ข่าวหุ้นล่าสุด

รัฐ-เอกชน ฟันธงเทรนด์ดอกเบี้ยเป็นขาลง ลุ้น"อสังหาฯ-ลีสซิ่ง"รับอานิสงส์

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 ก.ย. 62 14:27 น.

   ภาครัฐ-เอกชน ผสานเสียงทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาลง หลังเฟดหั่นดอกเบี้ยลงวานนี้  จับตาประชุม กนง.ปลายเดือนนี้ทนกระแสไม่ไหวปรับลดดอกเบี้ยตาม  ด้านสศค.ยันไม่ก้าวล่วงการตัดสินใจ  ฟากส.อ.ท.ชี้ต้องรีบตัดสินใจเพื่อดูแลค่าเงินบาทแข็งค่า  ฝั่งแบงก์ชี้ยังไม่น่ารีบลดเหตุรอประเมินผลจากมาตรการกระตุ้นศก.รัฐก่อน ส่วนฝั่งตลาดหุ้นจับตาหุ้นกลุ่มอสังหาฯ-ลีสซิ่งรับอานิสงส์ตาม  พร้อมมอง SET สิ้นปีแตะ 1,700 จุด บน P/E 16.5 เท่า

* สศค.ย้ำไม่ก้าวก่าย ธปท.
   นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ถึงกรณีที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 7 ต่อ 3 เสียงปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับที่ 1.75-2% ว่า ยอมรับว่า ขณะนี้ทิศทางดอกเบี้ยเริ่มกลับทิศ หรือ เปลี่ยนจากขาขึ้น เป็นขาลงเรียบร้อยแล้ว และการลดดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้ มองว่า ไม่ได้เหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกันยังมองว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้มีโอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง
        ขณะที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 25 กันยายนนี้ จะลดดอกเบี้ยหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่คณะกรรมการกนง.จะต้องนำปัจจัยต่างๆทั้งในและต่างประเทศมาพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่ง สศค.คงไม่ก้าวล่วงในการตัดสินใจ
   “กนง.ต้องชั่งน้ำหนักให้เหมาะสม เพราะหากดอกเบี้ยต่างจากคู่ค้า คู่แข่งก็จะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลต่อเงินทุนไหลเข้า อาจทำให้ค่าเงินแข็งค่าต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ ขณะเดียวกัน ธปท.จะต้องพิจารณาถึงเสถียรภาพภายในประเทศและเสถียรภาพการเงินควบคู่กันไปด้วย”นายลวรณ กล่าว

*ส.อ.ท.ย้ำต้องรีบลดดบ.ก่อนบาทแข็งค่าหนักกว่านี้      
   นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในการประชุมกนง.วันที่ 25 กันยายนนี้ ต้องการให้ กนง. พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณถดถอยด้วย ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจที่ชะลอ ส่งผลกระทบต่อภาคยานยนต์แล้ว สะท้อนจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กลับมาติดลบถึง 20% จากที่ผ่านมาขยายตัวเป็นบวก
   “ส.อ.ท. ยอมรับว่า เป็นห่วงกับสถานการณ์เศรษฐกิจ หลังจากที่เฟดลดดอกเบี้ย มันสะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มถดถอย ขณะที่ในประเทศไทยเองก็มีปัญหา ดังนั้นจึงอยากให้ธปท.พิจารณาลดดอกเบี้ยลงมา”นายสุพันธ์ กล่าว

* CIMBT ชี้ควรหาวิธีคุมเงินบาทแบบอื่นแทนลดดบ. 
   นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ยอมรับว่า นักลงทุนค่อนข้างผิดหวัง จากที่เฟดลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คาดไว้ และไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลายเพิ่มเติม ดังนั้น มองว่า มีโอกาสที่เงินจะไหลกลับไปถือสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์แทน หรือ ดอลลาร์สหรัฐจะกลับมาเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลให้ช่วงสัปดาห์นี้ เงินบาท และเงินในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ อาจมีทิศทางอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
   ส่วนการประชุม กนง.ในวันที่ 25 กันยายนนี้ มองว่า ในการประชุมครั้งนี้ กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.5% ก่อน เพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจภายหลังจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่หากพบว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ชะลอตัวลง ภาคการส่งออกยังมีปัญหา มีความเป็นไปได้ที่ในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม กนง.อาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้
   นายอมรเทพ กล่าวว่า สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของค่าเงินนั้น มองว่า ก่อนที่จะใช้การลดดอกเบี้ยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ ดูแลค่าเงินบาทนั้น ธปท. ควรหามาตรการอื่น เช่น การผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยให้นักลงทุนไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติม หรื ลดแรงจูงใจในการเก็งกำไรค่าเงิน เป็นต้น
   ทั้งนี้ ภายหลังจากเฟดลดดอกเบี้ย กลุ่มที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มลิสซิ่ง ภาคการก่อสร้าง เป็นต้น ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลเสีย คือ กลุ่มแบงก์
   “เทรนดอกเบี้ยขาลงมันแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่ต้องตามต่อ คือ รอบดอกเบี้ยขาลงกำลังจะจบหรือยัง เพราะว่า สหรัฐเริ่มไม่ส่งสัญญาณต่อ ดังนั้นในตลาดเกิดใหม่ที่ลดมาก่อนหน้านี้ ก็อาจจะเริ่มเห็นภาพว่า ไม่จำเป็นที่ต้องลดดอกเบี้ยต่อ หรือการไม่ส่งสัญญาณอาจจะเป็นปัจจัยชั่วคราวก็ได้ อาจไม่ได้หมดรอบของดอกเบี้ยขาลงก็ได้”นายอมรเทพ กล่าว

* กลุ่มแบงก์ เชื่อกนง.ยังคงดบ.ในรอบนี้
   ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ออกมา ว่า ในการประชุม กนง. วันที่ 25 กันยายนนี้ คาดว่า จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.5% โดยน้ำหนักในการตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน คงขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศมากกว่าทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก
   สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ กนง.จะประเมินทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยคำนึงถึงปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและพัฒนาการปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งนี้ มองว่า กรณีที่จีดีพีไทยในปี 2562-2563 ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพที่ 3.5% อาจเป็นสัญญาณที่กนง.อาจพิจารณาถึงความเหมาะสมในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม กนง.คงนำเรื่องเสถียรภาพของระบบการเงินและประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการเงินประกอบการชั่งน้ำหนักเรื่องอัตราดอกเบี้ยด้วย
   ขณะที่นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ หรือ อีไอซี (Economic Intelligence Center : EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า มองว่า ในการประชุม กนง. วันที่ 25 กันยายนนี้ คาดว่า กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% เพื่อรอผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตาม มองว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ มีโอกาสที่ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง เนื่องยังมีแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า และเศรษฐกิจที่มีสัญญาณชะลอตัวลงจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน
   “แม้ดอกเบี้ยเราไม่สูงมาก อยู่ที่ระดับ 1.5% แต่ปัจจุบันยังมีเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาล และธปท.อย่างต่อเน่อง เป็นผลจากนักลงทุนมองไทยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงไทยมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกน่ง ดังนั้นจึงทำให้เงินยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินในระยะต่อไป ดังนั้นจึงมองว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้มีโอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง และเทรดยังเป็นดอกเบี้ยขาลง”นายยรรยง กล่าว

*จับตาหุ้น อสังหาฯ - ลีสซิ่ง รับอานิสงส์ดอกเบี้ยดิ่ง  
   นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า ทิศทางดอกเบี้ยยังเป็นช่วงขาลง โดยมองว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้มีโอกาสที่ เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ในขณะที่ไทยเอง มองว่า มีโอกาสที่จะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25%ได้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้คงต้องพิจารณาผลที่จะเกิดขึ้นหลังลดดอกเบี้ยด้วย เช่น จะมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้านค่าเงินบาทที่ปัจจุบันแข็งค่าที่ระดับ 30.5-30.6 บาทต่อดอลลาร์ ดังนั้นจึงมองว่ามีโอกาสที่ กนง.อาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลงได้
   “หลังจากเฟดลดดอกเบี้ย รวมถึงหากในระยะต่อไปไทยลดดอกเบี้ยตาม อาจทำให้เงินจะไหลเข้ามาตลาดหุ้นมากขึ้น เพราะรีเทิร์นในตราสารหนี้จะต่ำลง ส่วนกลุ่มที่น่าสนใจและน่าจะได้รับอานิสงส์จากดอกเบี้ยต่ำ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ลิสซิ่ง และกลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐานบางตัว เป็นต้น สำหรับปีนี้ เอเซียพลัส มองดัชนีสิ้นปีอยู่ที่ 1,700 จุด บน P/E ที่ 16.5 เท่า”นายเทิดศักดิ์ กล่าว

 ตารางประเมินการประชุมกนง.25ก.ย.นี้

หน่วยงาน  คาดการณ์ประชุมกนง.25ก.ย.นี้ 
ส.อ.ท.  ลดดบ. 0.25% 
   
CIMBT คงดบ.
  (ลดอีก 1 ครั้งช่วงที่เหลือของปี)
   
SCB คงดบ.  
  (ลดอีก 1 ครั้งช่วงที่เหลือของปี)
   
KBANK  คงดบ.
  (ประเมินสถานการณ์ศก.อีกครั้ง)
   
Asia Plus ลดดบ.0.25%

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด