ข่าวหุ้นล่าสุด

BOIไฟเขียวแผนเร่งรัดการลงทุน-ส่งเสริม 4โครงการ มูลค่ากว่า 2.8 หมื่นลบ.

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 ก.ย. 62 13:29 น.

   บอร์ดบีโอไอไฟเขียวมาตรการเร่งรัดการลงทุนพร้อมหนุนผู้ประกอบการเร่งพัฒนาทักษะบุคลากรและตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมทั้งอนุมัติส่งเสริม 4 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 28,000 ล้านบาท ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย สู่อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
 
   นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บอร์ดบีโอไอ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่สืบเนื่องจาก Thailand Plus Package  ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วยมาตรการ 2 ด้าน ดังนี้
   1. มาตรการสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อเร่งรัดการลงทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและกระตุ้นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกำหนดให้กิจการเป้าหมายในกลุ่มที่ได้รับสิทธิประโยชน์พื้นฐานยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 – 8 ปี ที่ตั้งนอกกรุงเทพมหานคร ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี     เงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 5 ปี ด้วย ทั้งนี้ ต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในปี 2563 และต้องมี          การลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2564
   2. มาตรการเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างความพร้อมด้านกำลังคน     ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน บอร์ดบีโอไอได้เห็นชอบข้อเสนอมาตรการในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการอบรมพนักงานและมีส่วนรวมในการพัฒนานักศึกษาก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการจัดตั้งสถานฝึกฝนวิชาชีพ/สถาบันการศึกษาในสาขาด้านวิทยาศาตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม (STEM) ระดับสูง โดยแบ่งเป็น 2 มาตรการ ดังนี้
   1) มาตรการสนับสนุนการฝึกอบรม ให้ผู้ประกอบการนำเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรไปรวมคำนวณในวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยไม่กำหนดเงื่อนไขค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ  ใน 2 กรณี คือกรณีที่ 1 กรณีผู้ประกอบการจัดฝึกอบรมหรือฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะให้แก่นักศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ในรูปแบบทวิภาคี สหกิจศึกษา หรือ Work-Integrated Learning จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1 เท่าของเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม
   กรณีที่ 2 กรณีผู้ประกอบการจัดฝึกอบรมหรือส่งพนักงานไปอบรมหลักสูตรด้านเทคโนโลยีที่เป็นเป้าหมายและได้รับการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) หรือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สำหรับสถานศึกษาในพื้นที่ EEC       จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่าของ เงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมภายในปี 2564 และก่อนสิ้นสุด การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของโครงการ
   2) มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงโดยภาคเอกชน ผู้ประกอบการ (บริษัทแม่) ที่ดำเนินธุรกิจอื่นซึ่งไม่ใช่สถาบันการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม หากลงทุนจัดตั้งสถานศึกษา หรือสถานฝึกฝนอาชีพ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาด้าน STEM ระดับสูง และได้รับการเห็นชอบจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้  นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี ในวงเงิน 100% ของเงินลงทุนที่ใช้ลงทุนตั้งสถาบันฯ ส่วนสถาบันฝึกฝนอาชีพ หรือสถาบันการศึกษาที่ตั้งขึ้น ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ทั้งนี้ต้องยื่นขอรับส่งเสริมภายในปี 2564 และผู้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมจะต้องเป็นกิจการที่อยู่ในประเภทที่บีโอไอให้การส่งเสริมในปัจจุบัน
    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติให้เพิ่มอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบแห่งที่ 4   ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนภายใต้โครงการเมืองต้นแบบ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจไปยังนานาประเทศมากขึ้น เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับเมืองต้นแบบ 3 แห่งแรก คือ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี สำหรับโครงการใหม่ และ 5 ปี สำหรับโครงการเดิม และข้อผ่อนปรนเป็นพิเศษอื่นๆ ที่แตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป เช่น ลดหย่อนอากรขาเข้า 90% ของอัตราปกติ สำหรับวัตถุดิบ หรือ   วัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เป็นระยะเวลา 10 ปี เป็นต้น
   นางสาวดวงใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า บอร์ดบีโอไอ ได้พิจารณาเห็นชอบให้การส่งเสริมโครงการขนาดใหญ่ 4 โครงการ รวมมูลค่าลงทุน 28,270 ล้านบาท โดยเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่
   1. นางสาวณศิภัสร์ จิระโอฬารวิชญ์ กิจการผลิต Polycarbonate Resin เงินลงทุน 18,476 ล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างไทย ญี่ปุ่น และไต้หวัน ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จังหวัดระยอง เพื่อผลิตโพลีคาร์บอเนต ซึ่งเป็นพลาสติกที่มีคุณสมบัติโปร่งใส แข็ง เหนียว ทนความร้อนได้สูง สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ โครงการนี้ใช้วัตถุดิบในประเทศทั้งสิ้นเป็นมูลค่ากว่า 9,500 ล้านบาทต่อปี และมีการส่งออกร้อยละ 49
   2. บริษัท เทคโนโลยี แอสเซ็ทส์ จำกัด กิจการ Data Center เงินลงทุน 4,450 ล้านบาท โครงการ ร่วมทุนระหว่างไทยและสิงคโปร์ ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อให้บริการ Data Center ประกอบด้วยบริการรับฝากวางคอมพิวเตอร์แม่ข่าย บริการดูแลระบบ และบริการพื้นที่ทำงานสำรองกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
   3. บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) กิจการผลิตโมโนโซเดียมกลูตาเมตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ในถังหมักที่ทันสมัย (Crystallizing Fermentation) ซึ่งจัดเป็น    ไบโอเทคโนโลยีที่ทันสมัย เงินลงทุน 2,750 ล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยผลิตเพื่อส่งออกร้อยละ 54 ทั้งนี้ บริษัทได้มีความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยของประเทศไทย (RUN) เพื่อพัฒนาและต่อยอดความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพด้วย
   4. Mr. Jiang Yong Ming กิจการผลิตชิ้นส่วนผงโลหะอัดขึ้นรูป ซึ่งจัดเป็น Advanced Material  โดยใช้กรรมวิธีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและใหม่สำหรับประเทศไทย เงินลงทุน 2,594 ล้านบาท         เป็นหุ้นจีนทั้งสิ้น ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 จังหวัดชลบุรี บริษัทแม่ของ      Mr. Jiang Yong Ming นับเป็นผู้ผลิตผงโลหะทังสเตนและผงคาร์ไบด์ทังสเตนรายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ปัจจุบันมีฐานการผลิตในญี่ปุ่น ไต้หวัน และเยอรมนี




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด