ข่าวหุ้นล่าสุด

ASP คาดภาษีกองทุนตราสารหนี้15% ทำเม็ดเงินโยกเข้าตลาดหุ้น

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 พ.ค. 62 10:27 น.

 

  บล.เอเซียพลัส (ASP) เปิดเผยว่าจากกรณีการจัดเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ในอัตรา 15% กระทบเม็ดเงินลงทุนย้ายเข้าสู่หุ้นปันผลสูง, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แนะหุ้น BBL รับธีมดังกล่าว

  - ประเด็นเก็บภาษีในอัตรา 15% จากดอกเบี้ยของกองทุนรวมทุกชนิด (จากเงินฝาก, พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, ตั๋วเงิน) มีผลบังคับใช้ 90 วัน หลังผ่านพระราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 22 พ.ค. 62 ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความเสมอภาคระหว่างผู้ลงทุนผ่านตราสารโดยตรงกับผู้ลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่ยังคงมีข้อยกเว้น ไม่เรียกเก็บภาษีจากกองทุน RMF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยฝ่ายวิจัยได้ศึกษาถึงผลกระทบ ทั้งในส่วนของขนาดเม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมที่มีการจ่ายดอกเบี้ย รวมถึงผลกระทบต่อทิศทางการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนจากประเด็นดังกล่าว
  - ฝ่ายวิจัยทำการศึกษาจากเงินลงทุนจากกองทุนรวมทั้งหมดในประเทศไทย ณ สิ้นปี 2561 พบว่า มีกองทุนรวมที่ถูกบริหารจาก บลจ.ทั้งหมด 1649 กองทุน และมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมสูงถึง 5.06 ล้านล้านบาท และเงินลงทุนหลักๆ อยู่ในกองทุนตราสารหนี้มากสุด โดยกองทุนรวมตราสารหนี้ที่จะถูกเรียกเก็บภาษีมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของเงินลงทุนทั้งหมด หรือมีมูลค่ากว่า 2.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 15.2% ของ GDP ประเทศไทย ด้วยเม็ดเงินที่มีจำนวนมาก บวกกับผลตอบแทนจากกองทุนตราสารหนี้ที่ลดลงจากการเก็บภาษี จะจูงใจให้นักลงทุนมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปหาสินทรัพย์อื่นที่สร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยเฉพาะหุ้นปันผลสูง, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนอสังหาฯ
  - สะท้อนได้จากประเด็นครม.แก้กฎหมายจัดเก็บภาษีในอัตรา 15% จากดอกเบี้ยของกองทุนรวม มีมาตั้งแต่ปี 2561 ผนวกกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ กดดันให้นักลงทุนเริ่มลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ลงมาถึง 7.5% เมื่อเทียบกับปี 2560 และมีการย้ายเม็ดเงินดังกล่าวมาลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า อย่าง กองทุนรวมหุ้น (มีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้น 4.4%) และกองทุนอสังหาฯ (มีสัดส่วนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นกว่า 36.8%) เป็นต้น หนุนทำให้หุ้นในกลุ่ม PF&REIT ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2561 กว่า 7% (SET ลดลง 10.8%) และในปีนี้หุ้นในกลุ่ม PF&REIT ยัง Outperform ตลาดฯต่อเนื่อง ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก 11.1% (SET เพิ่มขึ้นเพียง 2.9%)
  - นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนจากกองทุนตราสารหนี้ที่ลดลง ช่วยหนุนให้ Earning Yield Gap. ตลาดหุ้นกว้างขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 4.48% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 4.28% ตอกย้ำว่าเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสถูกโอนถ่ายจากตลาดตราสารหนี้มายังตลาดหุ้นต่อเนื่อง
  - ซึ่งประเด็นที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น ส่งผลดีต่อหุ้นปันผลสูง, กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนอสังหาฯ และยังเหมาะสมกับการลงทุนในช่วงที่ตลาดเผชิญกับสาระพัดปัจจัยกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยฝ่ายวิจัยฯ คัดเลือกสินทรัพย์หรือหุ้นที่น่าสนใจลงทุนดังนี้ 1.กองทุนอสังหาฯ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีสภาพคล่อง และมี Dividend Yield สูง รวมถึงมี Market Cap ขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะแก่การลงทุน 2. หุ้น Domestic ผันผวนน้อย ปันผลสูง
  - สำหรับหุ้นในธีมนี้ชอบ BBL(FV@B227) เป็นหุ้นที่มี Dividend Yield 4% ต่อปี สูงสุดในกลุ่ม ธ.พ. ขนาดใหญ่ ผันผวนต่ำ และกองทุนรวมโครสร้างพื้นฐาน DIF ได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บภาษีในช่วง 10 ปีแรกของโครงการ โดยคาดหวัง Dividend Yield ได้สูงถึง 6.5% ต่อปี


เรียบเรียง  ชุติมา อภิชัยสุขสกุล 
                อีเมล์. reporter@efinancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด