ข่าวหุ้นล่าสุด

TISCO ชี้ SETโค้ง4ทรุด ลุ้นฟื้นหลังเลือกตั้งสหรัฐฯหวังปีหน้า 1,500 จุด

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -1 ต.ค. 63 14:35 น.

   TISCO คาด SET ต้น Q4/63 ยังทรุด  ไตรมาส 4/2563 หุ้นไทยจะผันผวนขาลง หลังศก.โลกชะลอ ส่วนในปท.กังวลกำไรบจ.ถูกหั่น หลังท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น แต่คาดหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ตลาดจะเริ่มฟื้น มองแนวรับต.ค.1,200 จุด  ส่วนปีหน้าคาดเห็น 1,500 จุด แนะเล่นหุ้นเล็ก  

   นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด  เปิดเผยว่า การลงทุนตลาดหุ้นในไตรมาสที่ 4/63 คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังถูกกดดันต่อเนื่องจากหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ

   โดยปัจจัยต่างประเทศ มาจากการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดยเฉพาะตัวเลขรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหภาพยุโรปที่พลิกกลับมาต่ำกว่าระดับ 50 จุดในเดือนก.ย. บ่งชี้ภาวะหดตัวอีกครั้ง ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ รอบใหม่ คาดจะมีความล่าช้าต่อเนื่องจนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนพ.ย.ไปแล้ว

    ส่วนปัจจัยในประเทศ คาดว่าแนวโน้มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนยังถูกปรับลงอีกจากปัจจุบันนักวิเคราะห์ในตลาด (รวบรวมข้อมูลจากบลูมเบิร์ก) ประเมินว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนปี 63 จะทำได้ที่ 57.9 บาทต่อหุ้น ขณะที่ปี 64 จะทำได้ที่ 75.6 บาทต่อหุ้น เพราะได้รับผลกระทบจากการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวช้ากว่าคาด และการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ในต่างประเทศ ผสานกับปัญหาการเมืองในประเทศที่ยังคาราคาซังต่อไป คาดจะกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งซิกแซกลงต่อโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของไตรมาส 4/63

   ทั้งนี้ ช่วงปลายปี 63 ต่อเนื่องถึงต้นปี 64 ดัชนีหุ้นไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากความชัดเจนของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการเจรจา Brexit ประกอบกับวัคซีนน่าจะมีพัฒนาการในเชิงบวกมากขึ้น โดยมองว่าจะเห็นการโยกเม็ดเงินที่ปัจจุบันยังอยู่ในเงินฝากธนาคารและตลาดเงินจำนวนมากเข้าสู่ตลาดหุ้น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่จะยังอยู่ในระดับต่ำไปอีกนานตลอด 3 ปีข้างหน้า

   ประกอบกับ บล.ทิสโก้มองว่าตลาดหุ้นโลกซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลานั้นน่าจะปรับฐานราคาลงมาอยู่ในโซนที่น่าลงทุนคุ้มค่าความเสี่ยงแล้วหากเทียบกับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 64 ที่ประเมินไว้ที่ 1,500 จุด นอกจากนี้ ฐานกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะกลับมาเติบโตอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 1/64 เป็นต้นไป จะเป็นตัวขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยได้เป็นอย่างดีในระยะถัดไป 

    บล.ทิสโก้เชื่อว่าหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ หรือปรับลงน้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่ (Outperform) ต่อไปในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า สังเกตได้จากดัชนี sSET Index ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญขนาดเล็กซึ่งอยู่นอกกลุ่มดัชนี SET100 ปรับตัวในทิศทางที่ดีกว่าดัชนี SET100 และดีกว่าดัชนีหุ้นไทยอย่างชัดเจนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และดัชนี sSET Index 9 เดือนแรกของปีนี้ ปรับตัวลงเพียง 9% ขณะที่ดัชนี SET 100 ลดลง  25% และดัชนีหุ้นไทยลดลง 21%

   สำหรับปัจจัยหนุนที่คาดว่าหุ้นขนาดเล็กจะ Outperform กว่าตลาดโดยรวมนั้น มี 3 ปัจจัย คือ 1. โมเมนตัมดีทั้งการเคลื่อนที่ของราคาและเม็ดเงินไหลเข้า นอกจากสัดส่วนดัชนี sSET ต่อดัชนี SET (sSET/SET) จะขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่นับจากปี 62 แล้ว ยังพบว่ามีเม็ดเงินไหลเข้าไปลงทุนหุ้นขนาดเล็กเพิ่มขึ้นด้วย ไม่เปราะบางเหมือนที่ผ่านมา

   2. ตลท.กลับมาใช้เกณฑ์การขายชอร์ต (Short Selling) ตามปกติ น่าจะทำให้มูลค่าชอร์ตเซลมีแนวโน้มสูงขึ้นเข้าสู่ระดับปกติที่เฉลี่ยประมาณ 5% ของมูลค่าซื้อขายรวมของตลาด จากปัจจุบันที่เฉลี่ยต่ำเพียงประมาณ 1% เท่านั้น และหุ้นขนาดใหญ่ถึงกลางที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง คาดจะเป็นเป้าหมายหลักในการขายชอร์ต ดังนั้น จึงมีโอกาสเกิดความผันผวนได้ง่ายกว่าหุ้นขนาดเล็ก

   และ 3. แรงขายต่อเนื่องจากต่างชาติ โดยในเดือนก.ย.ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท ขายสุทธิ 14 เดือนติดต่อกัน ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิมากกว่า 2.7 แสนล้านบาท และยังไม่มีสัญญาณพลิกกลับมาไหลเข้าในเร็วๆ นี้ ขณะที่ข้อมูลในอดีต 10 ปีที่ผ่านมาบ่งชี้โอกาสที่ต่างชาติจะเป็นผู้ซื้อสุทธิในไตรมาส 4 มีเพียง 30% เท่านั้น และมียอดขายสุทธิเฉลี่ย 2.9 หมื่นล้านบาท

   ดังนั้น หุ้นแนะนำในเดือนตุลาคมจึงเน้นหุ้นขนาดเล็กที่คาดงบไตรมาส 3/63 ออกมาดีและฐานกำไรปีหน้าจะกลับมาเติบโตสูงกว่าช่วงก่อน COVID-19 แนะนำ BGC, PRM, SEAFCO, SMPC, SYNEX และ TPIPL ด้านแนวรับสำคัญเดือนนี้อยู่ที่ 1,200 - 1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,270 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,295-1,300 จุด ตามลำดับ

   สำหรับการลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือนข้างหน้า) ยังแนะนำหาจังหวะสะสมช่วงอ่อนตัว โดยควรเบนเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่และกลางมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของไตรมาส เพราะจะกลับมาเป็นเป้าเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าในระยะถัดไป หุ้นเด่นน่าสะสม “เพื่อการลงทุน” แนะนำ AEONTS, AOT, BAM, BDMS, BEM, CPALL, KTC, MTC และ WHA

 

 

 


เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด