบัญชีฉบับใหม่ TFRS9 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 63 โดยปัจจุบันธนาคารมีเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(Coverage Ratio) อยู่ที่ 146.7% และ มีอัตราส่วนของเงินสำรองรวมของธนาคารต่อสำรองพึงกันตามเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) อยู่ที่ 209.3%

  -ส่วนหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL) สิ้นปีนี้ตั้งเป้าคุมให้ต่ำกว่า 3% จากไตรมาส 2/62 อยู่ที่ 3.19% สาเหตุมาจากผลกระทบต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการจัดชั้นสินเชื่อ ประกอบกับ สินเชื่อเช่าซื้อได้รับผลกระทบจากการชำระหนี้ที่ล่าช้า นอกจากนี้ จะมีการตัดวงเงินค่างวดให้กับลูกค้าธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมาเวลาลูกค้าชำระค่างวดจะตัดเงินในส่วนดอกเบี้ยมากกว่าการตัดเงินต้น ทำให้ลูกค้ายังมีภาระดอกเบี้ยที่สูงหากมีการชำระที่ล่าช้า ธนาคารต้องการลดภาระให้ลูกค้าด้วยการตัดเงินต้นและดอกเบี้ยในอัตราเฉลี่ย ทำให้รายได้ดอกเบี้ยของธนาคารลดลง แต่ไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานของธนาคาร

  "เราเริ่มทำไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนก.ค. ที่ผ่านมา โดยเริ่มจากลูกค้าเช่าซื้อรถก่อน และ ต่อไปก็จะเป็นลูกค้าบ้าน หรือ ลูกค้าประเภทอื่นๆ เพื่อลดภาระให้กับลูกค้า แม้รายได้ดอกเบี้ยเราจะลดลง ซึ่งคิดไว้คร่าวๆ ประมาณหลักร้อยล้านบาท แต่เราเชื่อว่าลูกค้าจะรู้สึกดีที่เราช่วยเหลือ และ อยู่เคียงข้างลูกค้า ไม่ใช่เอาแต่กำไรแต่เพียงอย่างเดียว"

  - และในวันที่ 13 ส.ค. นี้ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะมีการลงนาม MOU กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในการยกระดับการปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพมากขึ้น หลังที่ผ่านมาธปท. พบว่าหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ เกษียณอายุ คนรุ่นใหม่ และ คนที่เริ่มทำงาน เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เปราะบาง และนิยมใช้สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และ สินเชื่อที่อยู่อาศัย

  "ทางธปท. ต้องการให้เราดูอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะปล่อยกู้ เพราะถ้าดูภาระต่อหนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หรือ ยังไม่เกิดอาการในช่วง 3-6 เดือนแรก เพราะยังสามารถเอาเงินกู้จากวงอื่นมาชำระได้ แต่ในระยะยาวคนกลุ่มนี้จะเกิดปัญหา และ กลายเป็นหนี้เสียในระยะถัดไป ซึ่งธปท. อยากให้ธนาคารปล่อยสินเชื่ออย่างรัดกุม และ เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มากกว่าโตเท่าตัว แต่ผลเสียจะมีมากขึ้นในอนาคต ตลอดจนยังคลอบคลุมไปถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มโรงไฟฟ้า หรือ การสร้างเขื่อน โดยเฉพาะโครงการที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งธนาคารต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวด้วย ไม่ใช่มองเพียงการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ต้องมองสังคมด้วย"




รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. charuwan@efinancethai.com

อนุมัติ     สุรเมธี มณีสุโข 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด