ข่าวหุ้นล่าสุด

ม.หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นฯก.ค.อยู่ที่ 50.1 บวก 3 เดือนติดต่อกัน

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -7 ส.ค. 63 12:35 น.

    ม.หอการค้าไทย เผย ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. อยู่ที่ 50.1 ปรับต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่ยังอยู่ในช่วงต่ำสุดในรอบ 21 ปี 10 เดือน ด้านผู้บริโภคระบุยังกังวล การเมือง ศก. โควิด-19 แนะครม.เร่งกระตุ้นศก.เบิกงบค้างท่อ หวังพลิกฟื้นศก.ไทยช่วงท้ายปี

   นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนก.ค. ที่ผ่านมาว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.อยู่ที่ 50.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ในช่วงต่ำสุดในรอบ 21 ปี 10 เดือน

   สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.ที่ปรับดีขึ้นนั้น เป็นผลจากรัฐบาลได้ดำเนินการผ่อนคลายให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ ประกอบกับรัฐบาลออกมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งมาตรการด้านการเงินและการคลัง เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการโดยทั่วไป

   ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังมีความกังวลสูงเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและการว่างงานในอนาคตที่เกิดจากผลกระทบเชิงลบจากโควิด-19 ดังนั้นจึงคาดว่าผู้บริโภค ยังชะลอการใช้จ่ายไปจนถึงไตรมาส 4/63 จนกว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลายตัวลงและเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจอย่างกว้างขวาง พร้อมกับรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

   อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่า 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมน่าจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยจากภาวะวิกฤติโควิด-19 ทั่วโลก อาจส่งผลกระทยในเชิงลบอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจ และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต่อเนื่อง

   นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในไตรมาส 2 มองว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า และมองว่า หากไม่มีการระบาดในระลอกที่ 2 ถือว่าจุดต่ำสุดได้ผ่านพ้นมาแล้ว

   “สถานการณ์โควิด-19 แม้จะเริ่มเปิดกิจการ แต่สถานการณ์ยังไม่กลับมาปกติ และยังห่างไกลจากช่วงต้นปีที่ดัชนีเกือบ 70 ดังนั้น ดัชนีที่ปรับดีขึ้นเล็กน้อย สะท้อนว่า ไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดในระลอกที่ 1 แล้ว และหากไม่มีระลอก 2 ก็ถือว่าต่ำสุดแล้ว”นายธนวรรธน์ กล่าว

   นายธนวรรธน์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เข้ามาใหม่ จำเป็นที่จะต้องฟื้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน โดยในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะติดลบถึง 9% ก่อนที่จะฟื้นตัวได้ 4-5% ในปีหน้า ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลจะต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและเบิกจ่ายงบค้างท่อในไตรมาส 3 และ 4 อย่างน้อยไตรมาสละ 2-3 แสนล้านบาท หรือรวมประมาณ 6 แสนล้านบาท

   สำหรับวงเงินในการดำเนินการนั้น โดยส่วนหนึ่งจะมาจากพระราชกำหนดอำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 วงเงิน 400,000 ล้านบาท และจากงบประมาณปี 64 เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และลดความกังวลด้านการปลดคนงาน การเลิกจ้าง 


   “ครม.ชุดใหม่ มีมืออาชีพจากเอกชน ด้านบุคลิก เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งคล่ำวอดเอกชน รู้ว่าภาคเอกชนมีอุปสรรคอะไร ข้อติดขัดอะไร ดังนั้นเชื่อมีความเป็นมืออาชีพ รวมถึง รมว.พลังงาน ซึ่งเป็นมืออาชีพ ของเอกชน ที่มีทรัพย์สินเป็นแสนล้านบาท มีบุคคลากรหมื่นคน มียอดขายหมื่นล้านบาท ทำให้กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการบริหารทรัพย์สินจำนวนมาก ถือว่ามีกลไกลที่น่าสนใจในการเคลื่อนเศรษฐกิจได้”นายธนวรรธน์ กล่าว

   ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมก.ค.63 อยู่ที่ 42.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่อยู่ที่ 41.4 โดยการที่ดัชนียังอยู่ต่ำกว่า 100 สะท้อนว่า ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องมาจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่อาจปรับตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยเนื่องจากวิกฤติโควิด-19 ทั่วโลก

   “ช่วงนี้ถือเป็นช่วงระยะอันตราย ดังนั้น ครม.ใหม่ ที่เข้ามาจำเป็นต้องหามาตรการฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้ เพราะคนยังจับจ่ายใช้สอยน้อยลงไม่มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ และอาจจะกระทบต่อการจ้างงานได้ โดยภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะคนตกงาน 1-2 ล้านคน”นายธนวรรธน์ กล่าว

   นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์ด้านการเมืองนั้น ปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมี 2 จุด ที่ต้องติดตาม คือ ความสัมพันธ์ในรัฐบาล แม้จะปรับครม.แล้วจะต้องติดตามว่าจะมีความนิ่งหรือไม่ และความสัมพันธ์กับพรรคร่วมจะมีความแน่นแฟ้นเพียงใด

   นอกจากนี้ การแสดงความเห็นทางการเมืองต่อรัฐบาล ต่อผู้นำ การประท้วงเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะเห็นการเข้ามาชุมนุมและการแสดงความเห็นทางการเมืองด้วย ดังนั้นจึงมองว่า การเมือง และโควิด-19 ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

   นายธนวรรธน์ กล่าวถึงพฤติกรรมการจำจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงวันแม่ที่จะมาถึงนั้น มองว่า จะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจในช่วงวันแม่ 9,984.66 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี โดยการใช้จ่ายในการซื้อของขวัญนั้น เช่น ให้เงินสด/ทอง พวงมาลัย/ดอกไม้ เครื่องนุ่มห่ม/รองเท้า เป็นต้น

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด