ข่าวหุ้นล่าสุด

ข่าวด่วน


 
รายงานพิเศษ: มารู้จัก Expected Credit loss(ECL) ตัวเลขสำคัญในงบแบงก์ 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -5 ส.ค. 63 10:03 น.

  หลังกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 ซึ่งพบว่ากำไรที่ลดลงมาจากการตั้งสำรองหนี้ในจำนวนที่สูง สอดรับกับจำนวนหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ได้เกิดศัพท์ใหม่ที่นักลงทุนอาจไม่คุ้นเคย คือคำว่า Expected Credit loss(ECL)

  ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ECL หมายถึง การกันสำรองตามมาตรฐานใหม่ ซึ่งเงินสำรองนี้ต้องครอบคลุมถึงความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต พิจารณาจากข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต โดยใช้แบบจำลองในการประมาณ

  แท้ที่จริงแล้วไม่ต่างจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญในรูปแบบเดิม แต่ด้วยสภาวิชาชีพบัญชี ได้บัญญัติศัพท์ใหม่ พร้อมกำหนดแนวทางการตั้งสำรองที่มีรายละเอียดปลีกย่อยมากขึ้น เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีใหม่ (TFRS9) ที่บังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 63

        ผลกระทบที่ได้เห็นกันไปแล้ว คือ ทำให้กำไรของกลุ่มธนาคารในไตรมาสที่ผ่านมาร่วงลงไปอย่างเห็นได้ชัด

***นายแบงก์รับ ECL กระทบกำไร

  นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า ในไตรมาส 2/63 จะเห็นว่ากำไรของธนาคารพาณิชย์ลดลงทั้งระบบ ส่วนใหญ่มาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีใหม่ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.63

  โดยความแตกต่างของการตั้งสำรองแบบใหม่ จะให้ธนาคารแต่ละแห่งพิจารณาตามความเสี่ยง ซึ่งดูจากความเสี่ยงที่ผ่านมา เพื่อทำโมเดลกำหนดการตั้งสำรองที่เหมาะสม โดยแต่ละธนาคารมีโมเดลที่แตกต่างกันออกไป เฉลี่ยจะตั้งสำรองระดับ 25-30% ต่างจากเดิมที่จะตั้งสำรองก่อน 1-2% เมื่อยังไม่ถึงวันชำระ และ จะตั้งสำรอง 100% เมื่อค้างชำระเกิน 3 เดือน

  สำหรับการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น ย่อมกระทบต่อกำไรของธนาคารแน่นอน ที่ผ่านมาธนาคารเผชิญปัจจัยเสี่ยงในหลายๆด้าน

  "มาตรฐานบัญชีใหม่ทำให้บางแบงก์ต้องพิจารณาทยอยตั้ง บางแบงก์ตั้งเยอะไปเลย เพราะไม่รู้หนทางข้างหน้าจะเจอกับอะไร” นายผยง กล่าว

*** แบงก์ไหนสำรองเท่าไรบ้าง

  จากการรวบรวมข้อมูล ของ"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ตามรายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/63 พบว่า ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ 3 ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ คือ KTB , ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ขณะที่ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น มีการตั้งสำรองที่แตกต่างกัน ตามตารางดังนี้

 

 วงเงินตั้งสำรองหนี้ 
ธนาคาร Q2/63(ลบ.) Q1/63(ลบ.)
BBL 13,238 5,087
KTB 14,710 8,524
SCB 9,734 9,726
KBANK 20,192 11,872
BAY 7,845 9,510
TMB 4,972 4,760
TISCO 872 1,049
KKP 743 256
LHFG 628 294
CIMBT 1,642 1,758

รวบรวมโดย : สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

*** โบรกฯ เชื่อแบงก์เอาอยู่ ไม่ต้องเพิ่มทุน

  บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความเสี่ยงตั้งสำรองแตกต่างกันไปตามนโยบายในครึ่งปีแรก และ จำนวนลูกหนี้ที่รับความช่วยเหลือทำให้มองทิศทางผลดำเนินงานในครึ่งปีหลังของแบงก์จะมีความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกันไปจาก 2 ปัจจัย คือ

  1. นโยบายตั้งสำรองที่แต่ละแบงก์เลือกใช้เพื่อรับมือความเสี่ยงของพอร์ตลูกหนี้ในครึ่งปีแรก ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแบงก์ที่ดำเนินนโยบายเชิงระมัดระวัง เลือกนโยบายตั้งสำรองก้อนใหญ่เผื่อความเสี่ยงในอนาคต สะท้อนได้จากระดับ Credit Cost ในไตรมาส 2/63 ที่สูงกว่า 2% ได้แก่ KBANK (2.3%), BBL (2.4%) และ KTB (2.7%)

  กลุ่มที่มีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นบางส่วนเพื่อรอประเมินคุณภาพสินทรัพย์อีกครั้งในช่วงปลายปี ได้แก่ SCB (1.8%), TMB (1.4%), KKP (1.2%) และ TISCO (1.5%) ทำให้ความเสี่ยงในการตั้งสำรองเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลังของแบงก์กลุ่มแรกน้อยกว่าแบงก์กลุ่มหลัง

  2. จำนวนลูกหนี้ภายใต้โครงการช่วยเหลือทางการเงินพบว่า SCB, KBANK, TMB และ KKP มีสัดส่วนลูกหนี้ขอรับความช่วยเหลือสูงถึง 40% ของพอร์ตสินเชื่อรวม หลักๆ มาจากลูกหนี้ SME ที่ได้รับการให้ความช่วยเหลือเป็นการทั่วไป และ ลูกหนี้กลุ่มอ่อนไหวเนื่องจากได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยตรง เช่น ธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยว

  ขณะที่ TISCO เป็นแบงก์ที่มีลูกหนี้เข้าโครงการต่ำที่สุดเพียง 20% เนื่องจากมีการคุมคุณภาพสินเชื่อมาตั้งแต่ปีก่อนทำให้ลูกหนี้ในพอร์ตค่อนข้างมีฐานะการเงินที่แข็งแรง และ มีลูกหนี้กลุ่ม SME ค่อนข้างน้อย ขณะที่ BBL และ KTB ยังไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ จึงประเมินโดยใช้ข้อมูลคาดการณ์จำนวนลูกหนี้เข้าโครงการที่ 20% และ 30% ตามลำดับ น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 40% เนื่องจากทั้ง 2 แบงก์มีสัดส่วนลูกหนี้ SME ไม่มาก ส่วนพอร์ตรายย่อยของ KTB ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพรับราชการและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลจาก COVID-19 น้อย

  การตั้งสำรองตาม ECL model ของ TFRS9 มีลักษณะเป็น Forward Looking ภายใต้ Outlook ของเศรษฐกิจที่มีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้นการตั้งสำรองควรจะเริ่มผ่อนคลายลงตั้งแต่ไตรมาส 3/63 โดยในแง่เสถียรภาพทางการเงินมองว่า ด้วยระดับเงินกองทุนของแบงก์ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่รองรับผลขาดทุนได้ค่อนข้างสูงก่อนที่ Tier 1 จะลดลงจนต่ำกว่าขั้นต่ำที่ถูกกำหนดโดย ธปท. ทำให้ยังไม่เป็นห่วงถึงความเสี่ยงที่แบงก์ไทยจะต้องมีการเพิ่มทุนเพื่อรักษาระดับเงินกองทุน

*** ลุ้นลูกหนี้หลังหมดมาตรการพักหนี้

  บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า ระบุว่า ตัวเลข NPL (ลูกหนี้ Stage3) ในช่วงไตรมาส 2/63 ยังต่ำกว่าความเป็นจริง และ มีโอกาสที่ตัวเลขดังกล่าวจะเริ่มทยอยเพิ่มขึ้นหลังมาตรการช่วยเหลือทางการเงินเป็นการทั่วไปจะเริ่มครบกำหนดในเดือน ก.ย. และ ต.ค. นี้ กดดัน Sentiment ในการลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์ในระยะสั้น-กลาง

  อย่างไรก็ตาม ประเมินความเสี่ยงที่แต่ละแบงก์จะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลังภายใต้สมมุติฐานสำคัญ 2 ข้อ คือ

  1. ลูกหนี้ที่เข้าโครงการช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 10% ของแต่ละแบงก์ตกชั้นกลายเป็น NPL

  2. แบงก์จะตั้งสำรองเพิ่มขึ้นตามลูกหนี้หลังหักมูลค่าของหลักประกัน ซึ่งคาดอยู่ที่ราว 50% ของมูลหนี้ โดยพบว่า แต่ละแบงก์มีสัดส่วนการตั้งสำรองในช่วงครึ่งปีแรกเทียบกับประมาณการเงินสำรองเพื่อรองรับการตกชั้นของลูกหนี้ภายใต้โครงการช่วยเหลือทางการเงิน ดังนี้ 1. กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะตั้งสำรองเพิ่มในครึ่งปีหลังต่ำ ได้แก่ TISCO 83.6%, BBL 77.4%, KBANK 77.4% และ KTB 67.5% และ กลุ่มที่ยังมีความเสี่ยงตั้งสำรองครึ่งปีหลังในระดับสูง ได้แก่ SCB 46.3%, TMB 34.9% และ KKP 19.8%

  “การตั้งสำรองในครึ่งปีหลังที่เกิดขึ้นจริงอาจต่ำกว่าที่ประเมิน เพราะหากพิจารณาจาก Stage ของลูกหนี้ในช่วงก่อนเข้าโครงการช่วยเหลือทางการเงินพบว่ากว่า 70% เป็นลูกหนี้ชั้นดี ซึ่งมีการชำระคืนเงินดีมาโดยตลอดทำให้มีความเสี่ยงในการตกชั้นไม่มาก อีกทั้ง ในช่วงครึ่งปีหลังแบงก์อาจพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้หรือ ขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้บางส่วนที่มีศักยภาพในการฟื้นตัวต่อไปได้อีกจนถึงสิ้นปี ทำให้ความเสี่ยงที่ลูกหนี้ในโครงการจะตกชั้นกลายเป็น NPL ในปีนี้ค่อนข้างจำกัด”

 

 

 




รายงาน    กรณัช พลอยสวาท 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. charuwan@efinancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด