ข่าวหุ้นล่าสุด

โบรกฯ ชี้แบงก์ยังมี Upside หลังเตรียมใช้มาตรฐานบัญชี IFRS9 ปี 63

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 ก.ย. 62 10:43 น.

  โบรกเกอร์ มองกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ไม่มีผลกระทบ จากการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ที่จะเริ่มใช้ปี 63 ชี้มีระดับเงินกองทุนแข็งแกร่ง แม้มีการปรับเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ใหม่ จากปัจจุบันแบ่งเป็น 5 ชั้น เปลี่ยนเป็น 6 ชั้น ตามระดับความเสี่ยง 3 ขั้น ส่วนใหญ่ตั้งสำรองสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานใหม่ อาจมีการทอยยอปรับเป็นรายได้ ส่งผลบวกได้เล็กน้อย
  
  บล.เคจีไอ เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดประชุมเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับเกณฑ์ใหม่ TFRS9 โดยก่อนที่เกณฑ์ใหม่ TFRS9 จะมีผลบังคับใช้ในปี 2563 ธปท. ได้จัดประชุมเพื่อชี้แจงในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเกณฑ์ใหม่นี้ ซึ่งได้แก่ 1.) สถาบันการเงิน (ธนาคารพาณิชย์, ธนาคารต่างประเทศ, บริษัทเงินทุน (finco) ถูกกำหนดให้กันเงินกองทุน Tier 1 ขึ้นอีก 1% ของ สินทรัพย์เสี่ยงถ่วงน้ำหนัก (ซึ่งรวมยอดสินเชื่อคงค้างในปัจจุบัน, สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SML), และรายการนอกงบดุล) 2.) ธปท. อนุญาตให้สถาบันการเงินใช้สำรองส่วนเกินเป็นเงินกองทุนขั้นที่สอง (Tier II) ได้ไม่เกิน 1.25% RWA 3.) สถาบันการเงินต้องรับรู้เงินสำรองส่วนเกินออกมาเป็นรายได้ที่สุทธิจากค่าใช้จ่ายสำรองใหม่ผ่านงบกำไรขาดทุน ภายในห้าปี

  การเพิ่มเงินทุกสำรอง CET1 อีก 1% หมายถึงเงินกองทุนขั้นที่ 1 ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ (minใcommon equity Tier 1 หรือCET 1) จะเพิ่มเป็น 9.5% +1%= 10.5% และ CAR จะอยู่ที่ 13% ในปีหน้า ดังนั้น ธนาคารไหนที่มี CET1 เกินเกณฑ์ใหม่อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องพิ่มเงินกองทุน แต่ธนาคารไหนที่ CET1 ต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่ก็ต้องจัดหาเงินกองทุนให้สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำใหม่ภายในสามปี ซึ่งเราพบว่าธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทุกแห่งมี CET1 อยู่ที่ประมาณ 13-16% (figure 1,2) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท. อย่างมากทำให้ไม่ต้องมีภาระกันเงินกองทุนเพิ่ม

  ถึงแม้ว่าธนาคารส่วนใหญ่จะมีสำรองส่วนเกินจำนวนมาก แต่ธนาคารก็ไม่อยากรับรู้ออกมาเป็นรายได้บนงบกำไรขาดทุน เพราะต้องเก็บไว้เป็นสำรองพิเศษของการด้อยค่าสินเชื่อภายเศรฐกิจชะลอตัวในอนาคต ทั้งนี้ เนื่องจากเกณฑ์การจัดชั้นหนี้ในปัจจุบันที่แบ่งออกเป็น 5 ระดับและการตั้งสำรองฯถูกกำหนดโดยธปท.เป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ในหนี้ในแต่ละชั้น (figure 3) แต่ภายใต้เกณฑ์ใหม่การจัดชั้นจะลดลงเหลือ 3 ระดับ (1. หนี้ปกติ 2. หนี้ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน 3. และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (non-performing loan) การตั้งสำรองจะไม่กำหนดเปอร์เซนต์คงที่โดยเฉพาะหนี้ในชั้นที่ 2 ที่ตั้งสำรองฯจะใช้ดุลยพินิจของข้องสถิติการประเมินสูญเสีญตลอดอายุหนี้แทน ทำให้ธนาคารจัดปันสำรองส่วนเกินเพื่อหนี้ชั้นนี้ก่อน ส่วนที่เหลือจึงรับรู้เป็นรายได้ผ่านงบกำไรขาดทุน 5 ปี

  การชี้แจงของธปท. เป็นบวกกับกลุ่มธนาคารเพราะทำให้ทราบกรอบเวลา และวิธีการบันทึกบัญชีสำรองส่วนเกินที่ชัดเจน เราคิดว่าจะต้องมีสำรองส่วนเกินที่ถูกปลดออกมาเป็นรายได้ผ่านงบ P/L ไม่มากก็น้อยเพื่อให้มั่นใจว่า credit cost ในปีหน้าจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจมากเกินไป ทั้งนี้ เนื่องจากธนาคารต่างๆ มีเงินกองทุนแข็งแกร่ง เราคงแนะนำ

  ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ โดยสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมกับ ธปท.ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับรายการในงบการเงินภายใต้มาตรฐานบัญชี IFRS9

  1) ลูกหนี้ของ ธพ. จะถูกจัดชั้นใหม่จากเดิมแบ่งตามจำนวนวันที่ค้างชำระหนี้ 6 ชั้น เป็นแบ่งตามระดับความเสี่ยง 3 ชั้น (ยังใช้จำนวนวันค้างชำระหนี้แบ่งประเภทแต่เพิ่มความระมัดระวังต่อลูกหนี้ที่มีสัญญาณเชิงลบ) มีผลให้ลูกหนี้ที่อยู่ในชั้นปกติถูกจัดชั้นเป็นลำดับที่ต่ำลงเร็วขึ้น

  2) การกันสำรองซึ่งเดิมใช้หลักการ Incurred loss ชั้นปกติ 1%, ชั้นกล่าวถึงพิเศษ 2% และชั้น NPL 100%) จะถูกแทนที่ด้วยหลักการ Expected credit loss โดยคำนวณจากแบบจำลองซึ่งนำความน่าจะเป็นที่จะเกิดหนี้เสีย (Probability to default) และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย (Loss given default) เข้ามาคำนวณ ทำให้การกันสำรองของธนาคารมีลักษณะเป็น Forward looking และมีการปรับสมมุติฐานที่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะ ศก.

  3) ธพ. สามารถรับรู้รายได้จาก NPL ที่มีหลักฐานว่าจะได้คืนได้ จากปัจจุบันที่ไม่มีการรับรู้รายได้จาก NPL เลย ธปท. เตรียมกำหนดอัตราการกันเงินสำรองขั้นต่ำ (Provision Floor) ระดับ 1% ของ Risk weighted asset ( RWA ทั้งสินทรัพย์และรายการนอกงบดุล (Off balance sheet) เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสถาบันการเงินและลดปัญหาจากการที่ธนาคารผ่อนคลายสมมุติฐานในแบบจำลองยามที่ ศก. ดี ที่ โดยบังคับใช้แบบ Step up rate ใน 3 ปี ซึ่งกรณีที่เงินสำรองตามแบบจำลองใหม่ของ ธพ. ต่ำกว่า Provision Floor ธพ. ต้องจัดสรรกำไรสะสมมาเติมในส่วนของเงินสำรองที่ขาดจนอัตราการกันสำรองเข้าขยับขึ้นเกินระดับกันสำรองขั้นต่ำ ณ วันแรกที่เริ่มใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ หาก ธพ. มีเงินสำรองสูงกว่าเงินกันสำรองที่ต้องตั้งตามแบบจำลองของมาตรฐานบัญชีใหม่ ทาง ธปท. ระบุแนวทางว่า ธพ. ควรทยอยลดสำรองส่วนเกินตามวิธีเส้นตรงเป็นระยะเวลา 5 ปี (เป็นการทยอยปรับลดทุกเดือน เดือนละ 1.67%)

  ทั้งนี้ เรามีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อยต่อการประชุมครั้งนี้ โดย 1) ในแง่ของงบการเงินแม้การรับรู้รายได้จาก NPL ที่คาดได้รับชำระคืนจะส่งผลให้ NIM ของ ธพ. กว้างขึ้น แต่ผลบวกดังกล่าวคาดถูกชะลอลงด้วยการจัดชั้นลูกหนี้แบบใหม่ ซึ่งคาดมีผลให้ ธพ. ต้องมีการตั้งสำรองในส่วนของลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงเร็วขึ้นจากเดิม ทำให้ผลบวกต่อกำไรสุทธิจะไม่มากนัก

  2) Provision Floor เรามองว่าในช่วงสั้นยังไม่เป็นนัยสำคัญ เนื่องจากระดับการกันสำรองของ ธพ. ส่วนใหญ่สูงกว่าระดับ Step Up ในปีแรกที่ 0.33% ของ RWA อยู่แล้ว แต่อาจต้องติดตามการกำหนด Conversion factor ที่จะใช้กับรายการนอกงบดุลซึ่งอาจทำให้ RWA เพิ่มขึ้นมากและ Provision Floor สูงขึ้น

  3) สำหรับเงินสำรองส่วนเกินคาดเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม ธพ. ที่มีระดับ Coverage ratio อยู่ในระดับสูง อาทิ BBL, BAY และ KBANK จากภาระในการตั้งสำรองในแต่ละไตรมาสลดลง แต่ด้วยการปรับลดดังกล่าวจะเป็นไปแบบทยอยลดลงในแต่ละเดือน ผลบวกต่อกำไรสุทธิจึงไม่มากนัก

 

 

 


เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. charuwan@efinancethai.com

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด