ข่าวหุ้นล่าสุด

ธปท.จี้ปฏิรูปศก.ลดเหลื่อมล้ำ-แนะรัฐเยียวยาผลกระทบโควิดให้ตรงจุด

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 ก.ย. 63 11:39 น.

  ธปท. ย้ำไทยต้องปฏิรูปโครงสร้างศก. ลดความเหลื่อมล้ำ โดยต้องได้รับความร่วมมือทั้งระดับ มหภาค และจุลภาค โดยมีภาครัฐเป็นกลไกหลัก พร้อมเตือนรัฐหยุดใช้มาตรการเหวี่ยงแห ฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 เหตุไม่คุ้มค่า ขาดประสิทธิภาพ เปลืองต้นทุนทรัพยากร

  นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 63 ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้เกิดได้จริงว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาที่สั่งสมมานาน ทั้งความเสื่อมถอยของผลิตภาค การขาดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำที่อยู่ในระดับสูง และการขาดความคุ้มกันในหลายระดับของสังคมไทย ดังนั้นไทยจะต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในทุกมิติ

  อย่างไรก็ตาม การที่จะให้คนไทยอยู่ดีกินดีได้อย่างยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจไทยจะต้องมีรากฐานที่ดีอย่างน้อย 3 ด้าน คือ

  1.คนไทยและธุรกิจไทยจะต้องมีผลิตภาพสูง และมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ ทั้งด้านจุลภาค โดยธุรกิจไทยจำนวนมาก ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร มีผลิตภาคต่ำ ซึ่งมีเหตุผลมาจากการขาดแรงจูงใจ และแรงกดดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม ต้องเผชิญอุปสรรคในการพัฒนาทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยี

  นอกจากนี้ การโยกย้ายแรงงานและทุน จากภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาคต่ำไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาคสูง ยังถูกจำกัดด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น กฎเกณฑ์กติกาของภาครัฐ ที่ล้าสมัยและเอื้อต่อธุรกิจขนาดใหญ่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรม ถูกควบคุมด้วยผู้ผลิตรายใหญ่แค่ไม่กี่ราย ขาดการแข่งขันระหว่างธุรกิจอย่างจริงจัง

  ด้านผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่อาจจะมีนวัตกรรมหรือแนวคิดใหม่ๆ ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดเพื่อแข่งขัน กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่เดิมได้ ในบางภาคเศรษฐกิจผู้ประกอบการเอกชน ยังต้องแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจ ที่มีข้อได้เปรียบหลายด้านด้วย ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขาดพลวัตร การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจขาดประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกของประเทศไทยถูกลดทอนลง

  2.คนไทยและธุรกิจไทยต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆในโลก ที่ผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อนและคลุมเคลือสูง เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขาดประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยต่างๆ เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข เพราะโลกข้างหน้าจะเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงความไม่แน่นอนในมิติใหม่ๆ ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจด้วย เช่น สภาวะโลกร้อน และอากาศแปรปรวน และการแพร่กระจายของโลกอุบัติใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น

  ด้าน ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจไทยมีความเปราะบางทางการเงิน ครัวเรือนและธุรกิจจำนวนมากโดยเฉพาะเอสเอ็มอีมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการออม และสินเชื่อ ทำให้ไม่มีแหล่งเงินสำรองเพื่อไว้ใช้ในยามวิกฤติ รวมทั้งไม่สามารถกู้ยืมเงินเพิ่มจากสถาบันการเงินในระบบได้ ในสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วน นอกจากนี้แรงงานและผู้ประกอบการจำนวนมาก อยู่นอกระบบ ไม่มีกลไกลของภาครัฐที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง แรงงานเหล่านี้ ยังมีข้อจำกัดด้านทักษะ ความสามารถในการปรับตัว เมื่ออาชีพที่ทำอยู่เดิมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่คาดคิด

  นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพิงเศรษฐกิจต่างประเทศมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งออกสินค้าและบริการเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การพึ่งพิงดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมาก ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางและได้รับผลกระทบรุนแรงในยามที่เศรษฐกิจโลกสะดุดลงเห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ติดลบสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศจากวิกฤติโควิดในครั้งนี้

  3.การกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจจะต้องทั่วถึงและไม่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยรุนแรงขึ้น คนไทยต้องเผชิญความเหลื่อมล้ำทางโอกาสตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีทุนทรัพย์น้อย มักมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ตั้งแต่แรกเกิด เมื่อโตขึ้นมาก็มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา เข้าถึงบริการสุขภาพและทรัพยากรต่างๆที่แตกต่างกัน

  นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจในภาคครัวเรือน ประชากรที่มีรายได้สูงสุด 1% แรกของประเทศมีรายได้รวมกัน 20% ของรายได้ทั้งหมดของประชากรทั้งประเทศ ส่วนในภาคการผลิตผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุด 5% ครองส่วนแบ่งรายได้ 85% ของการผลิตนอกภาคเกษตรทั้งหมด ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้เป็นทั้งอาการและสาเหตุของปัญหาที่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆทางสังคมอีกมาก

  นอกจากนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังกระจุกตัวเชิงพื้นที่สูง ผลผลิตมวลรวมรายจังหวัดต่อหัว ของจังหวัดที่สูงสุด สูงกว่าจังหวัดที่ต่ำสุดถึง 18 เท่า

  “โควิด-19 ได้ซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น ครัวเรือน แรงงานและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างมาก มาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดชั่วคราว และอุปสงค์ที่หดตัวลงแรง ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากต้องปิดกิจการ ส่วนธุรกิจที่ยังดำเนินการอยู่ก็มียอดขายลดลง ธุรกิจจำนวนมากต้องเลิกจ้าง หรือลดชั่วโมงการทำงาน ครัวเรือนและธุรกิจต่างๆที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติครั้งนี้ ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในการปรับตัว และการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อยู่แต่เดิมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงทุน ข้อจำกัดในการพัฒนาทักษะ การใช้เทคโนโลยี วิกฤติครั้งนี้จึงซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงยิ่งขึ้นด้วย”นายวิรไท กล่าว

  นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก วิกฤติโควิด-19 ทำให้หลายอุตสาหกรรมทั่วโลกมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูงต่อเนื่องไปอีกหลายปี หากกำลังการผลิตส่วนเกินนี้ไม่ถูกจัดการ หรือ โยกย้ายไปสู่ภาคการผลิตอื่น ผลิตภาครวมของระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะยิ่งลดต่ำลงอีก รวมทั้งผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคการผลิตเหล่านี้จะมีทุนลดลงเรื่อยๆ ขาดภูมิคุ้มกันที่จำเป็น สำหรับการเผชิญกับภัยและความท้าทายใหม่ๆในอนาคต

  “เราไม่มีทางเลือก นอกจากจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เกิดผลได้จริง ชีวิตวิถีใหม่ และธุรกิจวิถีใหม่หลังโควิด-19 จะต่างไปจากเดิมมาก การแข่งขันจะสูงขึ้น เพราะทั้งโลกมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจไทยจะต้องสามารถจัดสรร โยกย้ายทรัพยากร ไปสู่ธุรกิจที่มีผลิตภาคสูงให้ได้ ต้องเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนห่วงโซ่อุทาน”นายวิรไท กล่าว

  ขณะเดียวกัน ไทยต้องลดพึ่งพาภาคเศรษฐกิจใดภาคหนึ่งมากจนเกินไป รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการกระจายทรัพยากร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง การปรับโครงสรา้งทางเศรษฐกิจ เพื่อให้มีผลิตภาคที่สูงขึ้นมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น และมีความเหลื่อมล้ำลดลง เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เป็นเรื่องที่จำเป็นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังวิกฤติ และเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนไทยในระยะยาว

  การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้สำเร็จนั้น ต้องทำงานร่วมกันทั้งในระดับมหภาค และจุลภาค โดยนโยบายในระดับมหภาค ต้องกำหนดทิศทางในภาพใหญ่ให้ชัดเจน ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดและสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ครัวเรือนและธุรกิจปรับตัวไปในทิศทางที่ควร ส่วนนระดับจุลภาค หลายหน่วยงานต้องประสานและบูรณาการกัน เพื่อลดอุปสรรคในการปรับตัวของแรงงานและธุรกิจ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมได้โดยง่าย ลดความซ้ำซ้อน ลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และลดการสร้างความบิดเบือน และความไม่เป็นธรรมในระบบ

  สำหรับบทบาทสำคัญของภาครัฐด้านหนึ่ง คือ การสร้างกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความล้มเหลวของตลาด เช่น การส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเพิ่มผลิตภาค การเปิดเสรีให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาด และแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ครองตลาดอยู่เดิมได้โดยง่าย การลดอุปสรรคและต้นทุน จากกฎเกณฑ์ของรัฐที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น รวมถึงการลดความลักลั่น ขัดแย้ง ของกฎเกณฑ์และนโยบายระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง

  นอกจากนี้ ภาครัฐจะยังมีส่วนสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะที่อย่างเปิดกว้าง และการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

  “เราต้องตระหนักว่านโยบายด้านมหภาค หรือนโยบายภาพใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริง ในระดบจุลภาค ครัวเรือน แรงงาน และผู้ประกอบการต้องได้รับความช่วยเหลือให้ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วด้วย แรงงานต้องสามารถพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของโลกใหม่ ผู้ประกอบการต้องสามารถปรับตัวรับกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ใช้เทคโนโลยีในทุกกระบวนการทำงานและลดการพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐในระยะยาว”นายวิรไท กล่าว

  นายวิรไท กล่าวว่า บทบาทของภาครัฐที่สำคัญ คือ ต้องสร้างและสนับสนุนกลไกที่จะช่วยให้แรงงานและผู้ประกอบการจำนวนมาก สามารถพัฒนาผลิตภาคและทักษะได้อย่างรวดเร็ว ต้องสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมให้คนปรับวิถีชีวิตและวิถีการทำธุรกิจ ต้องลดต้นทุนในการปรับตัวของแรงงานและผู้ประกอบการ รวมถึงจัดหากลไกที่จะลดความเสี่ยงให้ครัวเรือนและผู้ประกอบการที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตอีกด้วย

  สำหรับ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องจำเป็นและต้องเริ่มทำทันที เพื่อให้เกิดผลในระยะสั้นและระยะยาว และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด มีข้อควรคำนึงถึงที่สำคัญ ด้านแรก การเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ต้องสอดคล้องกับทิศทางของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากวิกฤติครั้งนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในขณะที่ทุนของครัวเรือนและธุรกิจลดลง เรื่อยๆ และทรัพยากรของภาครัฐก็มีจำกัด

  “การให้เงินเยียวยาของภาครัฐแก่ผู้ตกงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบรุนแรงยังจำเป็น แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงวาน การเพิ่มผลิตภาคของผู้ประกอบการ และการปรับตัวไปสู่วิถีการทำธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในโลกยุคหลังโควิดด้วย”นายวิรไท กล่าวว่า

  นอกจากนี้ เนื่องจากวิกฤติโควิด-19 เกิดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ กลุ่มธุรกิจและกลุ่มคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันมาก ภาครัฐจึงควรลดการออกมาตรการช่วยเหลือ แบบเหวี่ยงแหเป็นการทั่วไปสำหรับทุกคน แต่ต้องเน้นที่ตรงจุดที่ธุรกิจหรือกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพราะแรงงานและผู้ประกอบการแต่ละรายมีความสามารถในการฟื้นตัว และปรับตัวที่แตกต่างกัน ดังนั้นการช่วยเหลือทุกคน แบบเป็นมาตรการทั่วไป จะทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัด ถูกใช้ในลักษณะเบี้ยหัวแตก ขาดประสิทธิผลและไม่คุ้มค่า

  “เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาครัฐขาดความรู้และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และอาจไม่สามารถคัดสรรกลุ่มผู้ประกอบการที่สมควรได้รับการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธภาพ โดยเฉพาะในช่วงเวลายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงหลายเรื่อง ภาครัฐจึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการเอง แต่ต้องอาศัยกลไกตลาดเป็นตัวช่วย ในการคัดกรอง ติดตาม และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยภาครัฐมีบทบาทในการสนับสนุนกลไกเหล่านี้ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ”นายวิรไท กล่าว

  ด้านสองการปฏิรูปโครงสร้างจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากไม่สามารถย้ายทรัพยากรจากภาคเศรษฐกิจหนึ่งไปสู่อีกภาคเศรษฐกิจหนึ่งได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องลดอุปสรรคในการโยกย้ายทรัพยากรข้ามธุรกิจและข้ามภาคเศรษฐกิจ วิกฤติโควิดทำให้หลายอุปสงค์เปลี่ยนไปอย่างถาวรการโยกย้ายทรัพยากรจากภาคเศรษฐกิจที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินไปยังภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงกว่าจึงเป็นสิ่งจำเป็น การทำให้กระบวนการโยกย้ายมีต้นทุนต่ำลง
มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

  ทั้งนี้ ปัจจุบัน ไทยมีความพยายามที่จะลดเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นของไทย คือ โครงการศึกษา วิเคราะห์ ทบทวน กฎหมายกฎระเบียบ ข้อบังคับและกระบวนการงานที่เกี่ยวกับการอนุญาต เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป หากสามารถเร่งการลดเกณฑ์หต่างๆได้ จะตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นและการปฏิรูปในระยะยาว โดยไม่สร้างภาระให้แก่งบประมาณของรัฐ

  ด้านที่สาม ท้องถิ่นต่างจังหวัดจะเป็นเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ที่ผ่านมาโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมชนบท เปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ ประชากรวัยทำงานจำนวนมากต้องทิ้งภูมิลำเนาต้องเข้าทำงานเมืองใหญ่ จึงเกิดปัญหาครอบครัวโหว่กลางทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งแรงงานสูงอายุในภาคเกษตร ปัญหายาเสพติด ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์เป็นต้น

  ทั้งนี้ จากวิกฤติโควิด-19 สิ่งที่ไม่ได้เห็นและไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 40 คือการย้ายกลับภูมิลำเนาของแรงงานมากกว่า 1 ล้านคน ถือเป็นพลังพลิกฟื้นเศรษฐกิจในต่างจังหวัด สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมชนบท ยกระดับวิสาหกิจชุมชน เป็นโอกาสในการเพิ่มอุปทานและกำลังซื้อในท้องถิ่น แต่ละท้องถิ่นจะพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และเศรษฐกิจไทยโดยรวมจะลดการพึ่งพิงส่วนกลางได้

 

 




รายงาน    ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ 
เรียบเรียง  จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
                อีเมล์. charuwan@efinancethai.com

อนุมัติ     อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 






ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด